เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วทหารได้ต้อนให้คนในขบวนเดินทางต่อ ตอนนั้นบิดาของหลินซือเยว่ไปปลดทุกข์อยู่รถม้าของนางจึงรั้งอยู่เป็กลุ่มสุดท้ายผ่านไปราวสองเค่อคนตระกูลหยางก็ร่นมาอยู่ตรงหน้าของพวกนางเพราะมีพวกเขานั่งขวางหน้า รถม้าของบ้านรองจึงต้องหยุดตามไปด้วย
“พี่ชายฮูหยินของพวกข้าไม่ไหวแล้วท่านโปรดหยุดพักก่อนเถอะ” นายทหารผู้หนึ่งเอ่ยขอร้องกับทหารที่คุ้มกันขบวน
“ได้อย่างไร หากหยุดพักวันนี้พวกเราไปไม่ถึงที่หมายแน่ พวกเ้าอยากตายอยู่กลางหิมะนี่หรืออย่างไร”
“เช่นนั้นหยุดพักสักครู่ได้หรือไม่”บุรุษผู้นี้คืออดีตแม่ทัพหยางห่าวอู๋ และผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนของเขานั้นคือจูฮุ่ยชิวภรรยาเอกของเขา
“ไม่ได้ !รีบลุกขึ้นเร็วเข้า”
“เ้านี่มัน !”
“ห่าวหรานอย่าก่อเื่ !”
หยางห่าวหรานชะงักหลังได้ยินเสียงบิดากำหมัดเข้าหากันแน่นกัดฟันเสียงดังกรอด หลังสงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงได้เอ่ยออกไป“พี่ชายท่านนี้มารดาของข้าป่วยหนัก ได้โปรดช่วยเหลือด้วยเถอะ”
ขอร้องอย่างไรถึงเหมือนออกคำสั่งก็ไม่ปานหลินซือเยว่นับนิ้วดูดินฟ้าอากาศ หากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปเกรงว่าจะไปไม่ถึงที่พัก เช่นนั้นคงลำบากยิ่งไปกว่านี้
“ป้าเผิงไปพานางมาขึ้นรถม้าของเราเอ่ยกับพวกเขาอย่างสุภาพด้วยล่ะ”
“เ้าค่ะคุณหนู”
เผิงฉือรีบเดินเข้าหาคนตระกูลหยาง
“นายท่านทั้งหลายคุณหนูของข้าบอกว่าให้ฮูหยินท่านนี้ ไปขึ้นรถม้าของนางได้เ้าค่ะ”
คนตระกูลหยางราวยี่สิบกว่าชีวิตหันไปทางรถม้ากันหมดหลินเต๋อกับหลินอ้ายที่ยืนอยู่ข้างรถม้าถึงกับสะดุ้งใต่างไปจากหลินซือเยว่ที่น้อมศีรษะลงให้พวกเขาเล็กน้อย
“เช่นนี้ก็ดีเลย ไป ๆ รีบพาไป”ทหารนายนั้นรีบเร่งเร้าให้เผิงฉือพาคนเจ็บไป ปัญหานี้จะได้หมดสิ้นไปเสียทีคนพวกนี้ต่างเป็ทหารมาก่อน หากคลุ้มคลั่งขึ้นเกรงว่าเขาจะรับมือไม่ไหว
“ฮูหยินมากับข้านะเ้าคะ”เผิงฉือเห็นว่าสามีของนางมีโซ่ตรวนอยู่คงอุ้มนางไม่ไหวจึงได้พยุงไปขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง “ไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ข้าจะดูแลนางอย่างดี”
“ฝากขอบคุณคุณหนูของเ้าด้วย”หยางห่าวอู๋กำชับตามหลังไป “ดูแลท่านแม่ของข้าให้ดี ๆ ด้วยล่ะ”คำพูดประโยคถัดมาช่างเบาหวิว ดั่งเอ่ยอยู่ในใจก็ไม่ปาน
หลินซือเยว่เข้ามาช่วยพยุงจูฮูหยินแล้วบอกให้น้องสาวของนางลงมาอยู่ด้านล่าง “ฮูหยินท่านนี้ป่วยหนักน้องสามเ้าเสียสละที่นั่งได้หรือไม่”
“ได้ ๆ”หลินซูฮวารีบะโลงจากรถม้าในทันที
“เด็กดีสอนได้”หลินซือเยว่เอ็นดูนางอยู่ไม่น้อย หลังได้เดินทางร่วมกันมานางถึงรู้ว่าเด็กคนนี้จิตใจดีงามอยู่ไม่น้อย แม้ยากลำบากเพียงใดนางก็ไม่ปริปากบ่นออกมาสักคำ
“ท่านแม่ท่านลงมาก่อนได้หรือไม่”
“ได้สิ”เถียนฮูหยินรีบลงจากรถม้าตามหลังบุตรสาวคนเล็กไป
หลินซือเยว่ปีนขึ้นไปนั่งแทนที่สั่งให้หลินอ้ายจูงรถม้าตามขบวนต่อไปได้ สามพ่อแม่ลูกตระกูลหลินย่อมไม่เข้าใจในการกระทำของนาง พวกเขาคอยแต่จะมองเข้าไปในรถม้าอยู่บ่อยครั้ง
เผิงฉือเห็นท่าทางสงสัยของพวกเขาจึงรีบเอ่ยให้คลายข้อกังขา “คุณหนูมีความรู้เื่การรักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ เ้าค่ะ”แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริง คุณหนูของนางเชี่ยวชาญเลยทีเดียวล่ะ
สามพ่อแม่ลูกหันไปมองหน้ากันเล็กน้อยพยายามพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจทั้งที่ไม่รู้ว่าหลินซือเยว่ไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากไหน“นางคงเรียนมาจากอารามไท่ผิงกวนนั่นแหละ” เป็เถียนฮูหยินที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ
หยางห่าวอู๋เห็นสีหน้าของบุตรชายเป็กังวลจึงเอ่ยปลอบเขา “แม่ของเ้าไม่เป็ไรหรอก หากข้าเดาไม่ผิดคุณหนูผู้นั้นให้มารดากับน้องสาวของนางลงมาเดิน แล้วให้แม่ของเ้าขึ้นไปอยู่บนรถม้านางย่อมมองออกว่าอาการของแม่เ้าหนัก”
“แต่ท่านแม่อยู่บนรถม้าข้าไม่อาจวางใจ”
“ไม่มีอันใดหรอกรถม้าคันนั้นมีของเต็มคันรถไม่แน่อาจจะมียารักษาอยู่ด้วย”
“แม้มียารักษาพวกเขาจะยอมมอบให้คนไม่รู้จักกันหรือขอรับ”
“ดูเ้าสิ หวาดระแวงกระทั่งผู้มีพระคุณ”
ภายในรถม้าหลินซือเยว่ป้อนยาเม็ดลดไข้พร้อมกับทำแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่จูฮูหยินจากนั้นก็รื้อหาเสื้อกันหนาวมาสวมให้แก่นาง เสร็จแล้วจึงะโลงจากรถม้าและให้มารดาของตนขึ้นไปนั่งแทน
“ท่านแม่นางกินยาลดไข้แล้วท่านแค่คอยดูว่านางตัวร้อนหรือไม่ หากนางหนาวสั่นไข้ไม่ลดรีบบอกข้านะ”
“ได้ ๆ” เถียนฮูหยินไม่ใช่คนใจดำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเจ็บป่วยหนัก นางจึงยอมช่วยเหลืออย่างเต็มใจ
หลินซือเยว่มองเห็นบุรุษผู้หนึ่งน่าจะเป็บุตรชายของฮูหยินบนรถม้า หน้าตาของเขาแม้จะผ่านการถูกทำร้ายมาาแเกรอะกรังด้วยเื แต่ก็ยังมองออกว่ามีใบหน้าหล่อเหลาอยู่ไม่น้อยเขามองมาที่รถม้าอยู่ตลอดเวลา นางจึงกำชับหลินอ้ายประโยคหนึ่งจากนั้นหลินอ้ายก็วิ่งเข้าไปหาหยางห่าวอู๋
“คุณหนูให้มาบอกว่าฮูหยินของท่านได้รับยาลดไข้ ตอนนี้นอนพักผ่อนอยู่บนรถม้ามีท่านแม่ของคุณหนูคอยดูแลอยู่ พวกท่านอย่าได้กังวลไปขอรับ”
“คุณหนูของเ้าเป็คนตระกูลใดรึ”หยางห่าวอู๋นึกว่ารู้จักคนบ้านนี้เข้าแล้ว
“คุณหนูรองของนายท่านรองตระกูลหลินขอรับ”หลินอ้ายรู้ว่าไม่ควรเอ่ยนามจริงของหลินซือเยว่ เขาจึงรีบวิ่งกลับไปจูงม้าต่อ
หยางห่าวอู๋ย่อมรู้ว่าตระกูลหลินถูกเนรเทศไปชายแดนในขบวนแต่เขาไม่รู้ว่าคุณหนูหลินผู้นี้เป็คนบ้านใหญ่หรือบ้านรองครั้นได้รู้ก็คลายข้อสงสัยลงไป
“เ้าเอาแต่มองไปทางรถม้า นางจึงรำคาญ”หยางห่าวหรานพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ
“จดจำบุญคุณนางไว้บ่าวสองคนนั้นต่างพูดเป็เสียงเดียวกัน คุณหนูไม่ใช่นายท่านรอง”
มุมปากของหยางห่าวหรานยกขึ้นเบา ๆมีบ้านไหนที่ลูกสาวอยู่เหนือบิดามารดาบ้าง นี่มันช่างน่าแปลกใจจริง ๆ
ขบวนใหญ่มาถึงจุดพักก่อนเป็วัดร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีทหารมาตั้งซุ้มอาหารรออยู่ก่อนหน้าแล้วคนตระกูลหยางกับรถม้าของบ้านรองมาถึงช้าไปราวหนึ่งเค่อเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงไม่มีใครถามไถ่อันใดกันต่างคนต่างจับจองที่หลับนอนในคืนนี้ และรอคอยการแจกอาหารให้อุ่นท้อง
พ่อบ้านหม่าได้รับรายงานเื่หลินซือเยว่ช่วยเหลือคนตระกูลหยางเขาจึงรีบนำเื่นี้ไปรายงานแก่หลินเฉินและฮูหยินเฒ่าหวางฮูหยินแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาในทันที
“นางเด็กปัญญาอ่อนนั่นรู้จักแต่แบ่งปันคนนอก ไม่เห็นหัวคนตระกูลหลินอยู่ในสายตาเลยหากนางมียารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ควรเก็บเอาไว้ในพวกเราสิ นำไปให้คนอื่นเปล่า ๆได้อย่างไร ช่างไม่รู้ความเสียจริง”
“ฮูหยิน นางแค่ให้คนเจ็บขึ้นพักบนรถม้าเื่ยารักษาโรคอะไรนั่น ยังไม่รู้แน่ชัด” หลินเฉินรู้ว่าภรรยาของตนคนนี้เดิมทีไม่ได้มีนิสัยเห็นแก่ตัวมากนัก ครั้นตระกูลหลินล้มลงนิสัยของนางกลับเปลี่ยนไปจากเดิมเป็อย่างมากหรือแท้จริงแล้วนี่คือนิสัยที่แท้จริงของนางก็ไม่รู้
“สะใภ้ใหญ่พูดถูกแล้วล่ะหากนางมียารักษาโรคก็ควรนำมามอบให้แม่เฒ่าอย่างข้าสิ นี่กลับเอาไปให้คนอื่น เฮอะช่างไม่รู้ความจริง ๆ” หลังต้องเจอกับความลำบาก ทั้งอากาศหนาวเหน็บฮูหยินเฒ่ารู้สึกไม่พอใจหลานสาวคนนี้อยู่เหมือนกัน
“พ่อบ้านหม่าลองไปถามเยว่เอ๋อร์ดูหน่อยนางมียารักษาโรคอยู่หรือไม่ หากมีก็ให้นำมอบให้ท่านย่าของนางด้วย”หลินเฉินไม่มีทางเลือกอื่น เขาจำต้องกตัญญูต่อมารดา
พ่อบ้านหม่ารีบนำคำพูดนี้ไปบอกต่อหลินซือเยว่
“ท่านย่าป่วยรึ”
“ไม่ใช่ขอรับ”
“เช่นนั้น้ายาไปทำไม”
“เอ่อ คือ”
หลินซือเยว่แค่นขำเบา ๆ“เอาไว้มีใครป่วยค่อยมาขอแล้วกัน”
“นี่ท่าน !” พ่อบ้านหม่าเห็นนางไม่ใส่ใจมองตนด้วยซ้ำ จึงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินทางไป
หลินเต๋อกับเถียนฮูหยินได้ยินทุกคำพูดที่ทั้งคู่สนทนากันต่างรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จักบุตรสาวคนนี้แม้แต่น้อยนางเหมือนน้ำนิ่งหยั่งลึกมองไม่เห็นก้นบ่อ ดวงตาแข็งกร้าวไม่รู้สึกกลัวผู้ใดแม้อยู่ในขบวนเนรเทศการเดินทางยากลำบาก ใบหน้าของนางก็ยังเมินเฉยดังเดิม ดั่งสรรพสิ่งไม่มีคุณค่าในสายตาของนาง
“เยว่เอ๋อร์”
“ยานั่นเป็ของข้าข้าจะมอบให้ใครมันเป็เื่ของข้า”
หลินเต๋อ “?!”
ข้ายังเป็บิดาเ้าอยู่หรือไม่
“พี่รองท่านช่างกล้าหาญนัก”หลินซูฮวาไม่คิดว่าพี่สาวของตน จะกล้าต่อกรกับคนบ้านใหญ่แม้กระทั่งท่านย่าผู้น่ากลัวคนนั้นได้
“ซูฮวาเ้านี่นะ”เถียนฮูหยินขึงตาปรามบุตรสาวคนเล็ก ก่อนหันไปมองบุตรสาวคนรองพร้อมพรูลมหายใจออกมา“เ้าก็อย่าแข็งกร้าวนักเลยเยว่เอ๋อร์ ท่านย่าเ้าคิดว่าเ้าเป็คนตระกูลหลิน”
“เช่นนั้นของของข้าจึงเป็ของคนตระกูลหลินด้วยหรือ”
“เอ่อ”
“เหตุใดของของคนตระกูลหลินที่อยู่บนรถม้าสองคันนั้นถึงไม่เป็ของข้าหรือของท่านพ่อกับท่านแม่ และน้องสามบ้างเล่า”เอ่ยจบนางก็เดินไปนั่งลงบนพื้นหนังสัตว์ที่เผิงฉือนำมาปูให้
บนรถม้านางมอบให้บิดามารดาและน้องสาวได้นอนเมื่อนำผ้าห่มออกมาใช้พื้นที่บนรถม้าจึงสามารถนอนเหยียดขาได้สามคนพอดีส่วนตัวนางมาหลับนอนอยู่ด้านนอกแทน เพราะความอึดอัดใจต่อคนตระกูลหลินหลินซือเยว่จึงยอมอยู่รั้งท้ายขบวน
ฮูหยินเฒ่าได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านหม่ารายงานนางถึงกับเข่นเขี้ยวด้วยความโกรธเกลียดขึ้นมา“นังเด็กอกตัญญูช่างกล้ามาแช่งแม่เฒ่าอย่างข้าได้เ้าใหญ่เ้าต้องไปสั่งสอนนางให้รู้สำนึก”
“ท่านแม่เกรงว่าจะไม่เหมาะพวกเรากำลังอยู่ใน่เนรเทศไปชายแดน ระหว่างทางอย่าได้ก่อเื่ขึ้นเลยเอาไว้ถึงชายแดนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ”
หลินเฉินมองไปยังครอบครัวของน้องชายที่พักอยู่ไกลๆ มีบ่าวไพร่กับคนตระกูลหยางกั้นกลางนึกไม่ถึงว่าหลินซือเยว่จะกล้าเอ่ยคำพูดไร้ศีลธรรมออกมาเช่นนั้นหากอยู่ในจวนตระกูลหลิน เขาคงสั่งคนโบยนางจนลุกไม่ขึ้นแล้วแต่นี่ยังจะมีอำนาจใดเหลืออยู่ รอบข้างเต็มไปด้วยทหารคอยคุ้มกันจะมีใครยอมให้เขาสั่งสอนหลานสาวยามนี้ได้ เกรงแต่จะถูกสั่งสอนเสียเองล่ะไม่ว่า