“์ไร้ตา!
โลกไร้ความยุติธรรม! เหตุใดจึงมีแต่ข้าที่พ่ายแพ้ มีแต่ข้าที่ต้องเ็ป!”
เจาหวาทะลวงจินตัน รวบรวมพลังิญญาไว้ในกระจกห้วงมิติที่เป็สมบัติเซียนได้สำเร็จ ด้วยทิฐิมานะจากการบำเพ็ญเซียนตลอดมานี้ทำให้เขาหลงลืมไปว่า แม้ว่าตนเองจะก้าวเข้าเส้นทางแห่งเซียน แต่ใช่ว่าจะสามารถอยู่เหนือกฎ์ เขาอดทนอดกลั้นมานานเกินไป ความอยุติธรรมที่ต้องเผชิญนับแต่เยาว์ได้สุมเพลิงแค้นในใจให้ลุกโชน
เรือนร่างปราดเปรียวย่างเท้าเข้าคุกเซียนอันเป็ที่คุมขังผู้กระทำความผิดของสำนักเทียนลิ่ง ด้านในมีคนผู้หนึ่งทรุดกายนั่งอยู่ที่พื้น สายตาสองคู่ประสานกัน หนึ่งเคียดแค้น หนึ่งจนใจ
เขารอวันนี้มานานเกินพอแล้ว
เมื่อมีพลังบำเพ็ญเพียรที่ทัดเทียมและยิ่งในมือมีสมบัติเซียนที่เอ่อล้นไปด้วยพลังิญญาที่เก็บกักมา นึกในใจว่า ในที่สุดตนเองจะได้แก้แค้นเสียที
“เจาหรง! ตายซะเถอะ!”
ฝ่ามือทั้งสองยกขึ้น รวบรวมพลังปราณซัดเข้าร่างคู่แค้นที่อยู่ในคุกเซียนหมายมาดจะเอาชีวิต แต่กลับไม่มีผลทำลายล้างใดๆ ข่ายอาคมคุ้มกายใต้เท้าอีกฝ่ายสว่างวูบวาบตามจังหวะการโจมตีทำให้เขาตระหนักถึงปัญหา
ก่อนหน้านี้เจาหวา่ชิงเศษเสี้ยวิญญาของคนตรงหน้า ทำให้ตนเองสามารถควบคุมกระจกห้วงมิติที่เป็สมบัติเซียนของเซียวเจาหรง เดิมคิดว่าพลังของสมบัติเซียนรวมกับพลังตบะของตนเองเพียงพอใช้สังหารคนแล้ว ไม่คิดว่า โจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าไม่อาจทำอะไรคนผู้นี้ได้เลย
ยิ่งเห็นแววตาที่มองมาฉายแววสงสารปนสมเพช ยิ่งทำให้เขาไม่อาจทานทน สุดท้ายสูญสิ้นสติ กลายเป็คลุ้มคลั่งขึ้นมา พลังโจมตียิ่งมายิ่งรุนแรง เขาสติสัมปชัญญะเริ่มถดถอย
ระหว่างนั้นทั้งคู่ไม่มีใครสังเกตเห็นข่ายอาคมอีกวงที่เริ่มแผลงฤทธิ์
พลังิญญาของเจาหวาค่อยๆ ถูกดูดกลืนเข้าสู่วงเวทที่ถูกผนึกไว้ในร่างกาย จุดตันเถียนว่างเปล่า พลังชีวิตเหือดแห้ง ความเ็ปแผ่ซ่านจนเจาหวาไม่อาจหยัดกายยืนได้อีก
“อ๊า!!!”
เสียงร้องเ็ปของเจาหวาดังขึ้นกึกก้องไปทั่วคุกเซียนทำให้เซียวเจาหรงขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครสังเกตว่าภายนอกกำลังเกิดเค้าลางของทัณฑ์อัสนี
อาคมในร่างของเจาหวาคืออาคมพลีชีพ เป็อาคมที่่ชิงพลังิญญาและพลังชีวิตของคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง ต่อให้ตายไปเจาหวาก็ไม่คิดไม่ฝันว่า ตนเองจงรักภักดีกับอาจารย์ผู้มีพระคุณถึงเพียงนี้ สุดท้ายกลับถูกอีกฝ่ายเห็นเป็หมากสังเวยแต่แรก
ตอนเข้าสำนัก อาจารย์ผู้มีพระคุณลงผนึกอาคมไว้ บอกว่าเป็อาคมคุ้มกาย เขาดันเชื่อสนิทใจ
สุดท้ายเพิ่งมารู้ความจริงตอนที่ข่ายอาคมนี้สำแดงเดช
เจาหวาหมดเรี่ยวแรงทั้งกายทั้งใจ เปลือกตาหนักอึ้งปิดลง ทอดถอนใจต่อโชคชะตา ผ่อนลมหายใจสุดท้ายแล้วสิ้นสติไป
หยดน้ำที่หางตารินไหลออกมาปะปนกับโลหิตย้อมอาภรณ์สีขาวพระจันทร์กลายเป็สีชมพู
เหตุใดมีเพียงข้าผู้เดียว... ที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจวบจนวันตาย...
ชั่วขณะนั้น
บริเวณต้นคอด้านหลังพลันปรากฏอักขระโลหิตขดตัวรูปอสรพิษ แสงสีแดงส่องสว่างรำไร บุรุษผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สี ขาวเงินปรากฏกายขึ้นเหนือร่างกายที่กำลังหมดลมหายใจ แม้จะมีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ แต่หากััได้ถึงพลังิญญาย่อมรู้ว่านี่เป็ภูตตนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็ภูตที่ก้ำกึ่งระหว่างเทพและปีศาจ
รัศมีส่องสว่างอบอุ่นดุจสุริยัน ทว่าใบหน้าเย็นะเื สายตาไม่แยแสต่อสรรพสิ่ง
ภูตตนนั้นเหลือบสายตามองเซียวเจาหรงที่อยู่ในคุกด้วยสายตาลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระทืบเท้าสะบัดแขนเสื้อ ฉับพลันกรงขังที่หลอมขึ้นจากวัตถุเซียนพลันสลายหายไป ในขณะเดียวกันใต้ฝ่าเท้าพลันปรากฏเขตอาคมเคลื่อนย้าย ในอึดใจถัดมาก็โอบอุ้มเจาหวาหายตัวไป ทว่าชั่วพริบตาก่อนหน้ากลับปลดกระบี่ประจำกายโยนทิ้งไว้
เสียงตกกระทบพื้นดังเคร้งของกระบี่เล่มหนึ่ง ทำให้คนที่เหลืออยู่ยกริมฝีปากยิ้มด้วยความอ่อนใจ
เซียวเจาหรงผ่อนลมหายใจ เหยียดกายลุกขึ้นเดินไปหยิบกระบี่ที่ถูกทิ้งไว้เล่มนั้นแล้วเดินออกจากคุกเซียน ทิ้งบุญคุณความแค้นทั้งหมดทุกชาติที่พวกเขามีร่วมกันไว้เื้ั
นับจากนี้ ไม่มีใครติดค้างใคร
อาคมเคลื่อนย้าย
ส่งทั้งสองคนหวนคืนตำหนักที่อยู่ในแดนมาร
ภูตเจียวนามสุ่ยอีอุ้มร่างไร้ลมหายใจของเจาหวาวางไว้บนเตียงในเรือนหลัก เรือนแห่งนี้ย่อมเป็สถานที่ที่เคยคุมขังเจาหวาไว้ และเป็ที่ที่พวกเขาเคยร่วมกันเสพสังวาส
สุ่ยอีจ้องมองร่างบางที่แน่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนแปลงกายกลับเป็เจียวสีเงินตัวหนึ่ง กรงเล็บกอบกุมเกล็ดเงินตรงตำแหน่งหัวใจ พลังปราณถูกรวบรวมไว้ที่กรงเล็บ ทันใดนั้นเกล็ดสีเงินหนึ่งเกล็ดก็หลุดออก จากนั้นปลายกรงเล็บยาวๆ ก็ล้วงเข้าไปจิกทึ้งก้อนเนื้อข้างใต้ โลหิตเข้มข้นหนึ่งหยดไหลลงตกลงสู่กึ่งกลางเกล็ดหัวใจ
เกล็ดสีเงินบริสุทธิ์และโลหิต้าพลันหลอมรวมกันแล้วทอประกาย สีเงิน ล่องลอยออกไปหยุดอยู่เหนือจุดตันเถียนของเจาหวา
หัวใจดวงนี้หยุดเต้นแล้ว เมื่อร่างมนุษย์หมดลมหายใจอวัยวะทั้งหมดหยุดทำงาน ิญญาไม่อาจคงอยู่ในร่างย่อมต้องถูกขับออก
ดังคำกล่าว “สรรพสิ่งล้วนไม่จีรัง”
นี่จึงเป็สาเหตุที่ผู้คนมากมายแสวงหาวิถีบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะเป็มนุษย์ ภูตผี ปีศาจ ย่อมมีอายุขัยของตนเอง
ร่างกายสูญสลาย ิญญาคงอยู่
ทันทีที่จุดแสงเล็กๆ บินออกจากร่าง เกล็ดชิ้นนั้นก็ส่องสว่างดักจับมันเอาไว้ ดวงตาอสรพิษพลันปรากฏคลื่นอารมณ์เบาบาง มันอ้าปากคายเน่ยตันวางไว้บนเกล็ดที่กำลังส่องประกาย
ภูตเจียวแม้จะยังไม่ใช่ั แต่ถือเป็สัตว์อสูรชั้นสูงที่เหลือเพียงอีกก้าวเดียวก็สามารถขึ้นเป็สัตว์เทพ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็เศษเสี้ยวชิ้นส่วนใดของร่างกายจึงนับเป็ของวิเศษในโลกเซียน
ฉับพลันที่เน่ยตันและเกล็ดเงินกระทบกัน พลังปราณก็แผ่ขยายออกมาจากเน่ยตันหลอมละลายเกล็ดเจียวและร่างของเจาหวาให้กลายเป็หิมะปลิวว่อนในอากาศ เกล็ดหิมะรูปร่างกระจัดกระจายวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขาก่อนจะค่อยๆ ก่อตัวทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็บุปผาสีเงินส่องประกายบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับแสงจากสรวง์
ทว่า แสงสีขาวส่องสว่างจ้าอยู่เพียงครู่เดียวก็หม่นหมองคล้ายกับถูกเงามืดค่อยๆ กลืนกิน
ภูตเจียวส่งพลังปราณเข้าไปในบุปผา ก่อนจะกลืนเน่ยตันที่พลังหายไปครึ่งหนึ่งของตนเองกลับคืนแล้วเลื้อยไปขดตัวล้อมบุปผาไว้ตรงกลาง ท่าทางดุร้ายราวกับจงอางหวงไข่ ระหว่างนั้นก็ถ่ายทอดปราณหยางให้กลายเป็พลังให้บุปผางามยืนหยัดต่อสู้กับปราณมาร ประกายแสงสีเงินเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดหม่นคล้ายกับท้องฟ้าสลับสับเปลี่ยนกลางวันกลางคืนในชั่วพริบตา
ไม่กี่อึดใจถัดมา แสงสีขาวดับวูบ ใจกลางปรากฏครรภ์ทิพย์ กลีบบุปผาสีขาวเงินพลันมีแสงเจ็ดสีเรืองรองแล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าใปในแต่ละกลีบราวกับดอกไม้บริสุทธิ์ถูกิญญาที่มีตราบาปเข้ายึดครอง
สวยงาม เต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลส
ชาตินี้เจาหวาเสแสร้งเป็ผู้บำเพ็ญตนที่สำเร็จมรรคามีจิตใจเมตตาต่อสรรพสิ่ง แต่ความจริงแล้วเขาทนเห็นผู้อื่นมีตบะเหนือตนเองไม่ได้ จึงกระทำตามอำเภอใจดูดกลืนิญญาของผู้บริสุทธิ์มาเป็พลังตนเอง ์ไม่อาจยอมรับการคงอยู่ของเขาได้
เดิมปราณหยินในร่างกายก็ดึงดูดสิ่งชั่วร้ายได้ง่ายอยู่แล้ว จิติญญายังแปดเปื้อน ต่อให้เขาไม่ถูกอาจารย์หักหลังอย่างไรก็ไม่อาจขึ้น์เป็เซียนอยู่ดี
ทำร้ายผู้คนบริสุทธิ์ก่อเวรก่อกรรม ช้าเร็วต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรก หากบำเพ็ญเพียรต่อไปรังแต่จะเป็การทำร้ายตัวเอง ก่อนหน้าที่เขาสามารถสำเร็จขั้นจินตันได้ เพราะระหว่างการเสพสังวาสกับสุ่ยอีปราณมารในร่างกายถูกปราณหยางบริสุทธิ์ของภูตเจียวดูดซับออกไป ต่อให้สุ่ยอีช่วยเขาต่อจนถึงขั้นฮว่าเฉิง อย่างไร์ก็ไม่มีทางยอมให้คนที่เปลี่ยนชะตาชีวิตผู้อื่นโดยพลการกลายเป็เซียนสำเร็จ ด่านเคราะห์ของเขาจะต้องเผชิญทัณฑ์อัสนีพิฆาตเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสายซึ่งเป็ทัณฑ์ที่ร้ายกาจที่สุดแน่
หากจะเดินทางสายนี้ต่อได้แต่ชดใช้เวรกรรมที่เคยก่อไว้ให้หมดสิ้น มิเช่นนั้นคงได้แต่ร่วงหล่นกลายเป็มารที่ไม่อาจเห็นเดือนเห็นตะวัน
สุ่ยอีจ้องมองอยู่เนิ่นนานก่อนจะขดตัวเป็วงกลมล้อมบุปผาไว้ตรงกลาง เมื่อแน่ใจว่าไม่ผู้ใดสามารถเข้ามาทำอันตรายได้ อสรพิษสีเงินก็หลับตาลง ร่างกายแน่นิ่งไปพร้อมกับความร้อนในลำตัวที่ค่อยๆ ลดลง
ราวกับงูที่กำลังเข้า่จำศีล
—————
‘ที่นี่คือ...’
เสียงในใจของเจาหวาดังขึ้นขณะที่ล่องลอยอยู่ในห้วงมิติอันเวิ้งว้าง ิญญาหลุดออกจากร่างไม่ได้หวนคืนสู่ยมโลกอย่างที่ควรเป็ นี่ถือเป็เื่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง
ทว่า สำหรับเจาหวาผู้ที่เคยใช้กระจกห้วงมิติข้ามชาติข้ามภพเพื่อ่ชิงพลังิญญาของผู้อื่นมาหลายต่อหลายครั้งแล้วไม่นับว่าเป็เื่แปลกแต่อย่างใด หลายครั้งที่เขาใช้พลังของกระจกห้วงมิติแล้วเกิดความผิดพลาดก็จะตกอยู่ใน ห้วงมิติเวลาเช่นนี้ เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่อาจเป็ผู้กำหนดโชคชะตา
เมื่อเหตุการณ์ไม่ใช่ตนเองเป็ผู้ทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นเขาย่อมไม่อาจเป็ผู้ควบคุม
แม้ว่าเจาหวาจะเหลือเพียงจิติญญาแต่กลับรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่ชัดเจนจนสั่นสะท้าน ความว่างเปล่าแทนที่ด้วยความรู้สึก แล้วค่อยๆ ก่อเกิดเป็ร่างิญญา ยิ่งร่างิญญาชัดขึ้นมากเท่าไหร่ ความเ็ปเหน็บหนาวก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น
ประสาทััทั้งห้าที่คล้ายมีคล้ายไม่มีไม่อาจควบคุมได้ยิ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว ขณะที่ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ จักขุิญญาพลันตื่นขึ้น กลุ่มแสงสว่างสีขาวส่องประกายอยู่ไกล ทันใดนั้นจิติญญาพลันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ััทั้งห้าค่อยๆ กลับมาพร้อมกับความหวัง
เขาคงตายไปแล้ว สิ่งที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตจบสิ้นแล้ว เจาหวาคิด
แต่บางทีนี่อาจจะเป็การหลุดพ้น
เขาพยายามพาจิติญญาอันหนักอึ้งแหวกว่ายเข้าไปใกล้แสงสว่างที่อบอุ่นเ่าั้
สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ร่างบางยกริมฝีปากเป็รอยยิ้มที่หาได้ยาก ดวงดาวทอประกายระยิบระยับมากมายต่างแย่งกันส่องแสงสุกสกาวราวกับกลัวว่าดาวดวงอื่นจะชิงความสนใจของเขาไป
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่า ตอนนี่เขาอยู่ในมิติแห่งกาลเวลา จักรวาลที่บรรจุโลกนับล้าน
ในที่สุดเจาหวาก็เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ดาวดวงที่ส่องแสงสว่างที่สุด
เขาหยุดอยู่เบื้องหน้าแล้วเอื้อมมือไปัั แสงสว่างสาดส่องเปลี่ยนห้วงมิติให้กลายเป็สีขาว ทันใดนั้นร่างิญญาของเขาก็ถูกพลังงานของโลกใบนั้นดูดกลืนเข้าไป