Estellartinเป็ดาวเคราะห์ที่มีเวทมนตร์ ั เทพ ปีศาจ ได้มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพิชิตทุกทวีปได้ด้วยพระปรีชาสามารถและพระกำลังแต่เพียงลำพัง ภายหลังทรงรวบรวมและนำพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นเป็เ้าแห่งดินแดน Estellartin และได้ทรงสถาปนากรุง Estellria ขึ้นเป็ศูนย์กลางแห่งอารยธรรม
มีนามว่า Regis Eltherion าาแห่งชะตาทั้งมวล
[100ปีต่อมา]
ณ ปราสาท Everye แห่งนคร Estellrai แสงทองจากเพดานกระจกศักดิ์สิทธิ์สะท้อนลงบนราชบัลลังก์แห่งชะตา Regis Eltherion นั่งอยู่เหนือขั้นบันไดทั้งเจ็ดด้วยอารมณ์สงบ เสื้อคลุมเงินงาช้างพลิ้วไหวด้วยสายลมจากเวทย์แห่งชะตา ขณะที่ทอดพระเนตรไปยัง
ดยุกแปลกประหลาดในอาภรณ์ปริศนาก้าวเข้ามาในท้องพระโรงด้วยท่วงท่าที่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันเกินควร เขาหยุดยืนต่อหน้าบัลลังก์โดยไม่แม้แต่จะโค้งคำนับ หรือหลบสายตาของผู้ปกครองสูงสุด รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า คล้ายจะเย้ยหยันมากกว่าจะให้เกียรติ...ราวกับเขาไม่ได้มาขอเข้าเฝ้า แต่มาในฐานะผู้เสมอภาค—หรืออาจยิ่งกว่านั้น
"โอ้ องค์ราชันย์ -ข้า ดยุก Vatayan Luis Mexicaneel ขอกราบทูลขอบพระราชหฤทัยที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเ้าได้เข้าเฝ้า"
อัศวินหลวงเอ่ยขึ้น
“ไอ้หน้าโง่ แกคิดว่าแกเป็ใครถึงได้บังอาจยืนทัดเทียมกับเ้าผู้ปกครอง หากยังรักชีวิตรีบคุกเข่าเดี๋ยวนี้”
ดยุกประหลาดตอบกลับอัศวินหลวง
“เ้าตัวบัดซบ ไร้ค่า ใช้ชีวิตไปวันๆ กินแต่เศษขยะจากภาษีประชาชน แล้วเ้าคิดว่าจะกล้ามาสั่งข้าได้อย่างไร? อย่างเ้าน่ะไม่สมควรรับยศอัศวินหลวงหรอก ไอ้กระจอก!”
ทันใดนั้น อัศวินหลวงชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนแรงออกมาจนบรรยากาศรอบตัวะเื หวังจะฟาดฟันดยุกผู้จองหองให้สิ้นใจในดาบเดียว
"แกไอ้สาระเล-"
แต่ก่อนที่คำพูดจะหลุดจากปาก และอารมณ์จะพลุ่งพล่านจนไร้การควบคุม เขาก็สะดุดสายตาเข้ากับภาพเบื้องหน้าพระที่นั่งขององค์าา — จ้าวผู้ปกครองสูงสุดได้ยกพระหัตถ์ขึ้นอย่างสง่างาม เย็นสงบ แต่ทรงพลัง ราวกับสัญญาณหยุดยั้งสรรพสิ่งก่อนความวุ่นวายจะะเิขึ้น
ในห้วงนั้น ความเงียบเข้าปกคลุม เ้านครแห่ง Mexicaneel ทรุดกายลงคุกเข่า ก้มหัวอย่างนอบน้อม
“Luis เ้ามีเหตุใด จึงทำตัวโอหังเยี่ยงนี้?”
เสียงขององค์าาดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจขัดขืน
ดยุกVatayanค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ช้า ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งในใจ ดวงตาสีครามเข้มฉายแววลึกลับ ประกายเย็นเยียบและบิดเบี้ยววูบผ่านแววตานั้น เพียงครู่เดียวก่อนจะหลบหาย
“พระาาแห่งโชคชะตาทั้งมวล... ข้าพเ้านำข่าวสำคัญมาทูลถวาย—ข่าวที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาแห่ง Estellartin ไปตลอดกาล
หลังจากพูดจบเพียงไม่นานกลับมีอำนาจเร้นลับบางอย่างสั่นท้องพระโลงก่อน Regis ไม่เปล่งเสียงรับ แต่ดวงตาสีทองหมุนวนในมิติแห่งการหยั่งรู้ เขารู้ว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา ท้องพระโรงนี้จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของการหักหลังแต่เขาจะไม่หยุดมัน
อัศวินหลวงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าว ก่อนที่ Vatayan จะได้พูดต่อ
“เ้ากำลังพยายามบอกอะไรกันแน่?”
ดยุกผู้เงียบงันไปครู่หนึ่ง จึงเปล่งถ้อยคำด้วยน้ำเสียงต่ำแต่แฝงความร้อนรน
“พระองค์ใกล้แล้ว-ท่านใกล้จะกลายเป็ สิ่งที่ไม่ควรถูกมีอยู่ ท่าน พระองค์-ใกล้เกินไป… ใกล้ ความจริง
ความจริงที่แม้เหล่าเทพเ้าเองยังต้องยำเกรงท่าน!!!”
“แล้วเ้า”
Regis เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบสงบ ขณะที่ท้องพระโรงกลับสั่นไหวด้วยอำนาจลี้ลับของดยุก Vatayan
“กลัวเพราะข้าจะกลายเป็สิ่งที่เหนือกว่าเหล่าเทพเ้า เพราะรู้ว่าตนเองกำลังกลายเป็เพียงหมากตัวหนึ่ง—หมากที่ข้าไม่มีเหตุผลจะเก็บไว้”
น้ำเสียงของราชันย์นิ่งสนิท ทว่ากลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอาคมใดที่กึกก้องอยู่ในห้องนั้น เสมือนลมกรรโชกเฉียบคมที่หั่นอารมณ์ให้แหลกสลายในพริบตา
คำถามนั้นไม่ใช่เพียงวาจา หากคือสายฟ้าที่ตัดผ่านความเงียบงัน เงียบเสียจนกระทั่งเสียงสั่นะเืแห่งเวทมนตร์ในพระโรง... หยุดลง
ในขณะเดียวกัน พื้นหินเื้ั vatayan ก็เรืองแสงขึ้นอักขระโบราณเผยตัวทีละตัว ราวกับค่อยๆ ถูกจารึกโดยมือของบางสิ่งที่อยู่เหนืุ์ เสียงกระซิบประหลาดแว่วขึ้นรอบห้อง—เสียงที่ไม่ควรปรากฏในโลกมนุษย์
เสียงจากสภาเวท-ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระราชวัง
“อักขระแห่งNemesisจงจารึก-Fetarium Exudia”
เสียงสวดเวทเก่าที่ไม่มีใครเข้าใจความหมายได้ ดังขึ้นพร้อมกันในหลายภาษา—ภาษาแห่งความทรงจำ ภาษาแห่งจิต และภาษาที่แม้แต่พระเ้าก็เคยสั่นสะท้าน
และแล้วผนึกวงศ์เทพก็เริ่มทำงาน
เส้นแสงสีเงินเจ็ดเส้น ผ่าท้องฟ้าเหนือปราสาท Everye ลงมาดุจอัสนีบาตจาก์ ร่วงหล่นสู่พื้นแล้วแผ่กระจายเข้าพันธนาการราชันย์ผู้นั่งนิ่งอยู่เหนือบัลลังก์โชคชะตาแม้แต่เงาของ Regis... ก็ถูกตรึงกับพื้น
ไม่มีสิ่งใดขยับได้ ไม่มีคำสั่งใดเล็ดรอด
เสียงครืนสนั่นโลกา ดังจากราชบัลลังก์
มันแตกร้าว ราวกับการแตกร้าวของ “โชคชะตา” เอง
เศษหินกระจาย เศษพลังของอดีตสาดไปทั่วห้องเหล่าข้าราชบริพาร—ขุนศึก นักบวช และองครักษ์
ล้มตายลงโดยไม่ทันแม้แต่จะกระพริบตาสิ่งมีชีวิตใดที่ยังยืนอยู่…
มีเพียง “ราชันย์แห่งโชคชะตา” และ “ดยุกผู้หักหลัง”
“vatayan”
เสียงของ Regis ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
เยือกเย็น
“…เ้ารู้ใช่ไหม ว่าการกระทำครั้งนี้
ต่อเตรียมการมานานแค่ไหน-ต่อให้มันดีเช่นไร... ก็ไม่อาจหยุดข้าได้”
ดยุกผู้สวมอาภรณ์ปริศนายืนนิ่งราวกับรูปสลัก
เพียงรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่ความเย้ยหยันเหมือนก่อน แต่เป็บางอย่างที่ใกล้เคียงกับ... ความเศร้า
“ท่านรู้ไหม...”
เขาเอ่ยเบาๆ
“…ดวงตาของท่านในห้วงที่เข้าใจโชคชะตาทั้งมวล... น่าสะพรึงเพียงใด”
เขาเงยหน้าขึ้น สบตาราชันย์ผู้ถูกพันธนาการด้วยแสงสีเงิน
แล้วกล่าวด้วยเสียงเงียบงัน—แต่เจือความแน่วแน่ของคนที่ไม่มีวันถอย
“ข้ามิได้หวังจะหยุดพระองค์
หากแต่ข้า... หวังเพียง
ว่าจะชะลอวันสิ้นโลกให้นานออกไปอีกเพียงนิดก็ยังดี”
และในชั่วพริบตา
เวทย์ผนึกเจ็ดศักดิ์สิทธิ์ได้สมบูรณ์
ร่างของ Regis Eltherion ถูกกักขังลงใต้หลุมลึกแห่งห้วงชะตาอันไร้ก้นบึ้ง
ไม่ใช่เพียงโลก... แต่ “ทุกเส้นเวลา” สั่นสะท้านพร้อมกัน
แสงฟ้าสว่างจางลง
หมู่ดาวบางดวงดับวูบ
โลกเข้าสู่ความสงัด—ไม่มีเทพองค์ใดหลงเหลืออีกต่อไป
และจากนั้น...
“เสียงกระซิบต้องสาป” ก็กำเนิดขึ้นเป็ครั้งแรก
“ตราบใดที่เ้ายังโกหกตนเองว่าเป็การกระทำเพื่อโลก…
เ้าก็จักต้องจมอยู่ในคำสาปานี้ไปชั่วนิรันดร์”