ตอนที่ 680 เด็กหญิงผู้มีความฉลาดแต่ร่างกายอ่อนแอ(1)
เฮ้อ.........
หลังจากที่จบเื่แล้วเจิ้งฟู่ก็กลับขึ้นไปบนรถม้าของเขา ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ซึ่งเป็เพราะว่าเขาััได้ถึงสายตาของยอดฝีมือหลายคนที่จ้องมองมาทางเค้าในขณะที่เขาใช้ออกทักษะดาบไร้ร่องรอยออกไป......
“ไม่เป็อะไรใช่ไหมขอรับนายน้อย?”ชายชราถามขึ้นอย่างเป็กังวล หลังจากที่เห็นเจิ้งฟู่ถอนหายใจยาวออกมา......
“ข้าไม่เป็อะไรหรอกท่านผู้เฒ่า เอาละ!พวกเราไปที่อื่นกันต่อเถอะ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี้ต่อแล้วหากอยู่ต่อข้ากลัวว่ามันจะมีเื่เกิดขึ้นอีก!” เจิ้งฟู่ส่ายหัวเพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เป็อะไรก่อนจะบอกให้ชายชราพาเค้าไปจากที่แห่งนี้ ก่อนที่จะมีเื่เพิ่มมากขึ้น......
ขอรับ!!
เมื่อชายชราได้ฟังคำพูดของเจิ้งฟู่เขาก็บังคับรถม้าออกไปจากลานจอดไปในทันที ซึ่งสถานที่ต่อไปที่เขาจะพาเจิ้งฟู่ไปก็คือซากโบราณเก่าแก่ที่อายุมากกว่าห้าหมื่นปีหรือาจจะสูงกว่านั้น........
“สถานที่ต่อไปเป็สถานที่สุดท้ายแล้วขอรับนายน้อยซึ่งมันคือซากโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่าห้าหมื่นปีซึ่งอยู่สุดเขตทางเหนือของเมืองบัญชา์แห่งนี้พวกเราต้องใช้เวลาเดินทางร่วมสองชั่วโมงถึงจะได้ถึงที่นั่น แต่หากท่านไม่้าที่จะไปท่านสามารถบอกข้าน้อยได้เลยว่าท่าน้าจะไปยังสถานที่แห่งใดเป็พิเศษข้าน้อยสามารถแนะนำและพาท่านไปได้!”
ก่อนที่ชายชราจะพาเจิ้งฟู่ไปยังจุดหมายต่อไปชายชราได้ถามความคิดเห็นของเจิ้งฟู่อีกครั้งว่า้าไปยังซากโบราณหรือไม่ ซึ่งมันต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะไปให้ถึงดังนั้นชายชราจึงได้ถามความคิดเห็นของเจิ้งฟู่ว่าเขามีสถานที่อื่นที่้าจะไปไหม......
“ไม่เป็ไร ไหนๆก็มาแล้วพวกเราไปยังซากโบราณนั้นเถอะ!” เจิ้งฟู่ยังคง้าที่จะไปเที่ยวชมสถานที่ขึ้นชื่อทั้งหมดให้ครบตามที่ตั้งใจเอาไว้เขาจึงบอกให้ชายชราพาเขาไปต่อเลย.....
ขอรับ!!
ย๊ะ!!
สองชั่วโมงผ่านไป........
หลังจากที่ใช้เวลาเดินทางร่วมสองชั่วโมงในที่สุดรถม้าของเจิ้งฟู่ก็มาถึงซากโบราณเก่าแก่ที่ว่าซึ่งซากโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเมืองหลวงบัญชา์เลย และในตลอดทางที่เจิ้งฟู่ผ่านนั้นเขาได้เห็นคฤหาสน์หลังใหญ่จำนวนมากตั้งอยู่ตามข้างทางซึ่งจากคำอธิบายของชายชราที่บอกแก่เจิ้งฟู่นั้นก็คือคฤหาสน์เหล่านี้เป็ที่อยู่อาศัยของพวกคนร่ำรวย พ่อค้าและพวกตระกูลระดับกลางที่มีฐานนะ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะมารวมตัวกันอยู่ที่เขตทางเหนือนี้.......
นอกจากคฤหาสน์หลังน้อยใหญ่เหล่านี้แล้ว ยังมีประตูทางเข้าขนาดใหญ่ตั้งตะง่าเด่นกว่าใครเพื่อนอยู่แถวด้วยซึ่งมันเป็ประตูทางเข้าของตระกูลปราการเทวะศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง ตระกูลปราการเทวะศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็หนึ่งในเก้าตระกูลมหาอำนาจที่แข็งแกร่งในนิกายนี้ซึ่งตระกูลปราการเทวะศักดิ์สิทธิ์มีชื่อเสียงเื่ทักษะการป้องกันเป็หลักและทักษะการป้องกันของพวกเขาก็ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้วยากที่จะมีผู้ใดทำลายการป้องกันของพวกเขาได้ หากไม่ใช่ยอดฝีมือที่สูงชั้นกว่าผู้ที่ใช้ทักษะป้องกันนี้ออกมา......
นอกจากตระกูลปราการเทวะศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมีอีกหนึ่งตระกูลมหาอำนาจและอีกสองกำลังใหญ่ที่มีอำนาจและความแข็งแกร่งเทียบได้กับตระกูลทั้งเก้าอยู่ด้วยซึ่งอีกหนึ่งตระกูลที่ว่านั้นก็คือตระกูลพยัคฆ์เมฆา์ซึ่งเป็ตระกูลของชายหนุ่มเป่ยฉวน ส่วนอีกสองกองกำลังนั้น หนึ่งคือกองกำลังหมาป่าวายุ์สองกองกำลังพงไพร์ ซึ่งทั้งสองกองกำลังนี้ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันเพราะผู้นำของทั้งสองกองกำลังเป็พี่น้องร่วมสาบานกันและลูกๆของพวกเขาทั้งสองก็ยังแต่งงานกันและทำให้ทั้งสองเป็ครอบครัวเดียวกัน........
จากที่เจิ้งฟู่ได้เห็นพื้นที่ก่อตั้งของตระกูลและกองกำลังเหล่านี้เจิ้งฟู่ก็รู้ได้ในทันที่ว่าอำนาจที่พวกเขาถือครองอยู่นั้นมากมายเพียงใดเพราะพื้นที่ที่ใช่ก่อตั้งสถานที่อยู่ของพวกเขานั้นกว้างกว่าูเาของเขาถึงสามลูกด้วยกันบางทีอาจจะกว้างถึงสี่ลูกเลยก็เป็ได้.......
“นายน้อย! ถึงซากโบราณเก่าแก่อายุหมื่นปีแล้วขอรับ!” เมื่อถึงที่หมายแล้วชายชราก็ส่งเสียงบอกเจิ้งฟู่ให้เขารู้ว่าตอนนี้ถึงซากโบราณแล้ว......
อ่า!!
จริงๆแล้วเจิ้งฟู่ก็รู้อยู่แล้วละว่าถึงที่หมายแล้วเพียงแต่เขาแค่กำลังมองดูซากโบราณแห่งนี้อย่างสนใจอยู่เท่านั้นเขามองเห็นซากโบราณเก่าแก่นี้ได้ั้แ่ก่อนที่จะถึงแล้วซึ่งหลังจากที่เขามองมันมันทำให้เจิ้งฟู่รู้สึกคุ้นเคยแปลกๆราวกับว่าตัวเขาเคยมาที่นี้แล้วอย่างนั้น......
หลังจากนี่มาถึงที่หมายแล้วเจิ้งฟู่ก็ลงจากรถม้าเพียงลำพังส่วนชายชราเขาจะเฝ้าอยู่ที่รถม้าเพื่อรอรับเจิ้งฟู่กลับเข้าไปในตัวเมือง......
ซากโบราณแห่งนี้มีผู้มาเที่ยวชมพอๆกับรูปปั่นบรรพบุรุษเลยแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็รุ่นเยาว์อายุน้อยั้แ่ 5 – 12 ปีพวกเขามาที่นี้เพื่อศึกษาประวัติและความเป็มาของสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีอายุหลายหมื่นปีซึ่งยังสามารถคงอยู่และไม่บุบสลายหายไปตามกาลเวลารวมถึงเื่เล่ากล่าวขานต่างๆนาๆที่แล้วแต่ผู้พามาจะพูดเล่าให้กับพวกเขาฟัง.......
“ซากโบราณแห่งนี้ไม่เห็นจะดูน่าตื่นเต้นตรงไหนเลยข้ามาตั้งสี่ครั้งแล้ว!”
“นั่นนะสิ ไม่รู้ทำไมสถานศึกษาต้องจัดพามาที่นี้ด้วย?”
“ถึงพวกเ้าจะมากันสี่ครั้งแล้วแต่ทุกครั้งพวกเ้าก็ไม่เคยตอบคำถามของอาจารย์ได้เลยนิมาบ่อยแต่ไม่รู้เื่ราวอะไรเลยมันก็ไม่ต่างไปจากไม่ได้มานั่นแหละ!”เสียงของหญิงสาวตัวน้อยคนหนึ่งตอบกลับเด็กชายทั้งสองคนที่พูดขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งเด็กสาวตัวน้อยนี้มีความงดงามและมีผิวพรรณที่ดีั้แ่น้อยเลยหากในอนาคตอีกสิบปีเธอคงกลายเป็หญิงสาวที่ล่มเมืองได้แน่ๆ........
“ทำไมพวกเราต้องรู้ด้วยละ?รู้ไปมันก็ช่วยให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้!” เด็กชายคนแรกพูดขึ้นอย่างไม่แยแสและสนใจเพราะทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการเพิ่มความแข็งแกร่งเขาจะไม่สน.....
“ถูกต้อง! เธอมันก็แต่หนอนหนังสือที่ฝึกพลังไม่ได้ขยะอย่างเธอจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนแต่หากเธอสามารถแข็งแกร่งเหนือกว่าพวกเราได้ พวกเราจะยอมเชื่อฟังและเรียกเธอว่าลูกพี่แล้วก็จะติดตามเธอเชื่อฟังเธอทุกอย่างแต่มันคงจะมี่วันนั้นหรอก!”
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
เด็กชายทั้งสองพากันหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้ว่ากล่าวเด็กหญิงคนนี้เพราะเด็กหญิงตัวน้อยไม่สามารถที่จะฝึกพลังยุทธได้ร่างกายของเธออ่อนแอเกินไปจึงทำให้ระดับพลังของเธอติดอยู่ที่ระดับก่อเกิดขั้นต้นเท่านั้นส่วนเด็กชายทั้งสองคนนั้นอยู่ขั้นสูงของระดับก่อเกิดแล้ว.......
ช!!
เมื่อถูกว่ากล่าวอย่างนั้นหญิงสาวทำได้เพียงสบถคำออกมาเบาๆอย่างไม่พอใจก่อนจะเดินจากไปจากตรงนี้เพื่อทำการสงบสติอารมณ์ของตนเอง ถึงแม้ว่าเธอจะอายุเพียง6 ปีเท่านั้น แต่ก็เธอรู้อะไรมากมายจากการเป็หนอนหนังสือ.........
“ข้าฝึกพลังไม่ได้แล้วยังไงกัน?พลังไม่เห็นจะจำเป็ตรงไหนเลย มีแต่จะสร้างปัญหาและทำให้ตัวเองเจ็บตัวเสียป่าวๆความรู้สิเป็สิ่งสำคัญ ทั้งสามารถหาเงินจากการขายข้อมูลหรือดึงตัวไปอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจและทำงานด้านข้อมูลให้ ทั้งสบายและปลอดภัยดีจะตาย..........ตุบ! โอ้ย!!”
ในขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยกำลังเดินบ่นพึมพำอยู่นั้นเองเธอก็พลันชนเข้ากับใครบางคนที่อยู่เบื้องหน้าของเธออย่างจังจนทำให้ร่างน้อยๆไร้เรี่ยวแรงของเธอต้องล้มลงพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บออกมาแต่ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้พูดหรือมองเห็นว่าเธอชนเข้ากับอะไรมือข้างหนึ่งก็ยื่นมาที่เบื้องหน้าของเธอพร้อมกับเสียงพูดที่ดังขึ้นมาว่า.......
“เป็อะไรหรือป่าวแม่หนูน้อยคนสวย!”ซึ่งมือข้างนี้กับเสียงที่พูดนี้ก็คือเจิ้งฟู่นั้นเอง......
“ข้าไม่เป็อะไร ว่าแต่พี่ชายมายืนขวางข้าทำไมกัน?!”เด็กหญิงตัวน้อยตอบกลับไปในทันทีพร้อมกับถามว่าเจิ้งฟู่มายืนขวางทางเธอไว้ทำไม......
“หากพี่ชายคนนี้ไม่มายืนขวางทางเอาไว้พี่ชายคิดว่าน้องสาวตัวน้อยคงจะตกลงไปในเหวนี้แล้วแต่หากนั้นเป็ความตั้งใจของน้องสาวอยู่แล้วละก็ พี่ชายคนนี้ก็ขอโทษด้วย!”เจิ้งฟู่กล่าวอธิบายถึงเหตุผลที่เขามาขวางทางเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้เนื่องจากเธอเดินบ่นโดยไม่มองทางเลยว่าทางข้างหน้าของเธอนั้นเป็เหวลึกที่เกิดจากรอยแยกของพื้นดิน.......
อ่า!!
เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยได้ยินคำพูดของเจิ้งฟู่เธอก็เอียงตัวไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อมองดูว่าที่ด้านหลังของเจิ้งฟู่นั้นมีเหวลึกที่ว่าอยู่ไหมและเมื่อสายตาของเธอมองเห็นรอยแยกขนาดใหญ่ สีหน้าแห่งความหวาดกลัวก็พลันปรากฏขึ้น......
“ขะ.....ขะ....ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยข้าเอาไว้!”เด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจแล้วว่าเจิ้งฟู่ช่วยเธอเอาไว้ เธอจึงรีบกล่าวขอบคุณเจิ้งฟู่ในทันที.......
“ไม่เป็ไรหรอกว่าแต่เ้ามาทำอะไรคนเดียวตรงนี้ ทำไมไม่ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆละ?”เจิ้งฟู่เห็นว่ามีเด็กคนอื่นๆที่สวมเครื่องแบบเดียวกันกับเด็กหญิงตัวน้อยนี้อยู่ทางด้านโน้นเขาจึงได้ถามเธอออกไปว่าทำไมเธอถึงเดินมาทางนี้คนเดียว......
“นั่นก็เพราะว่า........เพราะว่าข้ารู้เื่เกี่ยวกับซากโบราณนี้หมดแล้วข้าจึงไม่อยากไปกับพวกนั้นแล้วฟังเื่เดิมๆซ้ำอันแสนน่าเบื่อสู้ออกมาเดินเล่นคนเดียวแล้วรอเวลากลับจะดีกว่า!” เด็กหญิงตัวน้อยทำท่าเหมือนจะตอบคำถามพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจออกในตอนแรกแต่เมื่อเธอเห็นเจิ้งฟู่จ้องมองที่เธออยู่สีหน้านั้นก็เปลี่ยนไปพร้อมกับคำตอบที่น่าจะถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย......
“อ่า.....เป็เช่นนั้นเอง! เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเ้าเบื่อที่จะฟังนั้นเปลี่ยนมาเป็ผู้บรรยายแทนดีไหมข้ากำลังหาคนช่วยเล่าเื่เกี่ยวกับซากโบราณนี้อยู่พอดีเลยหรือถ้าเ้าไม่ว่างก็ไม่เป็ไร พี่ชายคนนี้จะไปไม่รบกวนนางฟ้าตัวน้อยอย่างเ้า!”เจิ้งฟู่เห็นว่าหญิงสาวรู้สึกเบื่อจริงๆ และเธอก็น่าจะมีความรู้สึกอย่างอื่นด้วยที่ทำให้เธอไปอยากไปกับเพื่อนๆของเธอเจิ้งฟู่จึงได้เสนอให้เธอมาเป็ไกด์นำทางและอธิบายเกี่ยวกับซากโบราณนี้ให้เขาฟัง.......
“ไม่รบกวนเลย! ไม่เลยพี่ชาย!ท่านสามารถไว้ใจข้าคนนี้เลย ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้รู้มากกว่าพวกที่นำเที่ยวอยู่ที่นี้เสียอีก!!” เด็กหญิงตัวน้อยพลันตาสว่างวาบขึ้นอย่างดีใจเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมาขอให้เธอนำเที่ยวและเป็ผู้บรรยาย.......
“เยี่ยม!! เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะว่าแต่นางฟ้าตัวน้อยจะพาพี่ชายไปเริ่มจากจุดไหนดี!” เจิ้งฟู่เห็นว่าเด็กหญิงมีสีหน้าที่มีความสุขขึ้นเขาก็ดีใจและรู้สึกดีที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ.......
หลังจากที่เจิ้งฟู่ตกลงกับเด็กหญิงตัวน้อยแล้วเธอก็พาเค้าไปเริ่มจากจุดแรกซึ่งก็คือซากประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้านั้นเองซึ่งประตูนี้ถูกสร้างมาจากไม้ที่อายุเก่าแก่มากกว่าหมื่นปีที่มีความคงทนที่สูงมาก ซึ่งไม้ชนิดนี้ถูกเรียกว่าไม้สนแดง.......
เมื่อเสร็จจากประตูทางเข้แล้วเด็กสาวตัวน้อยก็พาเจิ้งฟู่ไปยังรูปปั่นสูงราวๆสิบเมตรที่อยู่ถัดจากประตูทางเข้ามารางๆยี่สิบเมตรซึ่งรูปปั่นนี้เป็รูปปั่นของชายชราเครายาว ว่ากันว่าเขาคือชายชราคนนี้เป็เ้าของซากโบราณนี้บางคนก็บอกว่าเขาคือผู้ก่อตั้ง บ้างก็บอกว่าเขาคือผู้พิทักษ์แต่คำอธิบายของเด็กหญิงตัวน้อยคือชายชราผู้นี้เป็เพียงคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้เลย เพราะมันพึ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่ถึงหมื่นปีทว่าซากโบราณนี้มีอายุมากกว่าห้าหมื่นปีมาแล้วแล้วรูปปั่นที่อายุไม่ถึงหมื่นปีจะเป็ของดั่งเดิมของที่นี้ได้อย่างไร......
“เช่นนั้นนางฟ้าตัวน้อยกำลังจะบอกพี่ชายว่ารูปปั่นนี้มีคนมาสร้างขึ้นที่หลัง?”เจิ้งฟู่เข้าใจความหมายของเธอแล้ว เขาเพียงแค่ถามย้ำออกไปอีกครั้ง......
ชู่!!!
“เบาๆหน่อยพี่ชายเื่แบบนี้พูดเสียงดังไม่ได้หากมีคนอื่นมาได้ยินหรือกลุ่มคนที่สร้างมันมาได้ยินเข้าแล้วละก็พวกเราอาจจะซวยเอาไว้ จากที่ข้าวิเคราะห์และตรวจสอบดูแล้ว รูปปั่นนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นมาเพิ่มเพื่อให้สถานที่แห่งนี้ดูน่าสนใจเท่านั้นเพื่อให้ผู้คนมาที่นี้และศึกษามัน!” เด็กหญิงตัวน้อยรีบยกนิ้วขึ้นมาและทำปากจู๋พ่นลมออกมาเพื่อบอกให้เจิ้งฟู่เบาเสียงลงหน่อยก่อนจะอธิบายต่อตามความคิดของเธอ.......