เดียวยืนกอดอกพิงวงกบประตูไม้เก่าๆ ของบ้านมองตามแผ่นหลังของพี่ชายและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาที่ค่อยๆเดินเคียงคู่กันหายลับไปในความมืด
เขาได้แต่ถอนหายใจยาว...ความเป็ห่วงมันตีรื้นขึ้นมาในอกอย่างช่วยไม่ได้
ในฐานะที่เป็น้องชายแท้ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันเขามองออก...ว่าแววตาของ “เด่น” เวลาที่มองอั๋นมันมีประกายบางอย่างที่แตกต่างออกไป
มันไม่ใช่แววตาของพี่ชายที่มองน้องชายของเพื่อน...
ยิ่งเมื่อเทียบกับเด่นคนเก่าที่เขาเคยรู้จักก่อนไปกรุงเทพฯคนที่เงียบขรึม ไม่สุงสิงกับใคร...เด่นคนใหม่นี้ดูอันตรายกว่ามากทั้งรูปร่างหน้าตา ท่าทาง และความมั่นใจที่ฉายออกมานั้น แทบจะไม่เหลือเค้าเดิมเลย
ก่อนหน้านี้เดียวมั่นใจว่าพี่ชายของเขาคงทนใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านนอกแบบนี้ไปไม่ได้นานและดูเหมือนมันก็กำลังจะเป็จริง...แต่สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เื่ของพี่ชายแต่เป็เพื่อนสนิทของเขาต่างหาก...
อั๋นที่ซื่อบื้อและเชื่อคนง่าย จะมองเกมของเด่นออกได้อย่างไรกัน...
กึก!
ร่างโปร่งของเด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าโรงรถเก่าๆที่มีหลังคาสังกะสีมุงสูงอย่างเรียบง่ายเขามองตามร่างสูงของพี่ชายเพื่อนสนิทที่เพิ่งเดินนำหน้าหายลับเข้าไปในความมืดสลัวที่อวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆและกลิ่นอับของฝุ่น
ที่นี่เป็สถานที่ที่เขาคุ้นเคยดี ปกติแล้วมันจะมีเพียงรถไถนาคันใหญ่กับรถปิคอัพคันเก่าของพ่อเดียวจอดนิ่งสงบอยู่ด้านในเขาได้แต่ยืนมองเข้าไปในความมืดนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แป๊ก!
เสียงกดสวิตช์ดังขึ้นจากข้างใน...ความมืดในโรงรถพลันถูกฉีกกระชากด้วยแสงจากหลอดไฟนีออนยาวที่กระพริบติดๆดับๆ อยู่สองสามครั้ง ก่อนจะสว่างวาบขึ้นเต็มดวง
ครืน...ครืน...บรึ้มมมม!
ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์ที่หลับใหลอยู่ก็ถูกปลุกให้ตื่นมันคำรามขึ้นมาในตอนแรกด้วยเสียงทุ้มต่ำ แต่แล้วก็ค่อยๆดังกระหึ่มขึ้นเป็จังหวะที่หนักแน่นจนพื้นดินใต้เท้าของเขาสั่นะเืไปถึงหัวใจ
จากนั้นไฟหน้ากลมโตก็สาดลำแสงทรงพลังออกมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะค่อยๆ ขับเคลื่อน “เ้าสัตว์ร้าย”ที่ทำจากเหล็กสีดำทมิฬคันหนึ่ง ออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆราวกับราชสีห์ที่กำลังจะออกล่า...
มันไม่ใช่รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านธรรมดา...แต่มันคือ
“อสูรร้ายสีดำ” ในคราบรถบิ๊กไบค์ทรงคลาสสิก!
เครื่องยนต์สี่สูบเรียงคำรามทุ้มนุ่มลึกถังน้ำมันทรงหยดน้ำโค้งมนรับกับเบาะหนังสีน้ำตาลเข้มท่อไอเสียชุบโครเมียมวาววับจับแสงไฟจนสะท้อนเป็ประกายทุกสัดส่วนของมันเปล่งประกายความทรงพลังและสง่างามราวกับงานศิลปะ
อั๋นถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างลืมตัวเขารู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะเมื่อได้ยลโฉมรถคันสวยนั้นเต็มสองตา
“โห...โคตรเท่เลยว่ะพี่!” เสียงอุทานดังขึ้นแทบจะทันที
เขารู้ดีว่าฐานะทางบ้านของอีกฝ่านก็แค่พอมีพอกินจึงอดที่จะฉงนสนเท่ห์ไม่ได้ว่าทำไมเด่นถึงได้ยานยนต์สุดเท่คันนี้ได้
ในขณะที่กำลังตกตะลึงกับภาพที่เห็น เด็กหนุ่มก็เบนสายตาไปยังร่างของคนที่นั่งคร่อมอยู่บนอานเบาะหนังนั้น
บัดนี้เด่นสวมทับเสื้อยืดตัวเดิมด้วยเสื้อยีนส์แขนยาวที่ดูทะมัดทะแมงทรงครอปเมื่อรวมกับท่าทางสบายๆ ที่แสดงออกมาขณะควบคุม “อสูรร้าย” คันงามอั๋นบอกได้คำเดียวจากใจว่า เด่นในตอนนี้คือ “ภาพจำ”ที่ถูกสลักลึกอยู่ในใจเขาราวกับไอดอลที่หลุดออกมาจากโลกภาพยนตร์
“มัวยืนทำพระแสงอะไร! รีบขึ้นรถเร็วไอ้อั๋น!”เสียงะโเรียกของเด่นดึงเขาออกจากภวังค์
“ขึ้นดีๆ นะมึง อย่าให้รถสุดรักของกูเป็รอยแม้แต่น้อยเข้าใจไหม!” ร่างสูงหันมามองด้วยรอยยิ้มที่เจือความขบขัน
“ทำไม...ตะลึงอะไรอยู่...กูหล่อบาดใจมึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
คนพี่ค่อยๆ ถอยรถหาตำแหน่งเหมาะๆ ก่อนที่อั๋นค่อยๆปีนป่ายขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายอย่างทุลักทุเล เขาไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหนดีในตอนแรกก่อนจะตัดสินใจจับชายเบาะด้านหลังตัวเองไว้แน่น
“รถพี่แม่งโคตรสวยเลยอะ...แต่เบาะหลังมันนั่งยากชะมัดเลยอ่ะพี่” เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบแต่ในใจกลับรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ที่ได้นั่งซ้อนท้ายรถสุดเท่คันนี้เป็ครั้งแรกในชีวิต
ตอนนี้เขาอดที่จะเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของตัวเองกับร่างสูงสง่าที่นั่งอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ทั้งรูปร่างหน้าตา การแต่งกายหรือแม้กระทั่งยานพาหนะ...มันช่างแตกต่างกันราวกับดาวคนละดวง
…
เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นขณะที่มอเตอร์ไซค์คันงามทะยานออกจากอาณาเขตของหมู่บ้านผ่านทุ่งนาสีเขียวมรกตและถนนลูกรังที่ขรุขระลมที่ปะทะใบหน้าแรงขึ้นจนอั๋นต้องหรี่ตาลงเขารู้สึกได้ถึงการสั่นะเืที่ส่งผ่านมาทั่วร่างและแผ่นหลังกว้างของเด่นที่เคลื่อนไหวไปตามการควบคุมรถอย่างชำนาญ
ไม่นานนักทิวทัศน์สองข้างทางก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปตึกรามบ้านช่องเริ่มผุดขึ้นหนาตาขึ้นเรื่อยๆส่งสัญญาณว่าพวกเขาได้เคลื่อนจากโลกชนบทที่คุ้นเคย เข้าสู่เขตตัวเมืองใหญ่ของจังหวัดที่อยู่ห่างออกไปเกือบสามสิบกิโลเมตร
หลังจากที่เข้ามาในตัวจังหวัดได้ไม่นานเด่นก็ขับรถไปตามตำแหน่งที่คนหลังเคยบอกไว้ เขาวนรถหาที่จอดเหมาะๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เสียงเครื่องยนต์จะเงียบลงที่ลานจอดรถด้านหน้าโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งที่ดูทันสมัยและหรูหราที่สุดในย่านนั้น
ทันทีที่สองเท้าแตะพื้นคอนกรีตของลานจอดรถอั๋นก็รีบะโลงจากรถเป็คนแรก เขายืนบิดตัวไปมา ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตบๆ นวดๆที่บั้นท้ายของตัวเองเพื่อไล่อาการเหน็บชาจากการนั่งเบาะแข็งๆและเกร็งตัวมาตลอดเส้นทาง
“โหพี่เด่น! พี่จะนอนพักที่โรงแรมนี่จริงๆเหรอ?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางเงยหน้าจนคอตั้งบ่ามองดูตัวอาคารกระจกสูงตระหง่านตรงหน้าด้วยความตะลึงมันดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกอื่น
“มันดูหรูเกินไปรึเปล่าพี่ผมรู้จักที่ที่มันถูกๆ กว่านี้นะ” อั๋นพยายามเสนอความคิดเพราะไม่อยากให้คนพี่ต้องจ่ายแพง
“โรงแรมถูกๆ ที่มึงพูดถึงน่ะ...”ร่างสูงพูดอย่างรู้ทันขณะถอดหมวกกันน็อกออกเขาใช้มือเสยผมที่เริ่มจะปรกหน้าอย่างลวกๆ แต่กลับดูเท่จนน่าหมั่นไส้
“...ก็คงหนีไม่พ้นพวกโรงแรมม่านรูดแถวสถานีขนส่งนั่นใช่ไหมล่ะ”ร่างบนเบาะหนังหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างจับผิดก่อนจะก้มลงไปจัดการล็อกคอรถมอเตอร์ไซค์
“กูไม่เอาด้วยหรอกนะไม่อยากไปนอนทับรังรักเก่าของมึง กับสาวที่มึงพาไป”
“โห่พี่! รู้ทันผมอีกแล้วอะ!”เด็กหนุ่มทำหน้าทะเล้น
“แต่ว่าพี่พูดผิดไปอย่างหนึ่งนะไม่ใช่รังรักของสาวๆ ที่ไหนหรอก แต่เป็ของพี่กะเทยสุดสวยคนนั้นต่างหากที่ผมเคยเล่าให้พี่ฟังเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไง”
“อ๋อ เหรอ...”
เด่นเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วกอดอกมอง
“กูว่าแล้วเชียวว่ามึงต้องติดใจเื่แบบนั้น”เขาพูดเสียงเรียบ แต่แล้วน้ำเสียงก็พลันเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้น
“แต่กูขอเตือนอะไรมึงไว้อย่างหนึ่งนะไอ้อั๋น...”เด่นหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่เริ่มจะทำหน้าไม่ถูก
“...อย่าไปเที่ยวเรียกเขาว่า ‘พี่กะเทย’ ต่อหน้าเขาล่ะถ้ามึงจะให้เกียรติเขาจริงๆ มึงก็ควรจะเรียกเขาว่า ‘พี่สาว’ หรือไม่ก็เรียกชื่อเล่นของเขาไปตรงๆจะดีกว่า เข้าใจที่กูพูดไหม? ถ้ามึงเผลอหลุดปากพูดจาไม่ให้เกียรติเขาแล้วโดนตบคว่ำขึ้นมากูไม่เข้าไปช่วยมึงนะเว้ย”
ร่างสูงในเสื้อยีนพูดจบก็จ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆเป็เชิงย้ำเตือนก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรมที่เปิดไฟสว่างไสวทันที
อั๋นรีบวิ่งตามเข้าไปอย่างงงๆ
“เอ้า! ทำไมล่ะครับพี่ก็ในเมื่อพี่คนนั้นเขาเป็กะเทยจริงๆนี่นา...” เขายังไม่ลดละกับข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ
“มึงหยุดเลยไอ้อั๋น!”คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันมาทำเสียงดุใส่ทันที
“ทำตามที่กูบอกก็พอ ไม่ต้องถามมาก”
เด็กหนุ่มที่วิ่งตามรีบหุบปากเงียบกริบตามคำสั่งทันทีแล้วเปลี่ยนไปสำรวจตัวอาคารที่ดูสวยหรูผิดตา
อากาศที่เย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมสะอาดอันเป็เอกลักษณ์ของโรงแรมหรูปะทะเข้ากับผิวกายจนเขาสะดุ้งเล็กน้อยอั๋นเริ่มมองไปรอบๆ ตัวด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจ
ล็อบบี้แห่งนี้มันใหญ่โตโอ่โถงกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ทั้งพื้นที่ปูด้วยหินอ่อนขัดมันวาววับจนสะท้อนเงาของโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่บนเพดานทั้งโซฟาหนังสุดหรูที่วางไว้ตามมุมของตัวอาคารราวกับฉากหนึ่งในหนังหลังข่าว เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างแท้จริง
“สวัสดีครับไม่ทราบว่าคืนนี้พอจะมีห้องพักว่างไหมครับ”ร่างสูงเดินตรงเข้าไปเอ่ยถามพนักงานต้อนรับสาวสวยในชุดยูนิฟอร์มเรียบหรู ที่ยืนยิ้มหวานรอให้บริการอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้อย่างคล่องแคล่ว
“สวัสดีค่ะ”พนักงานต้อนรับคนสวยตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างมืออาชีพแต่ทว่าสายตาของเธอที่มองมายังร่างของชายตรงหน้าดูเปล่งประกายผิดปกติ
“มีห้องพักว่างอยู่ค่ะแต่ว่าตอนนี้จะเหลือแต่ห้องที่เป็เตียงเดี่ยวขนาดคิงไซส์นะคะพอดีว่าวันนี้เป็คืนวันศุกร์ ห้องพักประเภทเตียงคู่ของเราเลยจะค่อนข้างเต็มเร็ว…”
ร่างโปร่งที่ยืนฟังอยู่ข้างๆถึงกับตาโตขึ้นเล็กน้อย
‘เตียงเดี่ยว?’ เขากำลังสับสนพร้อมนึกภาพในหัวตาม
‘เตียงเดี่ยว...แต่ขนาดคิงไซส์? หมายความว่าเตียงใหญ่เตียงเดียวที่มีสองเตียงตั้งคู่กันงั้นเหรอ?’
“อ่อ ครับๆ ไม่มีปัญหาครับ”เด่นตอบกลับไปอย่างรวดเร็วและไม่ลังเลแม้แต่น้อยราวกับว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรเลย
“เตียงเดี่ยวก็ได้ครับ”เขาพูดพลางหยิบกระเป๋าสตางค์กับบัตรประชาชนของตัวเองออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ยื่นส่งให้พนักงานสาวไปอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด
อั๋นได้แต่ยืนอ้าปากค้างสมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ตัดสินใจรวดเร็วขนาดนั้นโดยไม่ถามความเห็นของเขาสักคำ
เขากำลังจะอ้าปากทักท้วงแต่เมื่อเห็นสายตาเรียบนิ่งของเด่นที่เหลือบมามองก็ทำให้เขาต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปในคอ
หลังจากที่เด่นจัดการเื่เอกสารและจ่ายเงินค่าห้องพักเรียบร้อยแล้วไม่นานนักคนทั้งสองก็พากันเดินตามพนักงานชายอีกคนขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักของพวกเขาที่อยู่บนชั้นเจ็ดของโรงแรม
บรรยากาศภายในลิฟต์ที่ปิดสนิทนั้นเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองและเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ
อั๋นยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้ามองหน้าเด่นตรงๆ ได้แต่จ้องมองตัวเลขสีแดงที่ค่อยๆเปลี่ยนไปบนแผงหน้าปัด...ในหัวของเขามีแต่คำว่า ‘เตียงใหญ่เตียงเดียว’วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา