กว่าจะได้เรียนก็โตก้าวสู่วัยรุ่น อยากเรียน ก.ไก่เหมือนคนอื่น
โตขึ้นหน่อยมีครั้งเดียวที่หมวยใหญ่หนูน้อยเรียกร้องอยากไปเรียนหนังสือก.ไก่เหมือนเพื่อนเด็กข้างบ้านด้วยกัน "อั้วอยากไปเรียนหนังสือก.ไก่ที่วัดตึก" หนูน้อยขอร้องแม่อยากตามเพื่อนเจ๊หลินคนรู้จักไปเรียนบ้าง
"ได้แต่ถ้าลื้อไปเรียน ใครจะเลี้ยงน้อง" แม่แบ่งรับแบ่งสู้อนุญาตอย่างไม่เต็มใจ เพราะตอนนี้มีสมาชิกเป็ลูกสาวเพิ่มอีก1คน ต้องดูแลเพิ่มเป็4คนแล้ว
"อั้วไปเดี๋ยวเดียวก็รีบกลับมาเลี้ยงน้องนะ" หนูน้อยรีบต่อรองอย่างรู้หน้าที่พร้อมรับเงื่อนไข
ที่วัดตึกหนูน้อยได้ท่อง"ก.ไก่ถึงฮ.นกฮูก"ตามเด็กคนอื่น แต่ถ้าจะไปต่อเรียนสระ ไปท่องสระอะสระอา ประกอบกันเป็คำ และท่องสูตรคูณ"สองหนึ่งสอง..."ต้องไปเรียนต่อที่วัดสามปลื้ม หนูน้อยคิดว่าเท่านี้ก็ได้ฟินตามเด็กคนอื่นแล้ว ไม่ได้เรียนต่อ เพราะใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ตลอดพูดกันด้วยภาษาจีนตลอด แต่พอโตหน่อยได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนข้างบ้านก็คุยกันเป็ภาษาจีนแต้จิ๋ว หนูน้อยจึงเข้าใจแต่ภาษาจีนกวางตุ้งและแต้จิ๋วเป็หลัก ภาษาไทยจึงไม่ค่อยได้ใช้ อีกทั้งภาระเลี้ยงน้องและช่วยขายโจ๊กที่บ้านอีก ไม่มีเวลาว่างมากนักทำให้เบื่อไม่อยากเรียนต่อ จึงไม่ได้เรียนเต็มที่ถึงขั้นสะกดคำจึงยังอ่านภาษาไทยไม่ได้ ประกอบกับไม่เห็นความสำคัญของมันจึงหยุดอยู่แค่นี้
เป็ผู้จัดการร้านั้แ่อายุเก้าขวบ
ชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนี้ เื่ย้ายบ้านเป็เื่ปกติ อย่างที่บอกในซอยเยาวราชบ้านเช่าเต็มไปหมดคนเช่าบ้านมีสิทธิ์เลือกได้ตามความพอใจ จนได้ย้ายมาบ้านเช่าในตรอกเจริญกรุง7 เป็ห้องอยู่หัวมุมพอดี แลดูใหญ่ ที่วางสัมภาระกว้างอยู่ พ่อวางแผนขยายกิจการจึงมาบอกกับลูกว่า
"อั้วจะเปิดแผงใหม่อีกแผงที่หัวมุมตรงข้ามเยื้องถัดไป จะให้ลื้อไปดูแลแต่จะให้อากิ๋มเพื่อนอั้วไปช่วยลื้ออีกคน" อากิ๋มที่ว่าอายุเกือบเท่าแม่เป็หม้ายมีลูกสาว ลูกสาวก็เป็เพื่อนเล่นกันนั่นเอง
แผงใหม่ที่ว่าเป็หัวมุมอยู่หน้าร้านโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์จีน ตรงข้ามล็อกซเล่ย์เสือป่าเยื้องกับภัตตาคารถัดไปที่ขายตอนเช้านั่นเอง แต่ที่นี่มีคนงานเยอะ ครั้งนี้จึงได้คุมร้านเหมือนผู้จัดการเป็ครั้งแรกหลังจากเริ่มโตเป็วัยรุ่น ขายโจ๊กรับผิดชอบเื่เงินนำส่งครอบครัว ดังนั้นรายได้ยังไม่ใช่ของตัวเอง แต่การรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเกินวัยเหมือนผู้ใหญ่
ฝ่าฟันยุคาโลกครั้งที่สอง เมื่อเป็วัยรุ่นเต็มที่ อายุประมาณสิบสามขวบ
แต่พอขายได้สองสามปีเมื่อปีพ.ศ.2484ก็เกิดาโลกครั้งที่สองสภาวะายิ่งเลวร้ายไม่แพ้กว่าเกิดโรคระบาด นับั้แ่วันที่8ธันวาคม2484 เป็วันที่จอมพลป.พิบูลานายกรัฐมนตรีตกลงยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯก็เป็เป้าให้เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งะเิตามสถานที่จุดสำคัญั้แ่ปีพ.ศ.2485 เช่นการประปา การไฟฟ้าวัดเลียบ แม้แต่การคมนาคมเช่นรถไฟหัวลำโพง ดังนั้นจึงเกิดวิกฤตสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตามมา ไม่ค่อยมีผู้คนเดินตามท้องถนน คนไม่ค่อยจับจ่ายซื้อของ การเดินทางลำบาก ไม่มีนํ้าประปาใช้ เนื่องจากโดนเครื่องบินทิ้งะเิทั้งที่การประปาและการไฟฟ้า เมื่อเครื่องบินทิ้งะเิการไฟฟ้าวัดเลียบ ไฟดับก็ใช้เทียนไขได้อย่างเดียวตอนกลางคืนต้องระวังภัยจากเครื่องบินทิ้งะเิตลอดเวลา อาจตายจากไปภายในพริบตา
"เมื่อวานเครื่องบินทิ้งะเิที่สะพานยศเส อั้วไปตามหาเพื่อนที่ร้านตัดผมว่าเขาอยู่ดีไหม เจอเขาตายอยู่ในหลุมดินถูกะเิหัวขาดเลย เอายังงี้ก็แล้วกันให้อาม้าลื้อเอาน้องๆไปอยู่โรงสีต่างจังหวัดอยุธยา ส่วนลื้อกับอั้วขายโจ๊กอยู่ด้วยกันที่นี่ก่อน" พ่อพูดกับลูกสาวคนโตวางแผนหาเงินด้วยความตระหนี่ อยู่เฉยๆก็ไม่มีกิน าโลกยาวนานเมื่อไรก็ไม่รู้ทั้งๆที่มีความหวาดกลัวจากภัยา แต่ยังไงก็ยังอยากหาเงินอยู่ เด็กสาวจึงต้องขายของท่ามกลางเสียงหวอเมื่อเครื่องบินทิ้งะเิของข้าศึกมา าทำให้ชีวิตความเป็อยู่ลำบาก กลางคืนโคมไฟต้องเอาแผ่นเหล็กมาทำเป็ฝาชีครอบเป็หมวกบนหลอดไฟลูกกลมเพื่อไม่ให้แสงเล็ดลอดขี้นบนท้องฟ้าให้เครื่องบินทิ้งะเิเห็นตอนกลางคืน ดังนั้นแท่งเทียนไขจึงจำเป็เผื่อตอนไฟดับหรือตอนกลางคืน ส่วนโรงจ่ายนํ้าประปาก็โดนทิ้งะเิเหมือนกัน ไม่มีนํ้ากินนํ้าใช้เช่นกัน สมัยก่อนนํ้าประปายังไม่ต่อท่อเข้าไปในบ้านเรือนแต่ละหลัง แต่รัฐบาลจะมีหัวจ่ายนํ้าก็อกอยู่แค่ปากซอยหรือหัวมุมถนน ใครจะใช้ถังรองจากหัวนํ้าก็อกหิ้วข้าบ้านตัวเอง ถังสมัยนั้นก็เป็ถังเหล็กไม่ใช่ถังพลาสติกแบบสมัยนี้ เป็ถังใบย่อมแต่ก็หนักพอใช้อยู่ เมื่อไม่มีนํ้าใช้กัน สาวน้อยตอนนี้อายุ14ปีก็ปรึกษากับเพื่อนเพื่อหารายได้พิเศษว่า
"แกกับฉันมารับจ้างหาบนํ้ากันไหม"สาวขายโจ๊กเป็หัวโจกเริ่มปรึกษากับเพื่อนชื่อเหยินที่เป็เพื่อนสาวอายุคราวเดียวกันแต่มีฟันเหยินออกมานิดๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนก็แม่เป็อากิ๋มเป็เพื่อนกับพ่อที่มาช่วยขายให้ที่แผงขายโจ๊กหน้าโรงพิมพ์นี่เองแต่พักนี้ขายได้ไม่เต็มที่ และพักการขายในที่สุด
"มันหนักนะหาบจากท่านํ้าราชวงศ์มาถึงสี่แยกเสือป่าเลยนะแล้วยังต้องเข้าไปในซอยอีก"เหยินว่าเพราะระยะทางก็เป็กิโล ที่ต้องหาบน้ำจากแม่น้ำเ้าพระยาเพราะใสสะอาดกว่าคลองโอ่งอ่างเอามาเป็น้ำกินน้ำใช้ได้เพียงแต่เอามากวนด้วยสารส้มหน่อย แต่ถ้าเอามาถูบ้านหาบจากคลองโอ่งอ่างก็พอ
"แกไม่เอารึ หาบหนึ่งก็ได้ห้าสิบสตางค์ เดี๋ยวสะสมได้มากหน่อยเราก็เอาไปซื้อทองกัน" ยังไงก็อยากให้มีคนเป็เพื่อนกันหาบแข่งกันจึงพูดชวนอย่างไม่ลดละ
"ทองหรือดีเลย ฉันอยากได้เหมือนกัน"ดูเหมือนถูกใจมากกับสาวๆอย่างนัง”เหยิน” รีบตอบรับทันที
"หาบตอนบ่ายนะเพราะตอนเช้าฉันกับน้องๆช่วยกันทำงานบ้านขายโจ๊กไม่ว่าง"ทั้งคู่นัดหมายกันอย่างดี และกลายเป็สหายเพื่อนเที่ยวในเวลาต่อมา การหาบนํ้าด้วยถังเหล็กหนึ่งถังได้สามสิบลิตร หนึ่งหาบได้สองถังราวหกสิบลิตร ว่ากันว่าหนึ่งครัวเรือนในหนึ่งวันใช้น้ำแบบกระเหม็ดกระเหม่สองถังก็พอแล้วการอาบนํ้านับขันกันเลยแบบประหยัด คนที่ตัดสินใจอยู่เป็พวกธาตุทรหด ส่วนพวกคนรวยก็หนีออกไปต่างจังหวัด หรืออย่างน้อยก็หนีไปตลาดพลูใกล้สุดเพราะตลาดพลูสมัยนั้นยังเป็สวนอยู่เยอะไม่แออัดเหมือนในเมือง ไม่สว่างจ้าก็ปลอดภัย กว่าาจะเลิกก็กินเวลาสองปี สองคนหาบนํ้าหลายเที่ยวได้เงินเยอะอยู่ซื้อทองได้สมใจ แต่หารู้ไม่ว่าสาวน้อยตอนชราหลังคดหลังโกงสาเหตุจากการหาบนํ้านี่แหละก็คนชราที่เห็นเดินหลังโกงก็มาจากเดินหาบของั้แ่อายุยังน้อย
เศรษฐกิจตกต่ำไม่มีงานทำ ค้าขายไม่ได้ ยังมีอีกอาชีพที่ต้องไปรับจ้างหารายได้เสริมคือทำขาเทียนไขเพราะเทียนไขขายดี โดยเอาแท่งไม้ขนาดนิ้วก้อยมัดเข้ากับขาไม้ของเทียนเป็ขอเพื่อให้เกี่ยวบนเส้นลวดได้ สามารถวางเรียงกันได้หลายอันอย่างเป็ระเบียบ ได้ค่าจ้างมัดหนึ่งสตางค์ต่อเทียนไขหนึ่งร้อยเส้นรับจ้างได้เงินดีกว่านอนแบมือแบเท้าไปวันๆ ยังมีอีกที่ทั้งคู่ชวนกันเดินไปถึงสีลมรับจ้างตีหัวตะปูให้แบนเป็หมวกที่อยู่คนละด้านกับปลายแหลมในราคาสองกิโลต่อหนึ่งสลึง โดยใช้ปากกาแม่แรงหนีบเหล็กเส้นที่นายจ้างตัดมาให้แล้วใช้ค้อนทุบที่ปลายเหล็กเส้นที่โผล่ขึ้นมาจากปากกาหนึ่งหุนให้แบนเป็หัวหมวกแม้แต่ไปรับจ้างทำแปรงสีฟันโดยใช้กระดูกควายเป็ด้ามนายจ้างจะเจาะรูเล็กๆที่กระดูกควายมาให้ แล้วใช้เอ็นลอดผ่านรูขึ้นไปพันกึ่งกลางของขนหมูแล้วดึงกลับอย่างแรงให้ลอดรูบนลงมา ขนหมูถูกพับชันตั้งตรงขึ้นเป็แปรง
“มือต้องกำเอ็นแน่นๆแล้วดึงลงมาแรงๆเพื่อมัดไว้จนมือระบมทั้งมือ”อาม้าเล่าวิธีทำให้เราฟังและวิธีหาเลี้ยงชีพที่ผ่านมาใน่าโลกครั้งที่สอง เพราะในภาวะาอะไรๆก็ขาดแคลนไปหมดบาง่โจ๊กก็ขายไม่ได้ จึงไปรับจ้างหารายได้ประทังตัว
เมื่อเสี่ยงออกไปขายโจ๊กของสองพ่อลูกท่ามกลางา ได้ยินเสียงหวอตอนขายโจ๊กรู้ทันทีว่าเครื่องบินทิ้งะเิมา พ่อรีบจูงลูกสาวน้อยวิ่งลงในหลุมหลบภัยที่อยู่ใกล้ที่สุดหลุมหลบภัยตอนนั้นก็คือท่อระบายนํ้าข้างถนนใหญ่นั่นเอง ท่อระบายนํ้าริมถนนเจริญกรุงแถวหน้าปากซอยเจริญกรุง17(หน้าโรงหนังแคปปิตอล) ท่อขนาดใหญ่ตอนนั้นในท่อแห้งไม่ค่อยมีน้ำท่อเหมาะสำหรับลงไปนั่งคุดคู้หลบะเิ พ่อจะเตรียมเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆลงไปด้วย เพราะต้องลงไปนั่งยองๆนานพอควร เพื่อมั่นใจว่าสิ้นเสียงหวอเครื่องบินทิ้งะเิจะไม่หวนกลับมาหมดเสียงหวอนานพอควรค่อยโผล่ขึ้นมาจากท่อ
"มันมาทิ้งะเิที่นี่ทำไมเหรอป๊า"สาวน้อยถามเพิ่งเจอกับาโลกครั้งแรกในชีวิต
"มันสู้กับญี่ปุ่น เขาหาว่าไทยเข้าข้างญี่ปุ่น มันก็มาทิ้งะเิเมืองไทย" พ่อเล่าให้ลูกสาวฟัง
"มิน่าเล่าเมื่อวานอั้วกับเหยินไปเที่ยวสวนลุมพินี มีทหารญี่ปุ่นยืนอยู่แถวหน้าประตูแล้วพูดว่า"อาริกะโตะ อาริกะโตะ” แล้วเอามือมาลูบหัว หมายความว่ายังไงหรือ" ลูกสาวถามด้วยความงงไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น
"อั้วก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาคงพูดทักทายสวัสดีมั้ง" พ่อเดา
" เขาก็ยิ้มๆ อั้วก็ยิ้มๆไม่มีอะไรแล้วก็เดินผ่านไป" สาวน้อยเล่าต่อ
ดูเหมือนทหารญี่ปุ่นจะเป็มิตรกับคนไทยตอนนี้ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนต้องรีบกลับบ้านเร็วหน่อยส่วนมากเครื่องบินทิ้งะเิจะมากลางคืนถ้าหากบ้านไหนเปิดไฟไม่มีหมวกฝาเหล็กคลุมไฟลอดไปข้างบนฟ้าจะถูกเป็เป้าให้ทิ้งะเิโดยง่าย
ซ้ำร้ายอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯปีพศ.2485ทำให้ต้องหยุดขายโจ๊กอย่างสิ้นเชิง