อสรพิษเพลิงสีชาดไม่ได้รู้เลยว่าชะตาของตนเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติเต็มที
ลำพังค่ายกลเขตแดนเหมันต์แม้จะสร้างความยากลำบากให้กับอสรพิษเพลิงสีชาดอยู่บ้างทว่ากลับไม่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อมันได้ดังนั้นแม้จะรู้สึกระแวงอยู่บ้างแต่อสรพิษเพลิงสีชาดยังไม่คิดหวาดกลัวทว่าทันทีที่ซ่งไป่หลางทำการกระตุ้นการทำงานของค่ายกลอีกสองอย่างที่เหลือสัญชาตญาณของอสรพิษเพลิงสีชาดพลันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
พริบตาเดียวบรรยากาศของพื้นที่โดยรอบก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ร่างของอสรพิษเพลิงสีชาดแข็งค้างดวงตาสั่นไหวฉายแววหวาดกลัวมันพยายามสั่งร่างกายให้ขยับเขยื้อนเพื่อหลบหนีจากกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกดทับร่างของมันเอาไว้ทว่าด้วยระดับพลังของมันตอนนี้กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากขยับดวงตากวาดมองไปรอบๆอย่างสิ้นหวังเท่านั้น
ซ่งไป่หลางที่ยืนอยู่ตรงชายขอบของพื้นที่ค่ายกลสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บเดิมทีเขาคิดว่าค่ายกลนี้จะสามารถสะกัดกั้นอสรพิษเพลิงสีชาดได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งทว่าเมื่อได้ทดลองเปิดใช้งานแล้วกลับตระหนักได้ว่าตนเองคาดคำนวณระดับของค่ายกลนี้ต่ำเกินไปมากนัก
“พลังของค่ายกลผนึกอสูร นับว่ายอดเยี่ยมสมเป็อาวุธลับสำหรับป้องกันการบุกโจมตีจริงๆ” เซี่ยหยางเอ่ยชมเชย
“เ้าหนู ไม่จำเป็ต้องประหลาดใจนักกลิ่นอายพลังขั้นรวมิญญาของสถานที่แห่งนี้ทำให้ข้ารู้ว่ามันถูกสร้างจากผู้ที่มีพลังขั้นรวมิญญาขึ้นไปผู้ที่มีพลังระดับนั้นย่อมไม่สร้างอักขระค่ายกลทั่วไป ข้าคิดว่าในสภาวะที่ค่ายกลมีความสมบูรณ์ที่สุดอย่าว่าแต่ระดับขั้นเที่ยงแท้หรือเหนืุ์เลยต่อให้เป็ขั้นรวมิญญาก็ยังไม่สามารถต้านทานพลังกดดันของค่ายกลนี้ได้”
“เหตุใดข้อมูลความรู้ของค่ายกลที่มีพลังระดับนี้จึงมีบันทึกอยู่ในหอตำราของนิกายบัว์กัน”ซ่งไป่หลางเคยอ่านหนังสือหลายเล่มในหอตำราของนิกายถึงขนาดเคยลอบขโมยฝึกวิชาบางส่วนอย่างฝ่ามือบัว์และท่าเท้าแปดบัวดารามาแล้ว หนังสือแทบทุกเล่มในหอตำราหากไม่ใช่ส่วนที่เป็ข้อห้ามย่อมไม่มีเล่มไหนไม่ผ่านตาของซ่งไป่หลางมาก่อน
ทว่าความรู้เกี่ยวกับอักขระและค่ายกลนั้นกลับมีบันทึกอยู่มากมายแม้จะไม่ได้ถูกเขียนบันทึกอย่างละเอียดทว่ายังพอให้ตีความและจับสังเกตได้ซ่งไป่หลางใช้ความสามารถทั้งในด้านการเรียนรู้และเชิงจินตนาการจนสามารถทำความเข้าใจค่ายกลต่างๆได้เป็อย่างดีแม้จะไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ทว่าหากให้แก้ไขทำลายหรือปรับใช้ค่ายกลที่มีอยู่แล้วขอเพียงมีเวลาให้สังเกตและทำความเข้าใจย่อมไม่ยากเกินความสามารถของเด็กหนุ่ม
“หึหึ หากข้าคาดเดาไม่ผิดนิกายบัว์นั้นจะต้องเคยยิ่งใหญ่ยิ่งกว่านี้ถึงขั้นที่ว่าอาจมีผู้ฝึกขั้นรวมิญญาหรือสูงส่งยิ่งกว่าอยู่ในนิกายดังนั้นแม้แต่วิชาของนิกายก็ยังเป็วิชาระดับ์ ทว่าทุกสิ่งเป็เพียงเื่ในอดีตเพราะสภาพของนิกายบัว์ในเวลานี้นับว่าอ่อนแออย่างยิ่งและซากนี้ก็น่าจะไม่มีใครค้นพบมาก่อนในหลายร้อยปีที่ผ่านมา”
เซี่ยหยางเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า“เ้าหนูเ้าจะต้องรีบทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว การที่เ้าสามารถมองเห็นและเข้ามาที่นี่ได้ก็เพราะค่ายกลที่คอยปกปิดซ่อนเร้นมันตลอดเวลาเริ่มเสื่อมสภาพแล้วข้าคิดว่าอีกไม่นานคนของนิกายบัว์จะต้องค้นพบที่นี่และหลังจากนั้นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็จะกลายเป็เื่ยากแล้ว”
ซ่งไป่หลางรู้สึกเห็นด้วย ซากปรักแห่งนี้เป็สถานที่ที่ถูกทิ้งร้างไว้นานมากกว่าร้อยปีทั้งยังมีกลิ่นอายของผู้มีพลังขั้นรวมิญญา ไม่แน่ว่าอาจมีสมบัติหรือของวิเศษที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้แต่หากจะไปค้นหาเขาจะต้องจัดการกับอสรพิษเพลิงสีชาดให้เรียบร้อยเสียก่อน
“ค่ายกลผนึกอสูรประกอบไปด้วยสามค่ายกลย่อยคือค่ายกลเขตแดนเหมันต์ ค่ายกลหลอนจิต และค่ายกลสยบิญญาหลักการคือใช้แดนเหมันต์ผนึกกาย หลอนจิตผนึกความคิด สยบิญญาผนึกพลังิญญา เมื่อทั้งสามค่ายกลทำงานสอดประสานกันผู้ที่ตกอยู่ในค่ายกลจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้ทั้งสิ้น” ซ่งไป่หลางทบทวนความรู้เกี่ยวกับค่ายกลตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง
น่าเสียดายที่วัตถุดิบประกอบค่ายกลนั้นเก่าแก่จนแทบจะหมดพลังแล้วดังนั้นจึงทำให้ผลของค่ายกลผนึกอสูรไม่รุนแรงอย่างที่ควรจะเป็ไม่เช่นนั้นอสรพิษเพลิงสีชาดคงสูญเสียจิติญญาไปั้แ่ที่มันได้ัักับค่ายกลแล้ว
“ตอนนี้ยังไม่สามารถสังหารมันได้คงต้องรอให้ค่ายกลทำลายจิติญญาของมัน จากนั้นค่อยกำจัด”ซ่งไป่หลางตระหนักว่าพลังโจมตีของตนไม่มากพอที่จะทำร้ายอสรพิษเพลิงสีชาดให้ถึงตายดังนั้นเอาเวลาไปทำอย่างอื่นยังคุ้มค่าเสียกว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านช่วยข้าหาตำแหน่งของสมบัติหรือของวิเศษได้หรือไม่” ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม
เซี่ยหยางคิดอยู่พักหนึ่ง “ได้ แต่ข้าต้องใช้เวลาสักหน่อย”
ประสาทััของเซี่ยหยางนั้นกว้างไกลอย่างมากทว่ามันก็ยังมีข้อจำกัด เพราะตัวเซี่ยหยางนั้นอยู่ในสภาพิญญาที่มีพลังไม่มากนักหากเขา้าเพ่งสมาธิเพื่อค้นหาของวิเศษจริงจะต้องสูญเสียพลังอย่างมากและต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นระยะหนึ่ง
“ระหว่างนี้ข้าจะสำรวจสถานที่แห่งนี้ไปด้วย” ซ่งไป่หลางเอ่ยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังซากของวิหารที่มีขนาดใหญ่โตราวกับนิกายทั้งนิกายแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเสียหายและมีความเก่าแก่โบราณจนใกล้จะผุพังเต็มทีทว่ากลิ่นอายของพลังิญญากลับเข้มข้นชัดเจนอย่างยิ่ง
ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรู้สึกหายใจติดขัดเพราะพลังิญญาที่หนาแน่นกว่าปกติดูท่าการสำรวจซากวิหารจะไม่ง่ายสักเท่าใดนัก
“เ้าหนู นี่เป็แค่ความรู้สึกเท่านั้นพลังิญญาที่หนาแน่นไม่สามารถทำอันตรายเ้าได้เพราะในิญญาของเ้ามีิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่”
เมื่อได้ยินเซี่ยหยางเอ่ยซ่งไป่หลางก็วางใจในเมื่อไม่มีอันตรายเป็เพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ่งไป่หลางย่อมมีวิธีรับมือกับมันคล้ายความรู้สึกเ็ปเวลายืนหยัดอยู่ในน้ำตกลมปราณขอเพียงเชื่อมั่นว่าสามารถทนรับได้เขาย่อมสามารถทนรับได้อย่างแน่นอน
“ไอพลังิญญาที่นี่หนาแน่นเกินไปข้าไม่สามารถค้นหาสิ่งใดได้เลย”เซี่ยหยางถอนหายใจออกมา
ซ่งไป่หลางพยักหน้าอย่างเข้าใจการจะแผ่ประสาทััท่ามกลางสถานที่ที่มีพลังิญญาหนาแน่นนับเป็เื่ยากมากจริงๆ
“อาจารย์ข้ารู้สึกได้ว่าทางเดินในวิหารแห่งนี้มีบางสิ่งเกี่ยวพันกับพลังิญญาราวกับว่ายิ่งเราเดินเข้าไปลึกมากขึ้นพลังิญญาก็ยิ่งหนาแน่นเป็ไปได้หรือไม่ที่จะมีอะไรบางอย่างถูกเก็บรักษาเอาไว้ด้านในสุดของวิหาร”
“ย่อมเป็ไปได้มาก” เซี่ยหยางตอบรับ “โดยทั่วไปแล้วกลิ่นอายของพลังมักจะสูญสลายไปตามกาลเวลาแต่กลิ่นอายที่นี่กลับเข้มข้นนักแม้จะผ่านไปหลายร้อยปีแล้วไม่แน่ว่าอาจเป็กลิ่นอายที่เกิดจากของวิเศษบางอย่าง”
“ทว่าของวิเศษนั้นย่อมไม่สามารถได้รับมาโดยง่าย ข้าคิดว่าจะต้องมีกับดักและค่ายกลสำหรับป้องกันการขโมยของติดตั้งไว้อย่างแน่นอนอย่าได้ประมาทเป็อันขาด”เซี่ยหยางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ของวิเศษเหล่านี้ในสายตาของเซี่ยหยางนับได้ว่าเป็เพียงของทั่วไปไม่มีค่าอันใดทว่าสำหรับซ่งไป่หลางที่มีพลังเพียงขั้นก่อกำเนิดหากได้รับของวิเศษที่เป็ของผู้มีพลังขั้นรวมิญญาอาจกลายเป็ตัวช่วยที่ทำให้เด็กหนุ่มเติบโตรวดเร็วราวกับัพุ่งทะยานดังนั้นเซี่ยหยางจึงยินดีให้ความช่วยเหลือซ่งไป่หลางอย่างเต็มที่
“ข้างหน้าเป็ค่ายกล” ซ่งไป่หลางอุทานออกมา แม้ว่าประสาทััของเซี่ยหยางจะถูกจำกัดเอาไว้มากทว่าซ่งไป่หลางนั้นกลับมีสายตาที่เฉียบแหลมและมีพร์ด้านการสังเกตค่ายกลอย่างยิ่ง
“อืม เป็ค่ายกลจริงๆทั้งยังเป็ค่ายกลที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง”เซี่ยหยางรู้สึกกังวลเล็กน้อยค่ายกลนี้แตกต่างจากค่ายกลผนึกอสูรด้านนอกที่วัสดุส่วนใหญ่ใกล้จะหมดพลังเต็มทีอาจเพราะกลิ่นอายของพลังิญญาในนี้เข้มข้นมากพอจึงทำให้พลังของค่ายกลยังค่อนข้างสมบูรณ์แบบหากซ่งไป่หลางพลาดหลุดเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกลก็เท่ากับกระตุ้นให้มันทำงาน
“ค่ายกลเพลิงมรณะ จะทำงานอัตโนมัติเมื่อมีคนเหยียบย่างเข้าไปในเขตของค่ายกลทว่าขอบข่ายของการเผาไหม้ยังกว้างไกลกว่าขอบเขตของตัวอักขระอีกนับสิบเท่าเอ่ยได้ว่าหากมีคนพลาดท่าเหยียบเข้าไปคนหนึ่งอาจทำให้เพื่อนฝูงที่อยู่ใกล้อีกหลายชีวิตต้องตายตามไปด้วย”ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจหนาวเหน็บเมื่อจำแนกประเภทค่ายกลเบื้องหน้าเสร็จสิ้น
อาจเพราะค่ายกลพวกนี้ถูกใช้ในนิกายมาั้แ่ในอดีตและมีการบันทึกถึงพวกมันและเก็บรักษาเอาไว้เป็อย่างดีแม้จะไม่มีการบันทึกโดยละเอียดถึงขนาดบอกวิธีตั้งค่ายกลทว่าข้อมูลโดยคร่าวๆของมันล้วนบันทึกไว้ทั้งหมด รวมถึงวิธีสังเกตค่ายกลนี้ด้วย
‘หากเป็ค่ายกลของนิกายบัว์คงไม่ต้องกังวลว่าเ้าหนูจะไม่รู้จัก’เซี่ยหยางคิดในใจ
ทว่ารู้จักก็ส่วนรู้จักหากจะให้แก้ไขค่ายกลนั้นยังนับว่าทำได้ยากกว่าหลายเท่าซ่งไป่หลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่านอกจากบนพื้นแม้แต่ผนังหรือเพดานก็ยังมีค่ายกลนี้ติดตั้งเอาไว้วิธีเดียวที่จะหลุดรอดจากค่ายกลก็คือบินเข้าไปตรงๆทว่าด้วยระดับพลังขั้นก่อกำเนิดการบินนั้นนับได้ว่าเป็เพียงความฝันเท่านั้น
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยแก้ไขค่ายกลที่มีความซับซ้อนระดับนี้มาก่อนนี่แตกต่างจากอักขระหลอมปีศาจที่ข้าเจอในการทดสอบเลื่อนชั้นมากข้าอาจต้องใช้เวลาทั้งวันหรือกระทั่งหลายวันเพื่อแก้ไขมันอีกทั้งยังไม่แน่ว่าจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จทว่าข้าเชื่อว่าสามารถทำได้โดยไม่มีอันตราย ท่านว่าข้าควรจะทดสอบดูหรือไม่” ซ่งไป่หลางถามความเห็น
“เ้าเด็กโง่ ไม่จำเป็ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาฝึกฝนหากเ้ามีโชคเล็กน้อยสามารถฝ่าเข้าไปชิงของวิเศษที่ถูกเก็บรักษามาได้ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็อะไรข้าเชื่อว่ามันจะทำให้เ้าก้าวหน้าได้ยิ่งกว่าฝึกฝนนานครึ่งปีเสียอีก” เซี่ยหยางถอนหายใจ
ดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกายเชื่อมั่น“ข้าเชื่อท่าน”
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเด็กหนุ่มจึงทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิดวงตากวาดมองตัวอักขระทั้งหมดในค่ายกลด้วยความเคร่งขรึมใช้เวลาจมจ่อมไปกับการร้อยเรียงตัวอักขระและมองหาวิธีแก้ไขมัน
“หากข้าสามารถสลายอักขระที่ทำให้กำเนิดไฟทั้งหมดไม่สิ ไม่ได้เด็ดขาดอักขระเหล่านี้ใช้พลังระดับสูงมากข้าสลายเพียงตัวอักขระเดียวก็คงแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้วและอักขระก็จะฟื้นฟูตัวเองกลับมาเมื่อผ่านไประยะหนึ่งดังนั้นต้องโจมตีที่จุดสำคัญที่สุดของอักขระ”
เป็ไปตามที่ซ่งไป่หลางคาดไว้เขาต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการเรียบเรียงเนื้อหาของอักขระ ที่แท้แก่นของค่ายกลเพลิงมรณะก็คือการร้อยเรียงอัคคีทั้งหนึ่งร้อยแปดให้ผสานเป็หนึ่งเดียวจากนั้นจุดะเิขึ้นกระตุ้นอัคคีทั้งหนึ่งร้อยแปดให้แผดเผาเป้าหมายจนสิ้นซาก
‘เป็อักขระที่น่าสะพรึงกลัวนัก’กายของซ่งไป่หลางสั่นสะท้านขนลุกชันอย่างไม่อาจหักห้าม
วันที่สองผ่านไปโดยที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้เซี่ยหยางเริ่มลังเลเล็กน้อยเพราะหากเขายื่นมือช่วยอย่างเต็มกำลังย่อมสามารถใช้พลังของิญญาวารีศํกดิ์สิทธิ์ปกป้องซ่งไป่หลางจากเพลิงมรณะได้นานพอที่ซ่งไป่หลางจะก้าวไปพ้นระยะของค่ายกลอย่างแน่นอนทว่าอีกใจหนึ่งเซี่ยหยางกลับรู้สึกอยากให้ซ่งไป่หลางสามารถผ่านเื่นี้ไปได้ด้วยตัวเองเพื่อในภายหน้าจะได้เป็ความเชื่อมั่นของเขาเอง
“การกระตุ้นให้เกิดะเิเพื่อผลาญพลังของอักขระไม่สิ ไม่แน่ว่าอักขระนี้อาจเชื่อมต่อกับของวิเศษที่คอยส่งพลังิญญาหล่อเลี้ยงมันถ้าปล่อยให้พลังของมันหมดลงของวิเศษก็กลายเป็ไร้ค่า” ซ่งไป่หลางครุ่นคิดจนดวงตาแดงฉานแม้จะพยายามกวาดตามองหาอักขระสำคัญมากขนาดไหนกลับพบว่าอักขระทุกตัวล้วนมีความหมายและยังเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด
“หรือการฝ่าเข้าไปในเขตค่ายกลจะเป็ไปไม่ได้กัน” ซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อถอย “อักขระเหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติของธาตุไฟหากข้าสามารถใช้พลังธาตุของระดับขั้นเที่ยงแท้ใช้ธาตุน้ำข่มธาตุไฟไม่แน่อาจสามารถจัดการได้โดยไม่มีปัญหา หรือว่าระดับของข้าจะต่ำเกินไปสำหรับการสำรวจซากวิหารแห่งนี้”
“หากพูดกันตามตรง ต่อให้เป็ระดับขั้นเที่ยงแท้ก็ไม่มีสิทธิ์ผ่านค่ายกลนี้ไปโดยใช้เพียงแค่พลังอย่างน้อยที่สุดต้องเป็แปดขั้นเหนืุ์จึงจะมีสิทธิ์ ทว่าหากเป็ขั้นเที่ยงแท้ระดับสุดยอดที่มีของวิเศษในมือการจะฝ่าค่ายกลไปตรงๆยังนับว่าพอมีความเป็ไปได้เล็กน้อย” เซี่ยหยางตอบกลับ
ซ่งไป่หลางถอนหายใจได้ยินเช่นนี้ยิ่งรู้สึกว่าการจะฝ่าค่ายกลไปเป็เื่ยากเย็นเต็มที
“ข้าจะลองค้นหาวิธีจัดการกับค่ายกลดูอีกครั้ง”
แม้จะรู้สึกท้ออย่างมากทว่าซ่งไป่หลางกลับยังไม่ยอมแพ้เขาไม่เชื่อว่าค่ายกลตรงหน้าจะสมบูรณ์แบบและไม่สามารถแก้ไขได้ ถึงแม้มันอาจจะมีวิธีแก้ไขที่ถูกต้องซึ่งมีเฉพาะผู้วางค่ายกลที่จะรู้แต่ซ่งไป่หลางกลับคิดว่ามันต้องมีวิธีอื่นที่จะสามารถทำลายมันได้เช่นกัน
ค่ายกลนี้มีจุดเด่นก็คือพลังเผาไหม้และระยะการเผาไหม้ที่กว้างไกลยิ่งกว่าขอบเขตของค่ายกลเรียกได้ว่าแม้ค่ายกลจะมีขนาดเพียงไม่มากแต่หากมันเริ่มทำงานอาณาเขตทำลายล้างของมันจะเพิ่มขยายมากกว่าสองเท่าของตัวค่ายกลเอง
“พลังทำลายที่เกิดจากการหลอมรวมเพลิงร้อยแปดเข้าด้วยกัน”ซ่งไป่หลางพึมพำออกมาก่อนที่ดวงตาของเขาจะเปล่งประกาย “เป็ไปได้หรือไม่ที่จะทำให้เปลวเพลิงทำงานเพียงประเภทเดียว”
อักขระทุกตัวในค่ายกลล้วนเชื่อมต่อถึงกันเป็ลูกโซ่ที่พร้อมจะะเิปะทุออกในจังหวะเวลาเดียวกันทั้งหมดหากยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าละก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่
ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือทดลองจัดการกับอักขระของค่ายกลหากสำเร็จเขาก็จะสามารถผ่านเข้าไปในส่วนลึกได้แต่หากไม่ผ่านถึงจะต้องเผชิญหน้ากับการะเิของค่ายกลแต่ซ่งไป่หลางในสภาพเตรียมพร้อมมั่นใจว่าจะสามารถหลบหนีออกจากระยะการเผาไหม้ได้ทันการ
‘ดูเหมือนเ้าหนูจะคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว’ เซี่ยหยางจับตามองซ่งไป่หลางตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าซ่งไป่หลางเริ่มลงมือตนเองจึงเริ่มลงมือเช่นกันละอองของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกจากร่างของซ่งไป่หลางก่อนจะหลอมรวมตัวกันเป็เกราะวารีศักดิ์สิทธิ์บางๆครอบคลุมร่างของซ่งไป่หลางเอาไว้
“ฟู่”ซ่งไป่หลางลืมตาดวงตาเปล่งประกายเชื่อมั่น
“ทำลาย!!”
ซ่งไป่หลางใช้วิชาม่านบัว์ กำหนดขอบเขตของม่านลมปราณให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้จากนั้นใช้มันัักับอักขระของค่ายกลเพียงพริบตาเดียวค่ายกลก็เปล่งแสงสว่างวาบพร้อมกับไอร้อนสาดซัดไปทั่วบริเวณ
ซ่งไป่หลางอุทานออกมาหนึ่งคำไม่รีรอที่จะถอยหนีด้วยความเร็วสุดชีวิตพร้อมกันนั้นยังใช้ม่านบัว์ขวางกั้นตนเองกับการเผาไหม้ของค่ายกลอย่างเต็มกำลัง
ทว่าม่านบัว์กลับสลายหายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากเปลวเพลิงของค่ายกลนี้สามารถสังหารแม้แต่ผู้มีพลังแปดขั้นเหนืุ์ลำพังพลังของซ่งไป่หลางไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย
‘ข้าประมาทพลังของค่ายกลเกินไป’ซ่งไป่หลางใจหายวาบขณะที่พบว่าเปลวเพลิงกำลังทะยานเข้าใส่ตนจนเกือบจะััร่างของตนมันกลับถูกดีดสะท้อนกลับไปเหลือเพียงอากาศอุ่นๆที่กระทบลำตัวดวงตาของซ่งไป่หลางเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน
“เ้าหนู รีบถอยซะ” เซี่ยหยางร้องเตือน
ซ่งไป่หลางพลันคืนสติเข้าใจว่านี่คือการช่วยเหลือของเซี่ยหยางเด็กหนุ่มรีบหลบหนีจนพ้นระยะเผาไหม้ของค่ายกลจากนั้นเฝ้ารอเวลาจนกว่าเปลวไฟจะสงบลงและค่ายกลกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามเดิม
“เ้าหนู เมื่อครู่เ้าทำอะไร” เซี่ยหยางถามด้วยความสงสัย
ซ่งไป่หลางถอนหายใจ “อาจารย์ ข้าพยายามตัดการเชื่อมโยงระหว่างอักขระออกจากกันเพื่อทำให้จุดเด่นของค่ายกลอย่างการผสานเปลวไฟเสียหายถ้าหากทำสำเร็จพลังทำลายของค่ายกลจะตกลงอย่างมากข้าย่อมสามารถต้านทานและฝ่าเข้าไปได้”
เซี่ยหยางประหลาดใจเล็กน้อย
“ทฤษฏีของเ้านับว่าไม่เลว แต่กลับทำได้ยากยิ่ง แต่ไหนแต่ไรจุดเด่นของค่ายกลเพลิงมรณะก็คือการเชื่อมประสานอักขระเพื่อสร้างเปลวไฟประสานทั้งร้อยแปดการทำลายการเชื่อมประสานอักขระก็เท่ากับทำลายแก่นของค่ายกลโดยตรง อย่าว่าแต่ระดับพลังของเ้าเลยต่อให้เป็แปดขั้นเหนืุ์การจะสลายค่ายกลจากแก่นของมันนับว่าเป็ไปไม่ได้มีแค่ต้องมีพลังเหนือกว่าค่ายกลเท่านั้น”เซี่ยหยางส่ายหน้า
ซ่งไป่หลางคิดตาม “จริงสิ ข้าจะทำลายค่ายกลจากการสลายแก่นของมันนับว่ายากเย็นจนอาจถึงขั้นที่มีแต่ผู้สร้างที่จะทำได้ทว่าถ้าเปลี่ยนการการทำลายแก่นของมัน เป็การดัดแปลงเล็กน้อยเช่นนั้นก็นับว่าพอเป็ไปได้”