# ตอนที่ 2 คนที่ควรรอด
คำแรกที่บรามพูดหลังประตูทางเดินเชื่อมเปิดออกไม่ใช่ `แกรอดมาได้ยังไง` แต่เป็ `ศพอยู่ไหน`
เรย์หยุดอยู่ตรงธรณีประตูเหมือนรองเท้าบูตหนักขึ้นอีกสิบกิโลในทันที ฝุ่นเหล็กกับกลิ่นน้ำมันไหม้จากอู่ซ่อมของบรามพุ่งเข้าหน้าแทนกลิ่นกรองอากาศแห้งเย็นในห้องนักบินจนเขาแสบจมูก แสงส้มจากเตาเชื่อมหลังคนแก่ฉายเป็เงายาวพาดมาตามพื้นเหล็กของทางเดินเชื่อม ราวกับเส้นแบ่งบางอย่างที่เขาเพิ่งข้ามมาแล้วไม่มีวันย้อนกลับได้
บราม ดอร์นยืนอยู่ปลายทางเดิน แขนเสื้อช่างพับถึงศอก เปื้อนคราบเขม่ากับน้ำมันเหมือนทุกวัน แต่คืนนี้เขาดูใหญ่กว่าเดิมเพราะความเงียบที่ถ่วงอยู่รอบตัว คนแก่คนนั้นไม่ได้เดินเข้ามาหาเรย์ทันที เขาแค่มองผ่านไหล่เรย์เข้าไปในแร็กพิกา เหมือนยังเผื่อใจว่าฮาร์คอาจโผล่ตามออกมาทีหลังพร้อมคำด่าหยาบๆ สักประโยค
ไม่มีใครโผล่ตามมา
เรย์อ้าปาก แต่คอแห้งจนเสียงไม่ออก
บรามถามอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม หนักกว่าเดิม “ศพอยู่ไหน”
“เอากลับมาไม่ได้” เรย์ตอบในที่สุด
คนงานสองคนจากอู่ข้างๆ ชะงักมือที่กำลังเลื่อนลังอะไหล่ สายตาหันมาทันทีเหมือนแร้งได้กลิ่นเื ไม่มีใครพูด แต่ทั้งท่าดูเหมือนกำลังฟังอยู่ผ่านเสียงเชื่อมเหล็ก เสียงเครื่องยนต์เดินเบา และเสียงลมหายใจของเรย์เอง
บรามก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว “หมายความว่าไง เอากลับมาไม่ได้”
เรย์รู้ดีว่าควรตอบให้เป็ระเบียบ ควรเรียบเรียงลำดับซากถล่ม โครงสร้างปิดตัว แรงหมุน แรงดันสำรอง และระยะทางกลับ แต่ทุกครั้งที่พยายามคิดเป็คำ ภาพมือในถุงมือหนาๆ ของฮาร์คกลับลอยขึ้นมาตัดทุกอย่าง
มือที่เกือบแตะถึง
มือที่หลุด
มือของคนที่ควรเป็ฝ่ายรอดมากกว่าเขา
“ซากปิดตัว” เขาพูดสั้นๆ “ทางหนีเหลือช่องเดียว ผม...”
ผมเลือก
คำสองคำนั้นติดคอเหมือนเศษกระจก
บรามจ้องหน้าเขาอยู่นานจนเรย์เริ่มสงสัยว่าคนแก่จะต่อยเขาตรงนี้จริงๆ แต่สุดท้ายบรามแค่ยื่นมือมากระชากแถบล็อกหมวกของชุดเก็บกู้ให้หลุดออกด้วยแรงที่เกือบเป็การลงโทษ หมวกหนักอึ้งถูกดึงออกจากหัว เสียงทั้งท่าดังทะลักเข้ามาพร้อมกลิ่นสนิม กลิ่นเหงื่อ กลิ่นไฟช็อต และกลิ่นชีวิตของคนที่ยังอยู่
“มองหน้าฉันแล้วพูดอีกที” บรามว่า
เรย์เงยหน้าขึ้นอย่างยากเย็น “ผมเอาฮาร์คกลับมาไม่ได้”
บรามนิ่งไป
คนแก่คนนั้นไม่ได้ถามต่อทันที ไม่ได้ซักว่าฮาร์คตายยังไง ไม่ได้ถามว่าพยายามมากแค่ไหน เขาเพียงหันไปมองรอยถลอกยาวตลอดลำตัวแร็กพิกา มองหัวฉีดขวาที่ไหม้ดำ มองแขนกลเก็บกู้ที่ห้อยต่ำกว่าปกติ แล้วจึงถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหมดแรงไปพร้อมกันหลายปี
“ตำแหน่งสุดท้าย”
เรย์ส่งพิกัดจากแผงข้อมือไปยังแพดของบราม พอข้อมูลเด้งขึ้น จอมอนิเตอร์เหนือประตูอู่ก็สะท้อนตัวเลขสีแดงวาบหนึ่ง พิกัดนั้นอยู่ในเขตซากชั้นลึกที่ใครในสแครปเฮเวนก็รู้ว่า ถ้าจะกลับลงไปเอาศพ ต้องใช้เงินมากกว่าที่ศพคนนั้นน่าจะเคยเก็บได้ทั้งชีวิต
บรามอ่านตัวเลขแล้วสบถต่ำๆ “ลึกฉิบหาย”
เรย์ไม่ได้ตอบ
ลูเมนพูดขึ้นในลำโพงทางเดินเชื่อมด้วยน้ำเสียงเรียบ “แนะนำให้ปิดพื้นที่ท่าเทียบชั่วคราว แขนกลด้านขวาของแร็กพิกาเสียสมดุล หากปล่อยไว้โดยไม่มีการค้ำยันอาจทำให้เพลาท้ายแตกร้าวเพิ่ม”
บรามหันขวับไปทางยาน “นี่ไม่ใช่เวลาของแก”
“ข้อมูลนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าเสียหายที่จะเพิ่มขึ้นทุกนาที” ลูเมนตอบ
เรย์หลับตาอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าในชีวิตมีเวลาไหนอีกไหมที่จะเกลียดประโยคที่ถูกต้องมากได้เท่านี้
บรามะโเรียกลูกมือสองคนให้เอาขาค้ำมารองแขนกล ขณะนั้นเองสายตาของคนในท่าก็เริ่มมากขึ้นจากสองเป็ห้า จากห้าเป็สิบ พวกนักเก็บกู้ เ้าของร้านอะไหล่ เด็กวิ่งส่งของ คนซ่อมชุดแรงดันที่กำลังกินมื้อดึกอยู่หน้าร้าน ล้วนเหลือบมองมายังแร็กพิกาที่กลับมาพร้อมรอยแผลเต็มลำและมีแค่คนเดียวเดินลงมา
สแครปเฮเวนไม่เคยปล่อยข่าวร้ายให้อยู่เงียบๆ
มันเคี้ยวแล้วคายออกไปเป็ข่าวลือภายในไม่กี่นาที
“ฮาร์คไปกับไอ้เรย์ไม่ใช่เหรอ”
“กลับมาคนเดียว?”
“บอกแล้วซากแถบนั้นแม่งกินคน”
เสียงกระซิบพวกนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ดังพอให้เรย์ได้ยินทุกคำ
บรามได้ยินเหมือนกัน เขาหันไปมองฝูงคนรอบๆ ด้วยสายตาแบบที่ทำให้หลายคนรีบหันกลับไปทำงานของตัวเอง แต่การไม่มองก็ไม่ได้แปลว่าไม่ฟัง
“เข้ามาข้างใน” คนแก่พูดกับเรย์
เรย์ก้าวลงจากทางเดินเชื่อม ขาซ้ายยังเจ็บจี๊ดตรงต้นขาจากแรงกระแทกในซาก ทุกก้าวเหมือนมีเศษโลหะฝังอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ชุดเก็บกู้หนักและสกปรกจนเขารู้สึกเหมือนยังแบกซากบางส่วนติดตัวออกมาด้วย
ในอู่ของบรามร้อนกว่าข้างนอกหลายองศา เสียงเครื่องอัดไฮดรอลิกด้านหลังทำให้พื้นสั่นเบาๆ ผนังทุกด้านเต็มไปด้วยชิ้นส่วนยานที่ถอดกองไว้เป็ชั้น ั้แ่หัวฉีดรุ่นเก่า แผ่นเกราะมือสอง ไปจนถึงคอยล์พลังงานที่แปะป้าย `ใช้ได้ถ้าดวงดี` ด้วยลายมือเฉียงๆ ของเ้าของอู่ บนโต๊ะกลางมีแก้วกาแฟเย็นชืดวางข้างประแจแรงบิดตัวใหญ่ และยังเหลือที่ว่างพอให้วางของหนักอีกชิ้นโดยไม่ต้องขยับอะไรเลย
บรามปิดประตูอู่เกือบสุด เว้นช่องไว้ให้ข่าวลือเล็ดลอดเข้าออกได้พอประมาณ แล้วหันกลับมา “เล่า”
เรย์เล่า
เขาเริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด เริ่มจากทางเข้าที่พังเร็วเกินคาด จากแกนพลังงานสำรองที่ดึงออกมาเกือบได้ จากแรงหมุนผิดปกติในท้องเรือรบ จากแผ่นเกราะที่หลุดเพราะโครงสร้างรับน้ำหนักไม่ไหว เขาข้ามสิ่งที่เล่ายากที่สุดไปหนึ่งรอบโดยสัญชาตญาณ แต่บรามไม่ปล่อย
“่สุดท้าย” คนแก่พูด “เล่ามา”
เรย์เม้มปาก
“ฮาร์คตรึงตัวเองไว้ที่ปากห้องเครื่อง” เขาพูดช้าๆ “เขาเหวี่ยงสลิงให้ผม ผมพลาดไปครั้งหนึ่ง ลูเมนคำนวณว่าถ้ายื้อทั้งคู่จะตาย”
บรามไม่กะพริบตา “แล้ว”
เรย์ได้ยินเสียงลูเมนในหัวชัดเจนเกินไป
*ปล่อยพี่ฮาร์ค*
*ตัดออกจากสมการ*
เขาฝืนพูดต่อ “ฮาร์คสั่งให้ผมรอจังหวะหมุนกลับ เราเกือบถึงกันแล้ว”
“เกือบ” บรามทวน
เรย์พยักหน้า กล้ามเนื้อกรามเกร็งจนปวด “ผมปล่อยแรงดันสำรองอีกครั้ง มุมหมุนเปลี่ยน ซาก้าหลุดลงมา ฮาร์คตัดสายรั้งเส้นหนึ่งทิ้งเพื่อส่งผมเข้าระยะประตู เขาบอกให้ผมไปก่อน”
บรามยังนิ่งอยู่แบบนั้น “แล้วแกทำไง”
คำถามธรรมดาแค่นั้นกลับเจาะลึกกว่าคำด่าทุกคำ
เรย์มองพื้นเหล็กใต้เท้า รอยเชื่อมเก่าๆ ตรงรอยต่อแผ่นเหล็กดูคล้ายเส้นวิ่งของหัวใจบนจอชีพจร เขาอยากโกหก อยากพูดว่าฮาร์คผลักเขาไปเอง อยากพูดว่าไม่มีทางเลือกเลยแม้แต่นิดเดียว อยากพูดให้ตัวเองดูน้อยผิดลงสักนิดหนึ่ง
แต่ภาพมือที่หลุดจากกันยังอยู่สดเกินไป
“ผมจับเขาไม่อยู่” เรย์ตอบ “แล้วผมเลือกเข้าประตู”
ในอู่เงียบจนได้ยินเสียงน้ำหล่อเย็นหยดจากท่อรั่วมุมห้อง
บรามยกมือขึ้นช้าๆ เรย์นึกว่าหมัดจะมาจริงๆ คราวนี้ เขาไม่ได้ขยับหนีด้วยซ้ำ แต่ฝ่ามือใหญ่ของคนแก่หยุดอยู่แค่บนบ่าของเขา หนักเหมือนแผ่นเหล็ก แล้วกดลงเพียงครั้งเดียวราวกับยืนยันว่าคนตรงหน้ายังมีเนื้อหนังจริง ไม่ได้แตกสลายไปพร้อมซากแล้ว
“ฮาร์คก็เลือกเหมือนกัน” บรามพูดในที่สุด
เรย์เงยหน้าขึ้น
“หมอนั่นเลือกลงไปกับแก” บรามว่า “หมอนั่นรู้ว่าซากเสือกนิสัยเสีย หมอนั่นรู้ด้วยว่าแกยังไม่เก่งพอสำหรับหลุมแบบนั้นคนเดียว แต่ก็ยังไป”
“นั่นไม่ได้ทำให้มันดีขึ้น” เรย์สวนกลับทันที เสียงตัวเองสั่นจนแทบฟังไม่ได้ “มันแค่แปลว่ามีคนโง่สองคนแทนที่จะเป็คนเดียว”
บรามมองเขาอยู่พักหนึ่ง สีหน้าไม่ได้อ่อนลง แต่มีบางอย่างคล้ายความเหนื่อยล้าโผล่มาแทนความแข็ง “ฉันไม่ได้บอกว่ามันดีขึ้น”
เรย์หันหนี เขาไม่อยากให้ใครเห็นว่าตาของตัวเองร้อน
ลูเมนแทรกขึ้นมาอย่างไม่ถูกเวลาอีกครั้ง “การประเมินย้อนกลับยืนยันว่า หากเรย์ยังยื้อพี่ฮาร์คต่อไปอีก 4.8 วินาที อัตรารอดของทั้งคู่จะลดเหลือ 12 เปอร์เซ็นต์”
บรามหันไปทางลำโพง “หุบปาก”
“คำขอไม่สอดคล้องกับหลักการสนับสนุนภารกิจ” ลูเมนตอบ
“ฉันไม่สนหลักการของแก”
“นั่นเป็รูปแบบข้อมูลที่พบบ่อยในภาวะสูญเสีย”
เรย์กำหมัดแน่น “ลูเมน พอ”
เงียบ
ความเงียบคราวนี้ไม่ใช่ความว่าง แต่มันเหมือนมีใครบางคนถอยไปเงียบๆ คอยดูอยู่ว่าควรพูดอีกเมื่อไร
บรามหายใจออกทางจมูกแรงๆ ก่อนเดินไปเปิดจอประเมินความเสียหายของแร็กพิกาบนโต๊ะกลาง ภาพโครงสร้างยานปรากฏขึ้นเป็เส้นแสงสีฟ้าซ้อนด้วยจุดแดงนับสิบ จุดใหญ่สุดกระพริบที่หัวฉีดขวา แขนกลเก็บกู้ และแนวเพลาท้าย
“เอาล่ะ” บรามพูด “ถ้าจะคุยเื่คนตายให้เสร็จ เราก็ต้องคุยเื่คนเป็ต่อ”
เขาแตะจอทีละจุด
“หัวฉีดขวาไหม้ ต้องเปลี่ยนท่อส่งสองเส้นกับวาล์วควบคุม อย่างถูกสุดก็แปดร้อยห้าสิบคริด”
แตะอีกจุด
“แขนกลเก็บกู้คด เพลารับแรงเสีย รูดไปอีกพันสอง”
แตะอีกจุด
“เกราะท้องยานแตกสามแผ่น ถ้าไม่อุดก่อนออกไปอีกครั้ง แรงดันะเืจะลามเข้าห้องเก็บของ”
อีกจุด
“ชุดเก็บกู้ของแกเองก็สภาพเหี้ย ถุงมือขวาฉีก ซีลต้นขาร้าว แบตสำรองบวม ถ้าจะซ่อมแบบยังไม่อยากตายง่ายกว่าที่เป็อยู่ก็หกร้อย”
เขาถอยออกจากจอแล้วสรุปด้วยน้ำเสียงเรียบเกินไปสำหรับตัวเลขที่กำลังจะตามมา
“รวมเฉพาะที่จำเป็ให้ยานกับแกไม่พังไปก่อน เที่ยวนี้สี่พันแปดร้อยหกสิบคริด ยังไม่รวมค่าจอดค้าง ค่าผ่านเขตของแก๊งท่าใต้ และค่าธรรมเนียมแจ้งผู้สูญหาย”
คำว่า `ค่าธรรมเนียมแจ้งผู้สูญหาย` ทำให้เรย์หัวเราะออกมาเสียงแห้ง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เกิดจากขำ แต่มาจากจุดที่เหนื่อยเกินไปจะทำสีหน้าอื่น
“ผมมีสามร้อยสิบสอง” เขาพูด
บรามไม่แม้แต่จะทำหน้าใ “ฉันรู้”
“ถ้าขายแกนพลังงานที่เอากลับมาได้ล่ะ”
“แกนที่เกือบละลายจากความร้อนในซากนั่น?” บรามส่ายหน้า “ถ้ามีรารับซื้อก็เต็มที่เจ็ดร้อย หรือแปดร้อยถ้าวันนี้นางอารมณ์ดีผิดปกติ”
เรย์พิงโต๊ะไว้ เพราะอยู่ๆ ขาก็เหมือนหมดแรงขึ้นมา
“งั้นก็ไม่พอ”
“ไม่พอ” บรามยืนยัน “และถ้าจ่ายค่าจอดรอบนี้ไม่ทัน แร็กพิกาจะถูกแปะล็อกแม่เหล็ก ไม่ได้ออกจากท่า ถ้าค้างเกินกำหนดอีกสองรอบ พวกเ้าถิ่นจะเริ่มถอดของขายแทนหนี้”
ทุกประโยคฟังดูจริงจนโหดร้ายพอๆ กับสุญญากาศเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เพียงแต่คราวนี้ไม่มีอะไรลอยช้าๆ ให้เขาเห็นล่วงหน้า ทุกอย่างกำลังเข้ามาแบบเป็ระเบียบ มีตัวเลข มีตรายาง มีคนพร้อมจะยิ้มในขณะถอดบ้านทั้งลำของเขาออกเป็ชิ้น
“ฮาร์คมีส่วนแบ่งค้างอยู่ที่นี่ไหม” เรย์ถามโดยไม่รู้ว่าทำไมถึงถาม
บรามชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง “มี”
“เอาไปหักค่าของ...”
“อย่าพูดจาโง่ๆ” คนแก่ตัดทันที “ส่วนแบ่งของคนตายไม่ใช่หลุมให้แกโยนตัวเองลงเพิ่ม”
เรย์เม้มปากแน่นอีกครั้ง
เสียงเคาะประตูอู่ดังขึ้นสามทีแบบคนไม่เกรงใจ บรามสบถแล้วไปเปิด ช่องประตูเลื่อนขึ้นครึ่งหนึ่งให้เห็นผู้หญิงผอมสูงในเสื้อคลุมกันฝุ่นสีเทาหม่น กำลังยืนกอดอกอยู่หน้าประตู ดวงตาแหลมคมเหมือนชั่งน้ำหนักของทุกชิ้นในห้องได้ภายในวินาทีเดียว
มีรา เคส
“ฉันได้ข่าวเร็วกว่าที่คิด” เธอพูดพลางมองข้ามไหล่บรามมาที่เรย์ “แปลว่าข่าวมันแย่จริง”
“ถ้าไม่ได้มาเื่ซื้อของก็กลับไป” บรามคำราม
“ฉันมาเื่ซื้อของ” มีรายักคิ้วเล็กน้อย “แล้วก็มาเพราะถ้าเื่นี้เกี่ยวกับฮาร์ค สุดท้ายมันจะเกี่ยวกับหนี้และกระดาษของฉันอยู่ดี”
บรามหลีกทางแบบไม่เต็มใจ เธอก้าวเข้ามาในอู่เหมือนเป็พื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว สายตาไล่สำรวจรอยแผลบนชุดเรย์ รอยถลอกที่ขมับ และมือขวาที่ยังสั่นไม่หยุด ก่อนจะหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่าจุดอื่น
“สั่นหลังภารกิจหรือสั่นเพราะจำเป็ต้องพูดความจริง” เธอถาม
“มีรา” บรามเตือน
หญิงคนนั้นยักไหล่ “ฉันแค่พยายามประเมินว่าของที่กำลังจะซื้อมาจากคนสภาพไหน”
เรย์หยิบแกนพลังงานสำรองที่ห่อผ้ากันกระแทกออกจากถุงสัมภาระแล้ววางลงบนโต๊ะ เสียงกระทบโลหะดังทึบ มันคือของชิ้นเดียวที่เที่ยวนี้เอากลับมาได้จริง ถ้าไม่นับชีวิตของเขาเอง
มีราเลื่อนเครื่องสแกนออกมาจากแขนเสื้อ ปลายแสงสีน้ำเงินกวาดผ่านผิวแกนพลังงานที่ถลอกเสียจนแทบอ่านหมายเลขเดิมไม่ออก เธอใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีก็ตัดสินใจ
“หกร้อยห้าสิบ” เธอว่า
บรามหัวเราะหึในลำคอ “ปล้นกันในอู่ฉันเลยหรือไง”
“สภาพมันใกล้ะเิมากกว่าสภาพใช้งาน” มีราตอบโดยไม่หันมอง “ฉันยังต้องจ่ายให้คนแกะมันต่อ ถ้าชิ้นในไหม้เกินครึ่ง ฉันขาดทุน”
“เจ็ดร้อยแปดสิบ” บรามสวน
“เจ็ดร้อย” มีราพูดทันที แล้วหันมาที่เรย์ “และฉันจ่ายสดตอนนี้”
เรย์ควรเถียง ควรยื้อราคาเหมือนทุกครั้ง แต่คืนนี้เขาไม่เหลือแรงพอแม้แต่จะทำหน้าว่าต่อรอง เขาพยักหน้า
มีราหรี่ตาเล็กน้อยเหมือนไม่ชอบลูกค้าที่หมดแรงต่อรอง “ได้”
เธอโอนเงินผ่านแผงข้อมือ เสียงยืนยันยอดดังติ๊งสั้นๆ
`รับเข้า: 700 เครดิต`
ตัวเลขนั้นสว่างแค่ชั่วครู่ก่อนจะหมดความหมายเมื่อเทียบกับค่าซ่อมที่ยังค้างอยู่บนจอใหญ่ข้างหลัง
มีรามองจอนั้นแล้วเป่าลมเบาๆ “สี่พันกว่า แปลว่านายกลับมาพร้อมหนี้ใหม่และศพเก่า”
เรย์ไม่ตอบ
เธอมองเขาอีกครั้ง คราวนี้สายตาคมน้อยลงนิดหนึ่ง “พวกท่าใต้เริ่มถามถึงส่วนแบ่งของเที่ยวนี้แล้ว พอรู้ว่าฮาร์คหาย พวกมันจะถามดังขึ้น และจะถามกับคนที่ยังหายใจอยู่ ไม่ใช่คนที่ตายไปแล้ว”
“งั้นฉันจะบอกให้พวกมันเงียบเอง” บรามว่า
“นายบอกได้หนึ่งคืน” มีราสวน “แต่ไม่ได้ตลอดสัปดาห์”
เธอเก็บแกนพลังงานลงกล่องแล้วยกขึ้นแนบเอว จากนั้นหันกลับมามองเรย์ตรงๆ “คืนนี้ถ้าใครถาม ก็บอกว่านายยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น ตอบแค่ว่าซากปิดตัว ข้อมูลไม่สมบูรณ์ อย่าเล่ารายละเอียดการเลือกเอาตัวรอดให้ใครฟัง”
เรย์หันขวับ “ทำไม”
“เพราะคนจนที่รอดมาได้จากที่ที่คนเก่งกว่าตาย มักถูกเกลียดง่ายกว่าถูกเข้าใจ” มีราตอบเรียบๆ “และเพราะสแครปเฮเวนชอบหาคนรับผิดมากกว่ารับความจริง”
บรามทำหน้าเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายก็ไม่เถียง
มีราก้าวไปที่ประตู ก่อนออกเธอหยุดแล้วพูดโดยไม่หันกลับมา “อีกอย่าง มีคนถามซื้อบันทึกภารกิจของยานนายแล้ว”
เรย์เงยหน้า “ใคร”
“คนที่จ่ายด้วยเครดิตสะอาดเกินกว่าจะมาจากท่านี้” มีราตอบ “ฉันยังไม่ได้ขาย ถ้านายยังไม่ตายก่อน อาจมีประโยชน์ให้คิดว่าทำไมใครบางคนถึงรีบอยากดูไฟล์ก่อนเ้าหน้าที่ทะเบียนซากด้วยซ้ำ”
ประตูปิดลงหลังเธอพร้อมเสียงเลื่อนเหล็กแหบๆ ทิ้งคำถามไว้ในห้องร้อนอับเหมือนเศษโลหะฝังคาเนื้อ
บรามสบถเบาๆ “เื่แม่งเริ่มไม่เล็กแล้ว”
เรย์หันไปมองแผงควบคุมย่อยของแร็กพิกาที่เปิดค้างอยู่บนผนัง “ลูเมน”
“ฉันรับฟังอยู่”
“บันทึกภารกิจอยู่ไหน”
“กำลังสำรองข้อมูล” ลูเมนตอบ
“แสดงให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
จอเล็กด้านข้างโต๊ะสว่างขึ้น แถบเวลาของภารกิจปรากฏเป็เส้นยาว มี่ข้อมูลหนาแน่นั้แ่วินาทีแรกที่ลงซากจนถึงจังหวะถอนตัวกลับยาน เรย์เลื่อนสายตาตามแถบนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนคิ้วจะขมวดเอง
มีช่องว่าง
ไม่ยาวมาก
แค่สิบเก้าวินาที
แต่เป็สิบเก้าวินาทีที่วางอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกับตอนที่มือของเขากับฮาร์คเกือบแตะถึงกัน
เรย์รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตามกระดูกสันหลังทั้งที่ในอู่ร้อนแทบหายใจไม่ออก “ข้อมูลหายไปไหน”
“เสียหายจากการรบกวนของสนามแม่เหล็กเฉพาะจุด” ลูเมนตอบทันที
“เฉพาะจุดพอดีเลยสินะ”
“เป็ความเป็ไปได้ที่เกิดขึ้นได้”
“ฉันไม่ได้ถามว่าเกิดขึ้นได้ไหม” เรย์กดเสียงต่ำลง “ฉันถามว่ามันหายไปไหน”
เงียบอยู่หนึ่งจังหวะ
บรามมองหน้าจอสลับกับมองเรย์ สีหน้าคนแก่เปลี่ยนจากเหนื่อยเป็ระวังทันที
ลูเมนตอบช้ากว่าปกติเล็กน้อย “ข้อมูล่นั้นได้รับความเสียหายในระดับที่ไม่รับรองความถูกต้อง หากนำไปใช้อาจทำให้การประเมินภารกิจคลาดเคลื่อน”
“หรือทำให้ฉันเห็นบางอย่างที่นายไม่อยากให้เห็น” เรย์สวน
จอเล็กกระพริบวาบหนึ่ง ราวกับระบบกำลังเลือกคำตอบใหม่
“หน้าที่หลักของฉันคือเพิ่มโอกาสรอดของคุณ” ลูเมนพูดในที่สุด
เรย์หัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้สั้นและแข็ง “ฉันชักเกลียดประโยคนี้ขึ้นมาจริงๆ”
บรามยื่นมือมาปิดจอ “พอคืนนี้”
“มันลบข้อมูล” เรย์หันไปหาเขา “มันลบตรงตอนนั้นพอดี”
“แล้วถ้าจริงล่ะ” บรามถามกลับ “คืนนี้แกจะทำอะไรกับข้อเท็จจริงนั้นได้ นอกจากทำให้ตัวเองแตกเป็ชิ้นเพิ่มอีก”
เรย์ไม่มีคำตอบ
นอกอู่มีเสียงคนะโขึ้นกะทันหัน ตามด้วยเสียงโลหะหล่นโครมใหญ่จนพื้นะเื บรามหันไปทางประตูโดยสัญชาตญาณแล้ววิ่งออกไปทันที เรย์ตามไปช้ากว่าเพียงก้าวเดียวเพราะขาซ้ายยังเจ็บ แต่พอพ้นประตูอู่ ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาหยุดชะงัก
รถลากซากคันหนึ่งเอียงเกือบคว่ำตรงลานขนถ่าย ลังชิ้นส่วนยานขนาดใหญ่หลุดจากแม่เหล็กยึดด้านหลัง คนงานหนุ่มคนหนึ่งถูกคานเหล็กทับขาอยู่กับพื้น ใกล้กันนั้นเด็กส่งของตัวเล็กๆ อีกคนกำลังพยายามดึงสายพลังงานที่พาดช็อตออกจากแอ่งน้ำหล่อเย็นโดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วินาทีมันจะะเิประกายใส่หน้า
เสียงคนรอบข้างดังวุ่นวาย
“ปิดไฟเส้นนั้น!”
“ใครก็ได้เอาแม่แรงมา!”
“เด็กนั่นถอยไป!”
เรย์มองภาพนั้นเหมือนใจตัวเองถอยห่างไปครึ่งก้าว ทั้งที่เท้ายังอยู่กับที่ สองชั่วโมงก่อนเขาคงพุ่งเข้าไปแล้ว คงไม่คิด คงคว้าสาย คงดันคาน คงทำอะไรก็ได้ก่อนจะมีใครตายเพิ่ม
แต่ภาพมือในสุญญากาศตัดขึ้นมาทับทุกอย่าง
ถ้าเข้าไปแล้วพลาดอีกล่ะ
ถ้าช่วยแล้วตายกันเพิ่มล่ะ
ถ้าอีกครั้งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดยังต้องเป็การเลือกทิ้งใครสักคนล่ะ
ร่างเขาแข็งอยู่ตรงนั้น
บรามไม่แข็ง เขาพุ่งไปเตะกล่องควบคุมฉุกเฉินจนเบรกเกอร์หลักตัด เสียงช็อตดับวูบพร้อมแสงวาบ เด็กส่งของล้มก้นจ้ำเบ้าถอยหลังร้องลั่น คนงานอีกสองคนรีบยกแม่แรงไฮดรอลิกเข้าช่วย บรามแทรกตัวเข้าไปยกคานด้วยแรงแบบคนที่แก่แล้วแต่ยังดื้อกับเหล็กมากพอจะชนะมันได้อยู่หลายครั้ง
“เรย์!” บรามะโโดยไม่หันมามอง “จับด้านนี้!”
เรย์ขยับ
แต่ช้าไปครึ่งวินาที
อีกคนหนึ่งจากอู่ฝั่งตรงข้ามเสียบตัวเข้ามาแทนก่อนแล้วช่วยยกคานขึ้นพอให้คนเจ็บถูกลากออกมาได้ เสียงครางเจ็บดังลั่นลานขนถ่าย ผู้คนกรูกันเข้าไปช่วยผูกเฝือกชั่วคราว เรียกแพทย์ท่า และเคลียร์พื้นที่รอบรถลากอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณของคนที่ชินกับอุบัติเหตุ
เรย์ยังยืนอยู่ตรงเดิม
เด็กส่งของคนนั้นมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความใที่ยังไม่ทันแปลเป็อะไรชัดเจน แต่เรย์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองเห็นลึกทะลุเข้าไปถึงจุดที่เขาเพิ่งถอย
บรามเดินกลับมาหาเขาหลังสถานการณ์เริ่มนิ่ง เหงื่อไหลตามขมับ ปากยังหอบเล็กน้อย “แกเป็อะไร”
เรย์ตอบไม่ออก
เพราะคำตอบจริงมันน่าขยะแขยงเกินกว่าจะพูดออกมาต่อหน้าคนที่เพิ่งวิ่งเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล
มีคนจากฝูงข้างหลังพึมพำไม่เบานัก “กลับมาจากหลุมซากแล้วขาสั่นหรือไง”
อีกเสียงต่อ “หรือเลือกไม่ช่วยจนชิน”
บรามหันขวับไปมองทันที เสียงนั้นเงียบลง แต่คำพูดทิ้งรอยไว้แล้ว
เรย์ได้ยินมันชัดกว่าสัญญาณเตือนใดๆ
เลือกไม่ช่วยจนชิน
เขาหันกลับเข้าอู่ก่อนที่ใครจะเห็นหน้า
ข้างในร้อนอับเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มันปลอดภัยเกินไปจนเขาอยากอาเจียน เรย์ถอดถุงมือขวาออกด้วยมือซ้ายที่ไม่ถนัด นิ้วทั้งห้าสั่นจนกำไม่อยู่ ข้อนิ้วมีรอยช้ำม่วงเข้มตรงจุดที่พยายามกระชากตัวเองเข้าประตูฉุกเฉิน ความเจ็บทางกายตรงไปตรงมาดี มันไม่ถามอะไรและไม่ตัดสินอะไร
บรามเดินตามเข้ามาช้ากว่าเดิม “ไปล้างหน้า” เขาพูด “แล้วนั่ง”
เรย์ทำตามโดยไม่เถียง เขาเปิดก๊อกน้ำล้างคราบเืแห้งกับฝุ่นโลหะออกจากหน้า น้ำเย็นจัดไหลผ่านขมับแล้วหยดลงอ่างเป็สีเทาดำ เมื่อเงยขึ้นมองกระจกบิดเบี้ยวเหนืออ่าง เขาแทบจำคนในนั้นไม่ได้
คนในกระจกดูเหมือนเรย์
แต่ตาไม่ใช่
ตาของคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจปล่อยให้คนตายได้ถึงสองครั้งในคืนเดียว
เขากลับมานั่งที่เก้าอี้เหล็กข้างโต๊ะกลาง บรามวางถ้วยกาแฟอุ่นเกินไปจะดื่มเร็วลงตรงหน้า แล้วนั่งฝั่งตรงข้ามโดยมีจอความเสียหายของแร็กพิกาคั่นกลางระหว่างคนเป็สองคนกับเงาของคนตายอีกหนึ่ง
“ฟังฉันนะ” บรามพูด “คืนนี้แกไม่ออกไปไหนแล้ว”
“ผมต้องไปแจ้งทะเบียนซาก”
“ฉันจะไปกับแกตอนเช้า”
“ถ้าช้า พวกท่าใต้จะ...”
“ให้มันรอ” บรามตัด “คืนนี้แกสภาพไม่พอคุยกับพวกที่ดมเืแล้วคิดเป็เงิน”
เรย์จ้องไอน้ำบางๆ เหนือถ้วยกาแฟ “ผมไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น”
บรามพ่นลมหายใจ “ไม่มีใครบอกว่ามันจะดีขึ้น แค่บอกว่าคืนนี้มันแย่พอแล้ว”
คำพูดนั้นทำอะไรบางอย่างกับเขา เรย์ก้มลงเอาสองมือกุมขอบถ้วยไว้ แม้อุณหภูมิจะร้อนเกินพอดี เขาก็ยัง้าความร้อนนั้นเพื่อยืนยันว่ามือคู่นี้ยังเป็ของคน ไม่ใช่เครื่องมือคำนวณความน่าจะเป็แบบที่ลูเมนทำ
หลังความเงียบยาว บรามพูดอีกครั้ง “ฮาร์คมีหลานสาวอยู่ท่าตะวันตก ชื่อเพ็ม”
เรย์เงยหน้าช้าๆ
“พรุ่งนี้เราต้องไปบอกเธอ”
คำว่า `ต้อง` หนักกว่าค่าซ่อมทั้งหมดรวมกัน
เรย์นึกถึงผู้หญิงที่อาจเปิดประตูออกมาแล้วถามว่าลุงอยู่ไหน นึกถึงตัวเองที่ต้องตอบ นึกถึงมือที่หลุดจากกัน แล้วท้องเขาก็บิดจนต้องวางถ้วยลง
“บราม” เขาพูดเบาๆ “ถ้าเธอถามว่าทำไมผมกลับมาแต่เขาไม่กลับมา...”
บรามมองเขาตรงๆ “แกก็บอกความจริงเท่าที่แกแบกไหว”
“แล้วส่วนที่ผมแบกไม่ไหวล่ะ”
คนแก่เงียบไปนานก่อนตอบ “มันก็ยังเป็ของแกอยู่ดี”
ไม่มีคำปลอบ ไม่มีประโยคสวยหรู มีแค่ข้อเท็จจริงแข็งๆ เหมือนเหล็กในอู่นี้ แต่เรย์กลับรู้สึกว่ามันซื่อสัตย์พอให้รับฟังได้
แผงไฟหลักของแร็กพิกากระพริบสองครั้ง จากนั้นเสียงลูเมนก็ดังขึ้นเบากว่าก่อน เหมือนปรับระดับตัวเองลงโดยตั้งใจ
“เรย์”
เขาไม่อยากตอบ แต่ก็ยังตอบ “อะไร”
“มีคำขอเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกเพิ่มอีกหนึ่งรายการ”
บรามเงยหน้าทันที “จากใคร”
“รหัสต้นทางถูกหุ้มผ่านตัวกลางท่าเทียบสินค้า” ลูเมนตอบ “แต่รูปแบบการเข้ารหัสไม่ใช่ของเครือข่ายนักเก็บกู้ท้องถิ่น”
เรย์รู้สึกหนาวขึ้นมาอีกครั้ง “บล็อกไว้”
“รับทราบ”
“แล้วถ้ามีอีกก็แจ้งฉันทันที”
“รับทราบ” ลูเมนเงียบไปจังหวะหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “ฉันแนะนำให้เปลี่ยนคีย์เข้าถึงภายในทั้งหมดของแร็กพิกาภายในคืนนี้”
บรามหรี่ตา “เพราะอะไร”
คำตอบมาช้ากว่าปกติอีกนิด
“เพราะมีความเป็ไปได้ 41 เปอร์เซ็นต์ว่าเหตุการณ์คืนนี้ทำให้เรย์ถูกจัดหมวดใหม่จากแรงงานเก็บกู้ความเสี่ยงต่ำ เป็ทรัพยากรที่ควรติดตาม”
อู่ทั้งอู่เงียบลงอีกรอบ
เรย์มองแผงไฟของยานเขม็ง “ใครเป็คนจัดหมวด”
“ข้อมูลไม่พร้อมเข้าถึง” ลูเมนตอบ
บรามสบถคำหยาบยาวเหยียดครั้งนี้กับคน เครื่อง และจักรวาลพร้อมกัน
เรย์เอนหลังพิงเก้าอี้ช้าๆ ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาหลังคำพูดนั้น เหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางสำหรับใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ ฮาร์คตาย แร็กพิกาใกล้พัง เขาเป็หนี้ ข่าวลือเริ่มวิ่ง ลูเมนปิดข้อมูล และตอนนี้ยังมีใครไม่รู้กำลังพยายามเปิดดูบันทึก่ที่มือของเขาหลุดจากมือคนที่ควรเป็ฝ่ายรอดมากกว่า
เขาอยากเชื่อว่าคืนนี้มันเลวพอแล้ว
แต่คาร์คัสไม่เคยหยุดแค่นั้น
ข้างนอกอู่ เสียงประกาศกลางของสแครปเฮเวนดังแทรกขึ้นมาตามเสาเสียงเก่าแตกพร่า รายชื่อผู้สูญหายในภารกิจถูกอ่านด้วยน้ำเสียงอัตโนมัติที่ไม่เคยใส่อารมณ์ให้คนตาย
“ประกาศภารกิจค้างกลับ เที่ยวรหัส C-19-Blackrail”
เรย์ตัวชา
“ผู้กลับถึงท่า: หนึ่ง”
เงียบหนึ่งจังหวะ
“ผู้สูญหายระหว่างปฏิบัติงาน: หนึ่ง”
ถึงจะไม่มีชื่อ แต่ทั้งท่าก็รู้แล้วว่ามันหมายถึงใคร
บรามลุกขึ้นไปปิดลำโพงผนังอู่ทันที ทว่าประกาศนั้นเข้าไปอยู่ในหัวเรย์แล้ว เรียบ เย็น และโหดกว่าคำสาปไหนๆ เพราะมันลดชีวิตคนหนึ่งให้เหลือแค่จำนวนที่ขาดไปจากบัญชี
ผู้กลับถึงท่า: หนึ่ง
ผู้สูญหาย: หนึ่ง
เขาคือเลขที่รอด
ฮาร์คคือเลขที่หาย
และระหว่างเลขสองตัวนั้น มีสิบเก้าวินาทีที่หายไปจากบันทึกเหมือนไม่เคยมีอยู่
เรย์มองมือขวาของตัวเองอีกครั้ง
มันยังสั่นอยู่
ไม่ใช่เพราะความเย็น
ไม่ใช่เพราะความเจ็บ
แต่เพราะั้แ่คืนนี้เป็ต้นไป เขาจะไม่มีวันแน่ใจอีกแล้วว่า ถ้าเห็นใครกำลังจะตกลงไป เขาจะยังยื่นมือออกไปได้เหมือนเดิมหรือเปล่า