ตอนแรกผมก็แค่เกร็ง ๆ ที่ต้องมาเยี่ยมบ้านญาติ
ทั้งบ้านเงียบ
ทั้งมีสาวใช้คล้องโซ่เหล็ก
แล้วจู่ ๆ ท่านย่าก็ทักว่าอยากให้ผมมีเมีย...
โอเค..
ถ้าพูดแค่นั้นผมก็ยังพอไหวอยู่
แต่ประโยคถัดมานี่สิ!
มันเล่นเอาหัวใจผมหลุดไปเต้นอยู่บนพื้นห้องรับแขกแทบจะในทันที!!
“ซินซินเอ๋อร์ มานี่สิ้”
ตอนผมได้ยินก็คิดว่า 'โอ้ไม่... ไม่เอาน่า ท่านย่า ท่านจะไม่... ไม่จริงน่า...'
“เด็กคนนี้ชื่อ หลิน ซิน แม้จะเป็สาวใช้ แต่ย่าก็รักนางเสมือนลูกสาวแท้ ๆ คืนนี้หลานก็เข้าห้องหอกับนางเลยก็แล้วกัน วันรุ่งค่อยจัดพิธี นางจะได้กลายเป็คนสกุลหลิวจริง ๆ เสียที”
คร้าบบบบบบบบบบบบ
โลกแทบหยุดหมุนไปชั่วขณะ...
ผมนั่งค้าง ตัวแข็ง เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วแผ่นหลัง ทั้งที่อากาศในห้องก็ไม่ได้ร้อน
ผมหันไปมองซินซิน..
ผมหมายถึงหลินซิน..
ชัด ๆ ใกล้ ๆ อีกรอบ
โอ้พระเ้า!!
หน้าหวาน ผิวขาวอมชมพู จมูกโด่งนิด ๆ ริมฝีปากนั่น..
ไม่ใช่แค่น่ารัก..
แต่เธอมีลุคที่ดูแบบ 'อดทนต่อชีวิต' แบบแปลก ๆ น่ะ
แล้วพอสบตากัน..
เธอกลับเบือนหน้าหนีแบบไม่มีความเขินเลยสักนิด
ส่วนย่าของผมเหรอครับ?
ยิ้มกว้างเหมือนเพิ่งถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง
ผมในตอนนั้นนี่แบบ..
ใครก็ได้ช่วยด้วย..
แล้วพอนึกถึงคนช่วย..
ผมเลยหันไปหายี่ฟู่...
แต่สิ่งที่ผมเห็นนะเหรอ..
คือตาแก่นั่นกลั้นขำจนไหล่โยก!
พ่อ! บุญ! ธรรม! ของ!ผม!
กลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้วครับ
สายตาที่มองมาก็แบบ..
'ไม่รู้..ไม่รู้..ไม่รู้... ข้าไม่มีทางช่วยเ้าในเื่นี้เด็ดขาด'
ผมนี่แบบ..
อ่า..
นี่นะหรือคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อ...
ส่วนผมนี่.. นั่งนิ่งแข็งไปเหมือนศพในงานแต่งตัวเอง ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
ส่วนท่านย่อนะเหรอ..
เห็นผมเงียบไม่ตอบ ท่านก็ราวกับสวมสูทเหมือนกับเซลขายของมืออาชีพ
จากที่ตอนแรกท่านแค่กวักมือเรียกหลินซินมาแนะนำตัวธรรมดา ๆ
เผลอแป๊บเดียว!!
ท่านย่ากลายร่างเป็นักขายแชร์ลูกโซ่ที่ลากหลานชายหลุดเข้าแผนการแต่งงานในหนึ่งลมหายใจ
คือผมยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ!!
ท่านก็...
“ปะ..เข้าห้องหอกันเลย”
มือข้างหนึ่งของผมถูกท่านย่ากระชากไปจับมือของหลินซินแบบแแ่
ใบหน้าใกล้กันจนผมเห็นขนตาของเธอขยับตามจังหวะหายใจ
เห็นเธอหน้าแดง มือที่จับกันอยู่ก็สั่น ๆ
เห็นแบบนั้นจากแค่หู..
ก็ลามไปถึงหน้าของผมที่เริ่มแดง
ผมรู้ตัวอีกที..
ใจเต้นรัวเหมือนกำลังยืนหน้าเสาธงแล้วครูฝ่ายปกครองเรียกชื่อออกไมค์
ทุกอย่างในหัวผมตอนนั้นขาวโพลนยิ่งกว่าหมอกในทวีปอาร์กติก!!
แค่จ้องหน้าของหลินซิน..
ผมก็เกือบหลุดปากขอแต่งงานตามเกมวางแผนของย่าจริง ๆ แล้ว
ดีนะ... ที่สุดท้ายผมได้สติกลับมา
“ดะ...เดี๋ยวก่อนท่านย่า!”
ผมสะบัดหัวแทบหลุด!
มือที่จับอยู่ก็ปล่อยพรวดอย่างกับโดนไฟดูด!
“ขะ...ข้ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงานในตอนนี้”
ผมนึกว่าพูดไปแบบนั้น ย่าของผมก็จะหยุด
แต่ไม่เลย...
“หรือว่าซินซินเอ๋อร์ไม่ถูกใจหลาน?”
แล้วท่านย่าก็เริ่มโหมด 'โปรโมชันบุกตลาดสะใภ้ในเมืองนพบุรี' แบบจัดเต็ม
“ประเดี๋ยววันพรุ่งย่าจะประกาศจัดงานดูตัวให้หลาน!
ใครคลอดเหลนชายให้ข้าได้คนแรก!
ข้าจะให้นางคนนั้นเป็เมียเอก!”
ผมขอสารภาพตรงนี้เลยนะครับ...
ตอนนั้นผมนั่งนิ่ง..
ตาค้าง..
และได้แต่ภาวนาในใจ..
ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง
ขอให้ใครก็ได้เปลี่ยนใจท่านย่อของผมที..
แล้วถ้าจะให้ดี..
ขอให้ท่านย่าเมตตา..
ยกเลิกโปรโมชัน 'คลอดลูกแลกตำแหน่ง' นี้ไปเถอะ...
ขอร้อง..
ให้ไหว้ก็ยอม..
แต่เหมือนคำภาวนาของผมจะไม่เป็ผล..
ทันทีที่ท่านย่าควักเงินในมือจะส่งให้หลินซิน
ยัยคนนั้นก็กำเงินทำท่าจะวิ่งพร้อมพูดว่า
“เ้าค่ะนายหญิง”
ผมนี่รีบลุกพรวดดึงเงินในมือนั้นออกมาทันที เหมือนเป็ซีนหนังจีนกำลังจะส่งยันต์อาคมให้สาวใช้ไปเผาเรียกผี
แต่ผมคือคนแย่งยันต์นั้นก่อนถึงเตาไฟ..
“เ้าค่ะบ้าบออะไรของเธอกัน!”
คือ..
ไม่ใช่ว่าผมโกรธอะไรนะ
แต่ผมใต่างหาก
นี่มันจะเร็วเกินไปไหม? รู้จักกันไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จะจับส่งเข้าห้องหอ แถมจะให้สาวใช้ไปประกาศว่าผมจะรับสะใภ้แข่งกันคลอดเหลนอีก!
นี่มันแิอะไรกัน..
ไอ้คนรับเงินไปก็สมควรจะห้ามปามหรือถามไถ่สักหน่อย..
แต่ไม่เลย!!
ถ้าผมไม่รีบคว้าเงินนั่นมา..
ป่านนี้..
หลินซินคงวิ่งไปถึงหน้าประตูบ้านแล้วกระมัง!!
ผมพยายามสงบใจเอาไว้.. ยังไงตรงหน้าก็คือย่าแท้ ๆ ของผม
“ท่านย่า..
ไม่ใช่ว่าหลินซินไม่ดี..
แต่เป็เพราะตอนนี้ข้ายังไม่พร้อมแต่งงานกับหญิงใด”
สำหรับพวกนาย..
(เลิกขำก่อนจะได้ไหม!!)
สำหรับพวกนาย..
พวกนายว่าคำพูดที่ผมเล่าออกไปนั้นมีอะไรผิดปกติไหม?
ไม่!! ไม่เลย!!
มันไม่มีอะไรผิดปกติทั้งนั้น!!
มันก็แค่การปฏิเสธเื่แต่งงานธรรมดา ๆ
แต่ท่านย่าของผมน่ะเหรอ..!
“ไม่พร้อมแต่งงานกับสตรี!!
โห่์!!
สกุลหลิวสิ้นแล้ว!!
หลานชายของข้ารักคนเพศเดียวกัน!!
โฮ่!”
ได้ยินแบบนั้นผมก็แบบ..
แทบจะบีบเงินที่ผมฉวยมาจนแหลกคามือ
“ไปกันใหญ่แล้วท่านย่า! ข้าเป็ผู้ชายแท้แน่นอน! ไม่ได้เป็แบบที่ท่านว่า!”
ผมเกาหัวแรงราวกับอยากจะขุดเหตุผลออกจากหนังศีรษะ แล้วรีบพูดเสริมทันควัน
“เพียงแต่ว่าข้าในตอนนี้ยังไม่พร้อมแต่งงาน ข้าในตอนนี้ฝักใฝ่แต่การฝึกวรยุทธ์”
แต่ผมก็พูดไปเถอะครับ..
แววตาท่านย่าก็ยังมองผมเหมือนกำลังชั่งใจว่าควรส่งให้หมอตรวจ..
หรือควรมัดมือมัดเท้าผมโยนเข้าห้องหอดี..
“ฝึกวรยุทธ์?”
เสียงท่านย่าของผมดูแ่ลงนิดหนึ่ง
แต่แค่แ่นะ..
ไม่ได้หาย..
ยังต่อประโยคมาอีกชุดใหญ่ไฟกะพริบ
“ฝึกวิชามิใช่ฝึกทั้งวันทั้งคืนเสียหน่อย พอเลิกฝึกก็ทำเหลนให้ย่า คลอดออกมา... เหลนคนเดียวย่าเลี้ยงได้ หรือต่อให้มีเป็โหล ยายแก่คนนี้จะเลี้ยงให้เ้าเอง ย่าสัญญาจะทำให้ไม่ลำบากเ้า...เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์...”
เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์...
เห้อ..
ตอนนี้ผมไม่ควรกังวลเื่การเรียกผมของท่านย่า
แต่พอฟังแล้ว..
ท่านก็เรียกซะเหมือนเป็เด็กชายห้าขวบที่ยังนอนกอดผ้าห่มเน่าซะอย่างนั้น
ผมนี่ต้องเกาศีรษะแรงจนรู้สึกว่าอีกแป๊บอาจต้องยืมพลังปราณมารักษาหนังหัว
ไม่ใช่เพราะรำคาญท่านย่านะ..
อย่าได้เข้าใจผิด..
แต่เพราะผมคิดไม่ออกเลยว่าจะอธิบายเื่นี้ยังไงให้ท่านย่าหยุดคลั่งเหลนได้!
สุดท้าย..
เลยหันขวับไปมองคนที่เงียบมานาน
“ยี่ฟู่! ช่วยอธิบายให้ผมที!! ไมเกรนจะขึ้นหัวผมแล้ว!!!”
ยี่ฟู่หัวเราะหึ ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“คืออย่างนี้หลิวเล่าฮูหยิน..
ตอนนี้เจี้ยนเอ๋อร์ไม่สะดวกแต่งงาน…”
ฟังถึงตรงนี้..
ผมก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว
ยี่ฟู่พูดต่อเสียงหนักแน่น
“เมื่อสองปีก่อนพี่สะใภ้และเจี้ยนเอ๋อร์ถูกคนพรรคมารฯ พบเข้า ตอนนี้เ้าพวกนั้นก็รู้ถึงการคงอยู่ของเืเนื้อเชื้อไขของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว
หากท่านประกาศหาภรรยาให้มัน..
มิเท่ากับท่านประกาศออกไปว่าเจี้ยนเอ๋อร์อยู่นี้หรอกหรือ?”
เอาล่ะครับ..
อันนี้เสียงสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย
ความอยากจัดงานแต่งให้ผมของท่านย่าก็เหมือนจะจางไป
“ข้าเกรงว่าหลานของท่านจะอายุสั้นเอาได้หากท่านทำเช่นนั้น..”
ยี่ฟู่ทิ้งท้ายได้อย่างน่าฟัง
ในขณะที่ผมก็ยกสองมือพนมในใจ..
ขอบคุณที่ท่านไม่คิดว่า 'โปรโมชั่นคลอดเหลนคนแรกได้ตำแหน่ง' เป็เื่น่ายินดี
ท่านย่าผมนั่งลงช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนจากอารมณ์ 'เ้าต้องแต่งงานคืนนี้!!' กลับเป็หม่นเศร้า
“เ้าพวกพรรคมารฯ อีกแล้วรึ..”
เสียงของท่านย่าเบากว่าก่อนหน้าแบบชัดเจน
ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและพึมพำคล้ายจะล้ม..
โชคดี..
ที่หลินซินรีบเข้าไปประคองท่านได้ทัน
“ไหนเ้าเล่าเื่ทั้งหมดให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้”
หลังคำพูดของท่านย่าประโยคนั้น ยี่ฟู่ก็ได้เล่าเื่ทั้งหมดให้ท่านย่าได้ฟัง
ส่วนผมน่ะเหรอ..
แน่นอน..
หากมีจังหวะ!!
ผมจะเสริมให้มันน่ากลัวมากยิ่งขึ้น!!
เผื่อว่าท่านจะเปลี่ยนความคิด!!
ผมกับยี่ฟู่ผลัดกันเล่าเื่สองปีที่ผ่านมาให้ท่านย่าฟัง รวมถึงเื่ราวหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมา
จริง ๆ ผมกะจะแค่เสริมท้ายแบบสุภาพ ๆ
แต่ไม่รู้ยี่ฟู่แกเก็บกดหรือไง!!
พอได้จังหวะก็เล่าใหญ่!!
ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ผมเคยโดนให้ยืนทรงตัวบนไม้ไผ่ทั้งคืนเพราะแอบหลับตอนทำสมาธิ
แถมน้ำเสียงที่ตาแก่นั่นใช้เล่าก็แบบ..
ภูมิใจราวกับกำลังนำเสนอสูตรเด็ดในการเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ!
แต่ท่านย่าก็นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่นาน
เงียบเสียจนผมเริ่มกลัวว่าท่านจะไม่พอใจอะไรหรือเปล่า
จนกระทั่งท่านย่าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยสีหน้าที่ดูทั้งเหนื่อยและโมโหในคราวเดียวกัน
“อย่างนี้นี่เอง...
เพราะแบบนี้...
ข้าถึงไม่อาจประกาศหาคู่ให้หลานชายของข้าได้...”
ได้ยินแบบนั้น..
ในใจของผมก็แบบ 'รอดแล้ว..'
แต่ผมก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผย..
ผมได้แต่นั่งนิ่ง..
ไม่กล้าแม้แต่จะยิ้มปลอบ
“ไม่ใช่เพียงประกาศหาคู่ให้เจี้ยนเอ๋อร์ไม่ได้..
แม้แต่ตัวตนของมันก็มิอาจแพร่งพราย..
หวังว่าหลิวเล่าฮูหยินจะเข้าใจ”
ยี่ฟู่พูดเสริมเสียงเรียบ..
แต่ก็เหมือนเติมเกลือลงไปในแผลใจของท่านย่าโดยไม่ตั้งใจ
ผมหันไปมองท่านย่า..
ดวงตาของหญิงชราที่เคยอ่อนโยน..
ตอนนี้กลับหนักแน่นและปวดร้าว
ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยย่นยกขึ้นมาช้า ๆ ก่อนจะแตะเบา ๆ ที่แก้มผม
นิ้วของท่านสั่นเล็กน้อย
แต่ก็อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“โถ..
หลานย่า..
เ้าคงลำบากมามาก...”
ผมส่ายหน้ายิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอามือแนบกับมือนั้นของท่าน
“ไม่เลยครับท่านย่า...
ข้ามียี่ฟู่คอยช่วย
ข้าไม่ได้ลำบากอะไรเลย”
คำที่ผมพูด อาจจะเหมือนว่าผมกำลังปลอบใจท่านย่า
แต่ไม่เลย..
ถึงบางทีจะรู้สึกว่าฝึกกับยี่ฟู่เหมือนอยู่ค่ายฝึกสายโหด..
แต่ผมก็พูดจากใจจริง..
ท่านย่าหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะพยายามกลืนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
“ช่างเถอะ...ช่างเถอะ..
ไม่ว่างแต่งงานมีเหลนให้ย่าในตอนนี้ก็ไม่เป็ไร...”
คำพูดของท่านย่าฟังดูเหมือนยอมรับ
แต่ผมจับได้ว่าท่านคงเสียใจอยู่ไม่น้อย
“เ้าเดินทางมาเหนื่อย ๆ
ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถิด..
เดี๋ยวย่าจะสั่งให้คนครัวทำกับข้าวรอเ้า”
“ขอรับท่านย่า”
ผมรีบตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด
กลัวเหลือเกินว่าถ้าอยู่ต่ออีกนิดย่าของผมอาจจะหาแม่สื่อมาให้ผมอีกคนก็เป็ได้
แต่ไม่ทันให้ผมลุกจากที่นั่ง
เสียงของยี่ฟู่ก็ดังขึ้นก่อน
“ไม่ได้!”
น้ำเสียงแกตอนนั้น มันจริงจังแบบสุด ๆ ทำเอาผมถึงกับชะงัก
“เรียนหลิวเล่าฮูหยินตามตรง..
ตอนที่อยู่หน้าบ้าน
ข้ากับเจี้ยนเอ๋อร์ััได้ถึงคนที่ดักซุ่มดูคนบ้านนี้อยู่
เกรงว่าหากพวกข้าสองคนพักอยู่ที่นี่อย่างเปิดเผย
มันจะดูผิดสังเกต”
ท่านย่าของผมถึงกับตีหน้าคิดตามทันที
ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พร้อมพูดขึ้นว่า
“จริงสิ...จริงสิ
ข้าลืมไปเลย..
ว่ามีไอ้ปลิงเกาะกำแพงอยู่ตัวหนึ่ง”
ปลิง...?
ผมเหลือบมองหน้าท่านย่าแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองยี่ฟู่ที่ยังนั่งหน้าตึงไม่เปลี่ยน
“เอาเช่นนี้เป็ไรซื่อซื่อน้อย..
เ้าจำทางเข้าลับที่อยู่ตรงหัวมุมได้หรือไม่?”
ยี่ฟู่ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด เขาแค่ผงกหัวเบา ๆ
แต่แค่นั้นก็พอจะรู้ว่าทั้งคู่เข้าใจกันดี
ผมเองก็เหมือนจะเคยได้ยินยี่ฟู่เล่าเื่นี้ให้ฟังเหมือนกันนะ
ว่าก่อนจะถอนตัวจากยุทธภพ..
ยี่ฟู่เคยเป็หนึ่งในคนที่ช่วยตั้งฐานลับของภาคีกระบี่ขาวภาคตะวันออก โดยใช้บ้านหลังนี้เป็ที่มั่นสำคัญ
และนั่นแหละคือเหตุผลที่ต้องมีทางลับเอาไว้ใช้หลบสายตาพวกคนพรรคมารฯ
“ข้าคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มใช่หรือไม่ว่าควรทำเช่นไรซื่อซื่อน้อย?”
แค่ประโยคนั้นประโยคเดียวจากท่านย่า
ยี่ฟู่ก็พยักหน้ารับช้า ๆ
ผมเองตอนนั้นยังไม่เข้าใจทั้งหมดหรอกครับ
แต่พอเห็นสายตาของยี่ฟู่ที่มองมาทางผม..
ผมก็รู้ได้ทันที..
แผนของท่านย่าคือให้เราทำทีเป็เดินออกจากบ้านไป เพื่อให้คนที่แอบมองอยู่เชื่อว่าเราจะไม่พักที่นี่ แล้วค่อยวกกลับเข้าทางลับแบบเนียน ๆ
ผมกับยี่ฟู่แกล้งทำทีเดินออกจากบ้านตามแผนของท่านย่า
ยี่ฟู่ยังถึงขั้นพูดลาท่านย่าเสียงดังฟังชัด ให้แน่ใจว่าคนแอบฟังอยู่นอกรั้วบ้านจะได้ยิน
พอพ้นระยะหน้าบ้านออกมา..
ยี่ฟู่ก็ไม่รีรอ..
แกกวาดตามองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว แล้วพาผมวกกลับผ่านตรอกเล็ก ๆ ข้างบ้าน
ยี่ฟู่พาผมเลี้ยวซ้ายลอดประตูไม้ที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุม ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเคาะหินสามจุดที่ผนังตรงหัวมุม เสียงกลไกคล้ายฟันเฟืองดังขึ้นเล็กน้อย ประตูหินเลื่อนเปิดออกแบบแทบไม่ส่งเสียง
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ (ก็สิบห้านาทีไง.. จำไม่ได้รึ)
เราก็กลับเข้ามาในบ้านตระกูลหลิวอีกครั้ง ผ่านทางเดินใต้ดินที่แคบแต่สะอาดสะอ้านอย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วพอกลับมาถึง..
ท่านย่าที่ยังรออยู่ก็บอกว่าอ่างน้ำอุ่นเตรียมเสร็จแล้ว ซึ่งหลินซินเป็คนจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
ผมจึงไม่ได้ปฏิเสธ
เดินเข้าห้องอาบน้ำไปอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ยี่ฟู่กับท่านย่าไถ่ถามเื่ราวกันต่อ
ตอนที่ผมแช่อาบน้ำอยู่..
ผมก็ได้คิดเรื่อยเปื่อย..
ผมในตอนนั้นผ่อนคลายอย่างสุด ๆ
อาจด้วยอุณหภูมิน้ำที่กำลังพอดี..
จนรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทั้งตัวคลายออกหมดเป็ครั้งแรกในรอบสองวัน
ความร้อนจากน้ำช่วยคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง..
แต่กลับทำให้ใจผมยิ่งเตลิด..
ผมยกมือขวาขึ้นพ้นน้ำ..
พลิกฝ่ามือกลับช้า ๆ จ้องมองปานแดงรูปัที่สลักอยู่บนหลังมือ
“เ้าคือพลังสถิตแบบไหนกันแน่..
แล้วทำไมถึงเลือกข้า..”
ผมเอ่ยถามกับมันเบา ๆ กับตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ภาพของเ้าเมืองซุนต้าชิงกับซุนโหวหวังที่ยืนอ้าปากค้างเมื่อลูกแก้วชุดหินหยั่ง์ส่องแสงจ้าแวบขึ้นมาในหัวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
คำที่บอกว่าพลังสถิตของผมอาจเป็ระดับห้าดาวพิเศษ..
หรืออาจเกินกว่านั้น..
คำพูดคำนั้นของยี่ฟู่ยังคงดังอยู่ในหัวผม..
ทั้งหมดมันคือเื่อะไรกันแน่..
ทำไมถึงเป็ผม..
คนที่ไม่เคยฝึกยุทธ์แม้แต่วันเดียวจนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน
ถ้าผมคือจุดเปลี่ยนของยุทธภพจริง ๆ
งั้นคำถามคือ..
ยุทธภพนี้มันจะเปลี่ยนไปทางไหนกันแน่
หรือผมจะเปลี่ยนมันได้จริง ๆ หรือ?
แต่ในขณะที่ผมกำลังประมวลผลต่าง ๆ อยู่
ก็ได้มีเสียงดังมาจากหน้าประตู
ก๊อก...ก๊อก...
“นายน้อยเ้าค่ะ”
เสียงนั้นดังขึ้นเบา ๆ
แต่ผมกลับสะดุ้งยิ่งกว่าตอนเจอยี่ฟู่ปลุกแต่เช้า
ไม่รู้ทำไม..
มือกับหลังก็ประสานกันอย่างว่องไวดั่งมีสัญชาตญาณ
มือนึงปิดของลับ!
อีกมือยันขอบอ่าง!
ตัวก็นั่งเหยียดหลังตรงราวกับอยู่หน้าเวทีสัมภาษณ์งาน
“หละ...หลินซิน?
มะ...มีอะไร?”
“หลินซินนำเสื้อผ้ามาให้นายน้อยเ้าค่ะ
ให้หลินซินนำเข้าไป...”
“มะ...ไม่ต้อง!!
วางไว้ตรงหน้าห้องน้ำนั่นแหละ!!
ดะ...เดี๋ยวข้าออกไปหยิบเอง!”
ผมตอบกลับแบบลนลานจนเสียงสั่นไปหมด
ราวกับว่าผมเป็ภูมิแพ้หลินซิน
“เช่นนั้นหลินซินวางไว้ตรงข้างประตูนะเ้าค่ะ”
“ดะ...ได้
วางไว้ตรงไหนก็ได้...”
ผมยังจ้องมองไปทางประตูราวกับว่ามันจะเปิดออกได้ทุกเมื่อ
ถึงจะมั่นใจว่าล็อกแล้วแน่ ๆ
แต่ในใจมันกลับโวยวายว่า 'แต่ถ้าไม่ล่ะ? ถ้านางผลักเข้ามาล่ะ!?'
ทั้งหมดนี้...ใครผิด?
แน่นอนว่าเป็ท่านย่าของผม!!
ั้แ่เื่เมื่อกี้ที่พูดเื่เข้าหอแบบไม่ทันให้ผมตั้งตัว
มันทำให้ผมรู้สึกเคอะเขินเวลาต้องเจอกับหลินซินเข้าไปใหญ่
เสียงโซ่ครูดกับพื้นลากไกลออกไป..
ผมถึงค่อย ๆ ผ่อนคลาย เอนหลังลงในน้ำอุ่นอีกครั้ง หัวใจก็ค่อย ๆ หายตึงแน่นลง
“ท่านย่านะท่านย่า...
เป็เพราะท่านคนเดียวเลย...”
ผมพึมพำออกมาเบา ๆ แค่ให้เสียงจมอยู่ในไอน้ำ
แล้วพอนึกถึงหลินซิน...
ความสงสัยมันก็โผล่ขึ้นมาอีกรอบ..
“ทำไมนางต้องใส่โซ่แบบนั้นด้วย?”
ผมนั่งกวนน้ำไปเรื่อย..
เปลือกตาเริ่มปิดลง..
แต่สมองกลับตื่นเต็มที่..
มีความคิดวนเป็วัฏจักรไม่รู้จบ
ผมไม่รู้ว่าเธอไปก่อเื่อะไรไว้รึเปล่า..
ท่านย่าของผมเลยลงโทษเธอ..
แต่เท่าที่เห็น..
ท่านย่าออกจะใจดี และดูจะรักนางเหมือนลูกหลานจริง ๆ อย่างที่ท่านกล่าว
ไม่ว่าผมจะคิดยังไง..
คำตอบมันก็ไม่โผล่มาสักที..
มีแต่เสียงโซ่ตอนลากที่ยังดังก้องอยู่ในหัว
โซ่ใหญ่แบบนั้น..
หน้าหนาวจะเย็นแค่ไหนผมไม่อยากคิดเลย
แถมเวลาเดิน..
ยังต้องคอยหลบไม่ให้สะดุดเองอีก
เสียงเหล็กครูดกับพื้นก็ไม่มีวันหลบซ่อนได้
หน้าของเธอก็ดูเศร้า ๆ ราวกับถูกขังอยู่ในความเศร้านั้นยิ่งกว่าเดิม
หลินซิน...
ไม่รู้สิ..
ผมไม่ได้รู้จักหลินซินดีนัก
แต่แค่คิดว่าเธอต้องใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ทำให้ใจผมหน่วงขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
แล้วไม่รู้ทำไม ก็เหมือนกับหูของผมมันแว่วไปทำให้ผมได้ยินเสียงแปลก ๆ
เสียงกรุ้งกริ้งเบา ๆ เหมือนโซ่เหล็กกระทบพื้น
อาจเพราะตอนนั้นผมคิดเื่ของหลินซินอยู่..
หรือเพราะผมระแวงจนหูแว่วไปเอง..
ผมก็ดันเผลอพึมพำออกมาอย่างเซ็ง ๆ
“เฮ้อ..!!
คิดถึงหลินซินมากไปรึไงเนี่ย
หูแว่วจนได้ยินเสียงโซ่ของเธอซะได้..”
มันควรเป็การบ่นกับตัวเองคนเดียว
ทว่าไม่ใช่แบบนั้น..
จู่ ๆ ก็มีเสียงพูดตอบกลับ
“นายน้อย..
คิดถึงหลินซินหรือเ้าคะ?”
ผมถึงกับสะดุ้ง!!
ใจผมร่วงไปอยู่ตาตุ่มในทันที!!
ก่อนที่ผมจะหันมองไปทางต้นเสียง!!
ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า 'อย่านะ.. คงไม่ใช่แบบที่คิดนะ… อย่าเลย...'
แน่นอนครับ..
มันใช่!!
หลินซินมายืนอยู่ตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว!!
เวอร์ชันไม่มีเกราะ!!
ไม่มีเสื้อผ้า!!
ไม่มีอะไรเลยสักอย่างนอกจากความมุ่งมั่นและความเขินที่ทะลุหลอด!!
คนเราน่ะครับ..
พอเจอภาพแบบนั้นเข้ากะทันหัน..
สมองมันก็จะค้าง!!
ไอ้ก้อนเนื้อที่อยู่ในหัวของผมนี่แบบ.. 'เมย์เดย์..เมย์เดย์.. อันตราย..อันตราย เด็กวัยสิบเจ็ดไม่ควรจะเห็นอะไรแบบนี้!'
แล้วด้วยสัญชาตญาณ!!
ผมนี่หันกลับไปแทบไม่ทัน!!
มือไม้นี่ไม่รู้จะปิดตรงไหนก่อน!!
ใบหน้าที่แดงก็ไม่ได้แดงเพราะอุณหภูมิของน้ำ มือทั้งสองข้างเหมือนรวน ไม่รู้ว่าจะต้องปิดตรงไหนก่อนระหว่าง 'หลิวเจี้ยนน้อย' หรือ 'เบ้าตา'
แถมขาทั้งสองข้างของผมก็ได้ถีบยันไปจนหลังของผมชนขอบอ่าง
แล้วด้วยความใ!!
ผมก็ได้พูดเสียงดังและแหลมออกไป
“เ้ามาทำอะไรที่นี่!?
เข้ามาได้ยังไง!?
ไม่สิ!
เข้ามาทำไม!!”
พอมานึกย้อนดูแล้ว..
ผมรู้สึกอายเป็บ้า..
“นายหญิงสั่งให้หลินซินมาอาบน้ำให้กับนายน้อย..
ดั่งสามีภรรยาเ้าค่ะ”
ครับ..
ผมจะไม่พูดถึงหัวใจตัวเองในตอนนั้น เพราะมันทำตัวเหมือนจะหยุดเต้นไปแล้ว
ส่วนไอ้ก้อนเนื้อที่ใช้การไม่ได้ในหัวผมก็เหมือนน็อกไปแล้ว..
ได้แต่ทวนคำพูดของหลินซินออกไป
“ดั่งสามีภรรยา!!?!?”
ผมเผลอหลุดเสียงสูงกว่าปกติไปสองระดับ
“โอ้ม่านก็อด!!”
หัวสมองผมนี่ปั่นกว่าตอนพ่อบุญธรรมให้คำนวณจุดตันเถียนอีก!!
ท่านย่าของผม!!
คือท่านก็เล่นสั่งอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือเลย!
แล้วหลินซินน่ะเหรอ?
ก็เออ..
ฟังคำสั่งเป๊ะจนเหมือนจะเป็ NPC ในเกมซะอย่างนั้น
“นี่เ้าสั่งอะไรเ้าก็ทำหมดเลยเหรอ?
ไม่คิดเลยหรือว่านี่มันเื่ที่ไม่ควรทำ!”
ผมว่าพลางพยายามมองไปที่อื่นให้พ้นจากร่างเธอ
แต่มองไปไหนก็ไม่รอด!!
มองหน้าต่างก็เจอแสงสะท้อนของเธอ!!
แถมห้องอาบน้ำนี้ก็สะอาดจนแผ่นกระเบื้องสามารถใช้แทนกระจกได้!!
แล้วต่อให้หลับตา..
ไอ้สมองของผมก็ดันบันทึกอะไรแบบนั้นลงไปแล้วราวกับเป็กล่องดำของเครื่องบิน
“ไม่ฟังคำสั่งของนายหญิงก็เท่ากับอกตัญ..ญะ..ญะ..ญู..
หละ...หลินซินไม่อาจเนรคุณ..นะ..นะ..นายหญิงได้เ้าค่ะ~”
เธอตอบเสียงเบา..
แต่มือกอดอกตัวเองแน่น..
สายตาหลุบต่ำ..
ผมก็พยายามจะรู้สึกผิดแทน..
แต่แบบ..
เธอไม่ได้ใส่อะไรเลยสักชิ้น!
ผมก็แค่คนธรรมดา!!
คนธรรมดาที่ตอนนี้กำลังใช้พลังทั้งหมดที่มีไปกับการไม่มอง!!!
“โอเค ๆ ตอนนี้ข้าเป็พยานให้ท่านย่าแล้วว่าเธอกตัญญูสุด ๆ ทีนี้!!
เธอก็ออกไปได้แล้ว!!”
“มะ...ไม่ได้เ้าค่ะนายน้อย…”
น้ำเสียงหลินซินเริ่มสั่น
ส่วนผมเริ่มขยับตัวหนีจนก้นติดขอบอ่าง
“หลินซินต้องอาบน้ำให้นายน้อยก่อน..
อาบ..
ดั่งสามี..ภะ..ภะ..ภะ..ภะ..ภรรยา…”
เท่านั้นแหละ!!
ผมนี่เด้งขึ้นมาอย่างกึ่งสำลักน้ำ
“สามีภรรยาอีกแล้ว! แล้วเธอรู้ไหมว่าเขาอาบกันยังไง!?”
“พะ...พอทราบเ้าค่ะ...”
เธอพึมพำหน้าขึ้นสีระเรื่อ..
“เมื่อครู่นายหญิงกำชับหลินซินมาแล้ว ว่าต้องขัดถูนายน้อยให้ทั่วทั้งตัว... ไม่เว้น...ไม่เว้นแม้แต่...
ตะ...ตรง...
นะ..นั้นของนายน้อย”
ครับ!!
สติผมตอนนั้นหายไปพร้อมเสียงหัวใจที่เต้นตึ๊กตั๊กเหมือนกำลังวิ่งหนีอสูร
ส่วนกายหยาบของผมน่ะเหรอ..
ไม่ต้องถาม..
อะไรที่สมเหตุสมผลไม่สามารถใช้อธิบายอะไรได้ในสถานการณ์นั้น
สิ่งที่ผมทำ..
คือค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าเธอราวกับว่า 'รู้แบบนี้.. เธอยังจะเข้ามาอีกหรือ'
ทว่า..
ท่ามกลางสมองพัง ๆ ของผม..
สิ่งที่สายตาของผมเห็นในตอนนั้น..
ก็คือสายตาจ้องมองกลับมาอย่างแน่วแน่ราวกับจะบอกว่า
ถ้านี่คือา..
นางก็พร้อมบุก..