บทที่ 12 กำลังทะลวงระดับ
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ฉินเทียนทำได้เพียงเดินวนเป็วงกลมเพื่อหลบหลีกการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ส่วนมู่อี่หานก็ไล่ตามหลังมาอย่างไม่ลดละ
ในขณะนี้อันเมี่ยวหลิงกำลังครุ่นคิดบางอย่าง จิติญญาของท่านอาจารย์แค่ไม่สามารถทำลายการป้องกันของมู่อี่หานได้ ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้
ดังนั้นนางจึงรีบขว้างกระบี่ปิงหลีออกไปทันที "ท่านอาจารย์ รับกระบี่!"
หลังจากฉินเทียนรับกระบี่มา กลิ่นอายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นในทันที เพราะนี่คืออาวุธจักรพรรดิขั้นสูงสุด เขาจึงพลิกตัวกลับมาแล้วฟันออกไปอย่างรุนแรงหนึ่งกระบี่
ฉัวะ!
ร่างกายของวานรศักดิ์สิทธิ์ถูกฟันจนเกิดแผลฉกรรจ์
อาวุธจักรพรรดิเมื่ออยู่ในมือของเขา ย่อมแตกต่างจากตอนที่อยู่ในมือของอันเมี่ยวหลิงอย่างสิ้นเชิง
หลังจากกระบี่นี้ มู่อี่หานเริ่มลนลาน เพราะนางจำอาวุธจักรพรรดิได้
ในอดีต ตอนที่วังเทียนหมัวรุ่งเรืองที่สุด เคยมีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิคอยคุ้มกัน แต่พวกเขากลับไม่เคยอาวุธจักรพรรดิเลย
พอไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางจึงเตรียมที่จะหลบหนี รักษาชีวิตไว้ก่อนย่อมมีโอกาสในภายหลัง
แต่ฉินเทียนจะยอมให้เป็ไปตามที่นาง้าได้อย่างไร เขาไล่ตามไปทันที
เบิกบรรพต!
กระบี่ปิงหลีเปล่งแสงเจิดจ้า กลายเป็กระบี่น้ำแข็งั์ ภายใต้การควบคุมของฉินเทียนกระบี่ั์ก็ฟาดลงมาอย่างรุนแรง
ตูม!
ร่างกายของวานรศักดิ์สิทธิ์ที่มู่อี่หานสิงสู่อยู่ถูกฟันขาดเป็สองท่อนทันที
กระบวนท่านี้คือวิชากระบี่ที่ได้รับจากการลงชื่อเข้าใช้ในครั้งก่อน หลังจากผ่านการเสริมพลังหลายครั้ง ก็บรรลุถึงขั้นที่สิบแล้ว
เมื่อจัดการมู่อี่หานได้ ร่างจิติญญาของฉินเทียนก็เริ่มเลือนราง เขารู้ว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว จึงลูบศีรษะของอันเมี่ยวหลิง จากนั้นก็ถ่ายโอนพลังิญญาที่เหลือทั้งหมดในร่างจิติญญาเข้าไปในกระบี่ปิงหลี
พร้อมกับกล่าวกับอันเมี่ยวหลิงว่า "ภายในสามชั่วยาม หากมีอันตรายสามารถกระตุ้นพลังิญญาในกระบี่ได้
หลังจากสามชั่วยาม พลังิญญาจะสลายไปเอง" สิ้นคำพูด กระบี่ปิงหลีก็กลับคืนสู่มือของอันเมี่ยวหลิงอีกครั้ง
อันเมี่ยวหลิงพึมพำว่า "มีท่านอาจารย์อยู่ด้วย ช่างดีจริง ๆ"
จากนั้นอันเมี่ยวหลิงก็ฟันทำลายค่ายกลกักขัง นำผลเทียนเฟิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกมากิน หลังจากผลศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกาย สายเืเฟิ่งหวงน้ำแข็งของนางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ความเข้มข้นของสายเืเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นกลิ่นอายของนางก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น เมื่อพุ่งสูงถึงระดับหนึ่ง นางก็เริ่มทะลวงเข้าสู่ระดับสรรค์สร้าง
อีกด้านหนึ่ง ฉินเทียนที่กำลังเดินทางอยู่ จู่ ๆ ก็ได้รับข้อความจากระบบ
ติ๊ง!
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ศิษย์ทะลวงระดับใหญ่ รางวัล เพิ่มพร์ของโฮสต์เป็ระดับแปด และเพิ่มรางวัลการลงชื่อเข้าใช้ขึ้นอีกสองส่วน]
เมี่ยวหลิงทะลวงเข้าสู่ระดับสรรค์สร้างแล้วหรือ? ช่างเป็อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาจริง ๆ มีลูกศิษย์เช่นนี้ นับเป็โชคดีของข้า!
อีกทั้งตนเองยังเพิ่มพร์เป็ระดับแปด พร์ระดับนี้สามารถเทียบเคียงกับอัจฉริยะระดับศิษย์สายตรงของประมุขยอดเขาได้เลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉินเทียนก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
หลังจากอันเมี่ยวหลิงทะลวงระดับเสร็จก็นำทางออก เพื่อเตรียมไปตามหาพวกเยี่ยนชิงซือ เพราะนางสังหรณ์ใจไม่ดี
แล้วก็เป็ไปตามคาด หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง นางก็พบเงาร่างของศิษย์นิกายมาร พวกเขากำลังไล่ล่าศิษย์ของสำนักเผิงไหลและสำนักไท่ไป๋ เื่เหล่านี้อันเมี่ยวหลิงไม่สนใจ นางสนใจเพียงแค่พวกเยี่ยนชิงซือเท่านั้น
หลังจากค้นหาอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดนางก็พบพวกเยี่ยนชิงซือ พวกเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดกับสัตว์อสูร จึงมีสภาพค่อนข้างสะบักสะบอม
อันเมี่ยวหลิงเดินเข้าไปถามด้วยความห่วงใย "พวกท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่?"
เมื่อเห็นอันเมี่ยวหลิง พวกเยี่ยนชิงซือก็เผยรอยยิ้มด้วยความดีใจ เยี่ยนชิงซือกล่าวว่า "พวกเราไม่เป็ไร ก่อนหน้านี้เห็นเ้าไล่ตามสัตว์อสูรไป จู่ ๆ เ้าก็หายตัวไปเลย"
"ใช่แล้ว พวกเราตามหาตั้งนานแต่ก็ไม่พบ" เซวียนเหลยกล่าวเสริม
อันเมี่ยวหลิงนึกถึงมู่อี่หาน และเื่ที่ศิษย์นิกายมารปรากฏตัวในดินแดนลับ จึงเกิดข้อสันนิษฐานขึ้น
หาก้ารักษาจิติญญาศักดิ์สิทธิ์ไว้ จำเป็ต้องกลืนกินิญญาของผู้อื่น ิญญาของศิษย์อัจฉริยะเช่นพวกเขา คือสิ่งที่มู่อี่หาน้ามากที่สุด และนิกายมารกับวังเทียนหมัวนี้ มีความเป็ไปได้สูงที่จะมีความเกี่ยวข้องกัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก่อนหน้านี้มีคนจงใจล่อข้าไป แล้วระหว่างทาง ข้าก็เห็นศิษย์นิกายมารกำลังไล่ล่าคนของสำนักเผิงไหลและสำนักไท่ไป๋อยู่ ดังนั้นพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเถิด"
เยี่ยนชิงซือและคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที "ศิษย์น้องอันพูดถูก พวกมันถึงกับมาที่นี่ แสดงว่าต้องเตรียมการมาอย่างดี พวกเรารีบออกไปกันเถอะ!"
จากนั้นพวกเขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังทางออก แต่เดินไปได้ไม่ไกลนัก เหลิ่งหยาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขา ทุกคนต่างสงสัยว่าเหตุใดเหลิ่งหยาซึ่งเป็ระดับกึ่งปราชญ์ถึงสามารถปรากฏตัวในดินแดนลับได้
เยี่ยนชิงซือในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ก้าวออกไปข้างหน้าและกล่าวว่า "คารวะผู้าุโเหลิ่ง ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอันใดหรือเ้าคะ?"
เหลิ่งหยาเอ่ยว่า "พวกเ้าจะออกจากดินแดนลับงั้นหรือ?"
เยี่ยนชิงซือพยักหน้า
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็คงต้องลงมือแล้ว"
ทันทีที่เหลิ่งหยาพูดจบ พวกเยี่ยนชิงซือก็ถึงกับอึ้งไป อยู่ดี ๆ บุคคลระดับกึ่งปราชญ์จะลงมือกับพวกเขาเนี่ยนะ?
อันเมี่ยวหลิงชักกระบี่ปิงหลีออกมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า "ไม่ต้องกลัว ตอนนี้ระดับของเขาเป็เพียงระดับนิพพานขั้นสามเท่านั้น"
เมื่อได้ยินคำพูดของอันเมี่ยวหลิง ทุกคนจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ดินแดนลับแห่งนี้จะขับไล่ผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือระดับนิพพาน
เหลิ่งหยาถือกระบี่พุ่งเข้าใส่ แต่หลังจากปะทะกันไม่กี่กระบวนท่า เขาก็พบว่าตัวเขาที่ถูกผนึกไว้นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย
เขาเริ่มลังเล หากเขาปลดผนึกตนเอง เขาจะถูกมิติขับไล่ออกไปอย่างช้า ๆ ซึ่งจะทำให้เขาได้รับาเ็สาหัส หรือแม้แต่ระดับพลังอาจตกลงไปถึงระดับสรรค์สร้าง
หลังจากไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ตัดสินใจปลดผนึก ขอเพียงส่งตัวอันเมี่ยวหลิงไปให้ท่านประมุขได้ ท่านประมุขจะต้องช่วยเขากู้คืนพลังกลับมาอย่างแน่นอน
จากนั้นกลิ่นอายของเหลิ่งหยาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจ ระดับพลังก็กลับคืนสู่ระดับกึ่งปราชญ์
ในเวลานี้เอง พลังแห่งมิติของดินแดนลับก็เริ่มขับไล่เขา
เหลิ่งหยารู้ว่าเวลาของตนเหลือไม่มากแล้ว จึงถือกระบี่ฟาดฟันลงไปทันที
อันเมี่ยวหลิงไม่มีความตระหนกแม้แต่น้อย นางใช้พลังิญญาที่ฉินเทียนทิ้งไว้ในกระบี่ปิงหลีเพื่อต้านทานศัตรู
เคร้ง!
หลังจากการปะทะเพียงครั้งเดียว เหลิ่งหยาก็ถูกซัดจนกระเด็นถอยหลังไป
เหลิ่งหยาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สุดท้ายเขามองไปที่กระบี่ของอันเมี่ยวหลิง
พวกเยี่ยนชิงซือยิ่งตกตะลึงจนพูดไม่ออก ระดับนิพพานซัดระดับกึ่งปราชญ์จนกระเด็น?
พวกเขายังไม่รู้ว่าอันเมี่ยวหลิงทะลวงเข้าสู่ระดับสรรค์สร้างขั้นหนึ่งแล้ว และต่อให้รู้ การที่ระดับสรรค์สร้างขั้นหนึ่งจะซัดระดับกึ่งปราชญ์จนกระเด็นได้นั้น ก็เป็เื่ที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง
ดังนั้นความในี้ พวกเขาจึงไม่มีคำพูดใดจะมาบรรยายได้เลย
"มีดีแค่นี้หรือ?" อันเมี่ยวหลิงเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงเ็า
เหลิ่งหยาไม่มีทางถอยอีกแล้ว เขาจึงกัดฟันพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
กระบี่จิตไร้รอย!
ชั่วขณะต่อมา กระบี่ปิงหลีก็พุ่งแทงเข้าใส่เหลิ่งหยาอย่างรุนแรง กระบี่นี้แฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ของนาง และยังแฝงด้วยพลังิญญาที่เหลืออยู่ของฉินเทียน อานุภาพของมันเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
ตูม!
เหลิ่งหยาที่ถูกมิติกดทับอยู่แล้ว ถูกโจมตีจนได้รับาเ็สาหัสทันที
อันเมี่ยวหลิงถีบเท้าขวา พุ่งเข้าไปอีกครั้ง กระบี่ปิงหลีพุ่งแทงใส่เหลิ่งหยาราวกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำ
น่าเสียดายที่พลังิญญาที่ฉินเทียนทิ้งไว้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว ดังนั้นอานุภาพจึงไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อน
แต่ถึงกระนั้นอาการาเ็ของเหลิ่งหยาก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ระดับพลังตกลงสู่ระดับสรรค์สร้างทันที
หลังจากระดับพลังตกลง ร่างกายของเขาก็เริ่มเลือนราง เขาเสียใจยิ่งนัก ในสภาพเช่นนี้หากถูกขับไล่ออกไป หากไม่ตายก็ต้องกลายเป็คนพิการ
สุดท้ายเขาเอ่ยคำพูดอย่างไม่ยินยอมว่า "ท่านประมุขไม่มีวันปล่อยเ้าไว้แน่"
พูดจบเขาก็ถูกมิติขับไล่ออกไปทันที
"โอ้โห! ศิษย์น้อง เ้าเอาชนะระดับกึ่งปราชญ์ได้หรือนี่?" เซวียนเหลยกล่าวด้วยความใ
"ไม่ถือว่าข้าเป็คนเอาชนะหรอกเ้าค่ะ หลัก ๆ เป็เพราะพลังิญญาที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ในกระบี่"
ท่านอาจารย์อา? เซวียนเหลยและเฉินอันอันเผยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เพราะในความทรงจำของพวกเขา ท่านอาจารย์อานอกจากหล่อแล้วก็ไม่มีดีอะไรเลย
ที่พวกเขาคิดเช่นนี้ เป็เพราะอาจารย์ของพวกเขามักจะบ่นลับหลังว่าฉินเทียนไม่มีความก้าวหน้า
แต่เยี่ยนชิงซือกลับกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสว่า "ต้องขอบคุณท่านอาจารย์อา มิเช่นนั้นครั้งนี้พวกเราคงต้องตายกันหมดแน่"
อันเมี่ยวหลิงเอ่ย "ไปเถิดเ้าค่ะ! พวกเราออกไปข้างนอกก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
หลังจากออกมา พวกเขาได้พบกับซูหลาน และเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในดินแดนลับให้ฟัง เมื่อได้ยินว่าเหลิ่งหยาลงมือกับพวกเขา ซูหลานก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
ส่วนเื่ที่ฉินเทียนทิ้งพลังิญญาไว้ในกระบี่ของอันเมี่ยวหลิงนั้น นางไม่เชื่อแน่นอน นางคิดว่าน่าจะเป็ไพ่ตายที่เจียงชิงเสวี่ยทิ้งไว้ให้มากกว่า
หลังจากนั้นซูหลานได้แจ้งสถานการณ์กับผู้าุโของสำนักไท่ไป๋ แล้วจึงพาทุกคนกลับสำนักไป