บทที่ 136
หนึ่งเดือนผ่านไป
หลายวันถัดมาหลังจากสัญญาการซื้อขายสุราถูกยกเลิก
ซูฉียังคงสบายใจอยู่ได้นางใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ราวกับว่านางไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น
ทางที่สัญญาการซื้อขายถูกยกเลิก มันทำให้นางสูญเสียเงินจำนวนมากมาย ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปก็ควรจะรู้สึกกังวลหรือไม่ก็วิตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ซูฉีจัดแสดงท่าทีราวกับว่านางไม่ถูกร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย แม้แต่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างลี่ถังก็รู้สึกสงสัย
นางสงสัยว่าคุณหนูของนางเหตุใดจึงสงบปิ้งได้ขนาดนี้ ทั้งที่คุณหนูของนางเป็นคนที่ชื่นชอบเงินมากขนาดนั้นแท้ๆ
ด้วยการที่ชื่นชอบเงินมากขนาดนั้นก็ควรจะกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นสิ ซูฉีใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิมนางดูแลสวนทำงานภายในโรงสุรา
และก็คิดค้นอักขระรวมไปถึงสร้างสิ่งประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แต่ว่าสิ่งที่นางทำอย่างไม่เคยหยุดเลยก็คือการหมักสุราเตรียมเอาไว้
ราวกับว่านางคาดการณ์อนาคตได้ว่าในวันข้างหน้านางจะต้องใช้พวกมันอย่างแน่นอน
เมื่อผ่านไปหลายวันเข้าซูฉียิ่งไม่แสดงความวิตกกังวลออกมาให้เห็น ลี่ถังกลับเป็นฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าบ่าวรับใช้คนสนิทผู้นี้จึงตระหนักรู้ได้ว่า เรื่องเช่นนี้น่าคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์จึงปล่อยวางและก็มาทำงานของตนเอง
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เข้าสู่ช่วงประมาณเดือนหกของปี
ผู้ใดจะคาดคิดเวลานั้นผ่านมารวดเร็วขนาดนี้
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แสงสว่างไสวภายในเมืองจากสิ่งวิเศษที่ซูฉีสร้างขึ้น
ในยามนี้มันถูกเปลี่ยนไปแล้วถึงสามรอบใช้งาน ซูฉีได้เงินจากการซื้อขายพวกมันมาอีกจำนวนมาก
แต่ด้วยสิ่งของวิเศษสิ่งนี้มันทำให้คนภายในเมืองเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหลายคนที่ละทิ้งสถานที่ที่ตนเองอยู่มาปักหลักที่เมืองแห่งนี้
และแล้วคำเล่าลือเกี่ยวกับของวิเศษนี้ก็กระจายไปถึงเมืองหลวง
ณ เมืองหลวง
โรงน้ำชาในยามเช้า
“ นี่เจ้าได้ยินหรือเปล่า ว่าตอนนี้เมืองชายแดนฝั่งตะวันออก เต็มไปด้วยแสงสว่างไสวในยามราตรี ”
“ ข้าเองก็ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนั้นมา เหมือนว่าพวกพ่อค้าที่เป็นพวกพ่อค้าเดินทางจะเป็นคนพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นใช่หรือไม่”
“ ใช่แล้วใช่แล้วพวกพ่อค้าที่เดินทางไปยังชายแดนกลับมาบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องนั้น ”
“ เห็นได้ยินว่ากองทัพเกราะดำสร้างของวิเศษบางอย่างขึ้นมา ของวิเศษสิ่งนั้นมันทำให้ในยามราตรีภายในเมืองไม่มีสถานที่มืดมิด ”
“ ไม่มีสถานที่มืดมิดดูจะเกินไปหน่อยกระมัง ”
“ ขนาดภายในเมืองหลวงแห่งนี้ประดับโคมไฟทั่วทั้งเมือง ยังไม่สว่างไสวเท่านั้นเลย ”
ผู้คนภายในเมืองหลวงสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายในชายแดน พวกเขานั่งสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหัวข้อสนทนาประจำวันภายในโรงน้ำชา
เรื่องนี้ถูกพูดถึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในเมืองไม่ว่าจะในหมู่ชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง ด้วยความที่เมืองแห่งนั้นอยู่ไกลพอสมควร
อีกทั้งเป็นเมืองชายแดนที่ค่อนข้างจะไร้ซึ่งความเจริญ ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้หลุดออกมาจากปากของพ่อค้าเดินทาง
เพราะแบบนั้นพวกผู้คนภายในเมืองหลวงก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากน้อยขนาดไหน
พวกมันเองก็ได้แต่รับฟังเอาไว้แล้วพากันถกเถียงและสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสนุกปาก
ในทางกลับกันเมื่อข่าวหรือเรื่องนี้แพร่สะพัดมาถึงเมืองหลวง มันเองก็ทำให้เขาลือเรื่องนี้กระจายในหมู่ชนชั้นสูงและพวกขุนนางภายในราชสำนักก็รับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
มันเองก็กลายเป็นว่าในตอนนี้พวกขุนนางภายในราชสำนัก ที่พยายามลดอำนาจของกองทัพเกราะดำ พวกมันเองก็เริ่มวิตกเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ชื่อเสียงของแม่ทัพหนุ่มเริ่มดูดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าหลอกขุนนางเฒ่าที่ต้องการให้อำนาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นลดลง ยอมไม่พึงพอใจเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เหล่าขุนนางที่แสวงหาอำนาจ พวกมันล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากเรื่องของเมืองชายแดนที่สว่างไสวเริ่มถูกพูดถึงภายในเมืองหลวง
ณ ห้องโถงขนาดใหญ่ภายในจวนขุนนางผู้นึง
ร่างเงาจำนวนมากนั่งอยู่ภายในห้องที่ถูกปิด และมีผู้คุ้มกันคุ้มกันอยู่บริเวณด้านนอกอย่างแน่นหนา
คนพวกนี้กำลังชุมนุมกันอย่างเคร่งเครียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเรื่องที่คนพวกนี้กำลังพูดเป็นหัวข้อการสนทนาอยู่นั้นมันก็คือเรื่องของเมืองชายแดน
“ นี่มันอันใดกัน หลังจากที่พวกเราทำลายเสบียงไปแล้ว เหตุใดจึงมีข่าวเช่นนี้ถูกปล่อยออกมาในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ”
“ นั่นสิข้าเองก็สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ”
“ แผนการที่พวกเราวางเอาไว้น่าจะสำเร็จแต่เหตุใดเมืองแห่งนั้นถึงยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ ”
“ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆแล้วก็รับรองว่าภายในเมืองแห่งนั้น มันคงจะพัฒนาและกลายเป็นจุดศูนย์รวมของผู้คนอย่างแน่นอน ”
“ อาณาเขตที่หวงเจียวลู่ผู้นั้นปกครองมันเองก็จะใหญ่โตมากขึ้น มันไม่ได้เป็นคนดีกับพวกเราเลยแม้แต่น้อย ”
“ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเล่าคนผู้นั้นกุมอำนาจกองทัพขนาดใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดอยู่ภายในมือ ”
“ จริงอยู่ที่ทหารของเมืองหลวงมีจำนวนมากมายกว่าพวกมัน แต่ว่าถ้ามองถึงความเป็นจริงแล้วล่ะก็การที่ต้องปะทะกับกองทัพเกราะดำกองกำลังและทหารของเมืองหลวงก็ไม่สามารถต้านทานกำลังของพวกมันได้ ”
พวกพี่กำลังนั่งสนทนากันอย่างจริงจังอยู่ภายในห้องใหญ่แห่งนี้อยู่คือพวกขุนนาง พวกขุนนางภายในราชสำนักที่พากันมาชุมนุมอย่างลับๆ
นอกจากการหารือภายในท้องพระโรงแล้ว พวกขุนนางพวกนี้มันเองก็มักจะมาชุมนุมกันอยู่เป็นประจำ
ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงหรือแม้กระทั่งการชุมนุมอย่างลับๆ คนพวกนี้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน พวกมันใช้อำนาจภายในราชสำนักร่วมกัน
อยู่ภายในราชสำนักมาเป็นเวลานาน ในสมองของขุนนางอาวุโสพวกนี้มีแต่เพียงแค่เรื่องอำนาจเท่านั้น
ยามนี้เมื่อชื่อเสียงของแม่ทัพหนุ่มเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น ย่อมทำให้คนพวกนั้นยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นไปอีก
พวกขุนนางอาวุโสพวกนี้จึงมาชุมนุมกันอย่างลับๆ พวกมันสงสัยว่าเหตุใดเรื่องราวจึงเป็นเช่นนี้ไปได้
มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้แผนการที่พวกมันวางเอาไว้พวกมันเองก็สามารถทำได้อย่างไม่มีขาด
แต่เหตุใดเมืองแห่งนั้นยังสามารถพัฒนาไปต่อได้ คนพวกนี้จำเป็นจะต้องใช้วิธีลอบกัด เป็นเพราะว่าอำนาจของกองทัพเกราะดำเป็นกำลังรบที่พวกมันไม่สามารถต่อกรได้
จริงอยู่ว่าภายในเมืองหลวงมีกองกำลังทหารที่ใหญ่โต พวกมันเองก็มีกองทัพที่ใหญ่ไม่แพ้กับกองทัพของแม่ทัพหวง
เพียงแต่ว่าสิ่งที่แตกต่างกันคือความสามารถในการรบ พวกทหารภายในเมืองหลวงพวกมันทำได้เพียงแค่ตั้งมั่นอยู่ภายในเมืองหลวงรักษาเมืองเอาไว้เท่านั้น
นานๆปีจะมีการสู้รบสักครั้งหนึ่ง มันไม่สามารถเทียบได้กับกองทัพเกราะดำ กองทัพเกราะดำสู้รบภายในชายแดนมาเป็นเวลานาน
พวกเขามีการรบไม่เว้นแต่ละเดือน ทำให้สามารถขัดเกลาความสามารถในการสู้รบ จนตอนนี้ความสามารถในการรบของกองทัพเมืองหลวงเทียบไม่ติดแล้ว
เพราะแบบนั้นพวกขุนนางอาวุโสพวกนี้จึงได้แต่ใช้วิธีการลอบโจมตีโดยที่ไม่เปิดเผยตนเอง
แต่ในตอนนี้เมื่อผู้คนให้ความสนใจกับเมืองเมืองนั้นมากขึ้น มันย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับพวกขุนนางเฒ่าพวกนี้
พวกมันรู้ดียิ่งเป็นที่สนใจมากเท่าไรโอกาสลงมือของพวกมันก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะแบบนั้นพวกมันจึงมานั่งแสดงท่าทางเคร่งเครียดอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
“ แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรดีในตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว ”
“ พวกเราควรจะทำให้ชื่อเสียงของคนผู้นั้นย่ำแย่ลงสิ ”
“ แต่นี่นับวันชื่อเสียงของแม่ทัพหวงมันยิ่งกลับมาขึ้นและทำให้ชายแดนแห่งนั้นกลายเป็นสถานที่สนใจของผู้คน ”
“ เฮ้อ… ” ขุนนางเฒ่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
พวกมันราวกับว่าติดอยู่ภายในเขาวงกตขนาดใหญ่ ไม่สามารถหาทางออกได้ พวกมันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้
“ พวกเราคงต้องยืมมือของคนผู้นั้นแล้ว ” ขุนนางเฒ่าที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะพูดขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง
ในอีกด้านหนึ่งเมืองชายแดน
จบบท