บทที่ 4 สืบทอดมรดกอสูร
ภายในผลึกสีแดงฉาน
จิติญญาเจียอี้ยืนอยู่บนผืนดินกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเขาไม่อาจรับรู้ถึงเสียง สายลมหรือบรรยากาศธรรมชาติ มีเพียงแสงสลัวกับม่านหมอกบางเบา
พอเจียอี้กำลังนึกย้อนความคิดว่าเขาเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้ยังไง เสียงของชายหนุ่มฟังดูรื่นหูก็ดังขึ้น
“ยินดีต้องรับสู่ห้วงมิติในผลึกอสูรคาดไม่ถึงว่าจะมีคนได้รับมรดกอสูรรวดเร็วเช่นนี้”
“เสียงใคร?” เจียอี้ะโถามอย่างไม่เกรงกลัว
“อย่ากังวลไป ภายในผลึกอสูรไร้อันตราย”เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ตอบคำถามของเจียอี้ มิหนำซ้ำหมอกบางเบากำลังเริ่มจางหายเผยร่างชายหนุ่มหล่อเหลาสวมชุดคลุมโบราณสลักอักขระสีเงินยืนถือพัดไม่ห่างจากเจียอี้
“เ้าเป็ใคร?” เจียอี้ถามพลางถอยหลังไปสองก้าว เพราะเขาไม่สามารถรับรู้ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้าได้
“บอกว่าอย่ากังวลไง..ข้าชื่อ‘ชุน’ ไม่ได้มีเจตนาร้ายตัวเ้าแค่มีโชควาสนาได้สืบทอดมรดกอสูรจากข้า”
“เป็ความจริง?” เจียอี้มีทีท่าระมัดระวัง ชายหนุ่มนามว่า ‘ชุน’เบื้องหน้าเขาเห็นแบบนั้นก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้
“จริงสิ ถ้าข้าคิดจะฆ่าเ้าจริงแค่กระดิกปลายนิ้วเ้าก็ตายนับร้อยครั้งจะมัวเสียเวลาพูดไปทำไม”
เจียอี้ทำท่าทีพิจารณาครู่หนึ่งสุดท้ายเขาต้องพยักหน้าเชื่อคำกล่าวของชุน เพราะเขารู้ตัวแล้วว่าตัวเขาอยู่ในสภาพจิติญญา เนื่องจากถูกผลึกอสูรดึงเข้ามา
ชุนเห็นเจียอี้คลายท่าทีระมัดระวังลงเขาก็รู้สึกพึงพอใจ และกล่าวโดยไม่รอให้เจียอี้ถามอะไร
“เอาล่ะข้าละเริ่มเล่าให้เ้าเข้าใจเกี่ยวกับมรดกอสูรก่อนเป็อันดับแรก..
มรดกอสูรถูกข้าสลักเอาไว้ในผลึกอสูรเ้าไม่ต้องคิดถึงที่มาที่ไปของมัน รู้เอาไว้แค่ว่ามรดกอสูรชิ้นนี้สมบูรณ์ไร้ข้อผิดพลาด นับได้ว่าเป็มรดกแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเ้าโชคดีได้รับมัน”
ชุนหยุดกล่าวเหมือน้าให้เจียอี้ยอมรับฟังและรับมรดกไปอย่างไร้ข้อกังขาเจียอี้รับรู้เจตนาผ่านแววตาทำเพียงได้พยักหน้ารับ ชุนจึงกล่าวต่อไป
“ภายในมรดกอสูรประกอบไปด้วยแก่นแท้อสูรหนึ่งชิ้น วิชาอสูรสามสาย..สายบงการ สายโลหิต สายบ่มเพาะ
ในสามสายมีเคล็ดวิชายิบย่อยมากมายให้ฝึกฝนหรือเอาไปผสมผสานก้าวผ่านสู่เส้นทางใหม่ยกตัวอย่างสายบงการ มีเคล็ดวิชาควบคุมอสูรอันยอดเยี่ยม..สายโลหิต มีเคล็ดวิชาสร้างอสูรจากโลหิตอันน่าเกรงขาม..สายบ่มเพาะมีเคล็ดวิชาเพาะเลี้ยงอสูรและบ่มเพาะร่างกายผู้ฝึกอันล้ำค่า”
“ฟังดูเป็วิชาชั่วร้ายเหมือนวิชาของข้า”เจียอี้เอามือเท้าคางทำท่าทางครุ่นคิด
“วิชามารของเ้าชั่วร้ายไม่มีผู้คนยอมรับส่วนวิชาอสูรยังพอมีคนยอมรับ ดีไม่ดีเ้าได้ศึกษา ทดลองสร้างเคล็ดวิชาผสมผสาน ‘มารอสูร’ เป็คนแรกก็เป็ได้”
“ไร้สาระจะดีจะชั่วมันอยู่ที่คนใช้ ต่อให้คนดีใช้ไปในทางที่ผิดก็ไม่ต่างอะไรจากปีศาจ”
“อ่านั่นจริงของเ้า เอาเป็ว่าหยุดเถียงข้า และรับมรดกอสูรไป งานข้าจะได้จบๆ”
“ไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนมันน่าสงสัยของฟรีไม่มีจริง การแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมถึงจะมีอยู่จริง”เจียอี้จ้องมองไปยังแววตาของชุน หวังใช้ประสบการณ์ชีวิตก่อนมองดูเจตนาแต่ปรากกว่ามองดูยังไงก็ไม่มีพิรุธ
“จะจ้องไปถึงเมื่อไหร่”
“เปล่าๆกำลังคิดว่าจะยอมรับมรดกอสูรเอาไว้ก็ได้ ถ้ายอมตอบคำถามสักข้อสองข้อจะได้รู้สึกว่าเป็การแลกเปลี่ยน”
“ได้สิจะถามเื่อะไร” ชุนพยักหน้าตอบรับคำขอของเจียอี้ เจียอี้จึงไม่รีรอ เขาถามชุนในทันที
“คำถามแรกอยากถามว่ารู้ไหมข้ากลายเป็ศพมีชีวิตได้ยังไง ตัวข้าหลังจากฆ่าตัวตายไปรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็ศพพันปีไปเสียแล้ว”
“อีกคำถามล่ะ”
เจียอี้จ้องชุนตาเขม็งราวกับว่าถูกเลี่ยงคำตอบแต่เขาก็ถามคำถามที่สองไปอยู่ดี
“มีแผนที่ดวงดาวครอบคลุมไปถึงทางช้างเผือกรึเปล่าข้าอยากใช้มันเดินทาง”
“โอ้! มีแน่นอน แถมยังกว้างใหญ่เกินความ้าของเ้า” ชุนกล่าวน้ำเสียงทีเล่นทีจริงก่อนสะบัดพัดในมือครั้งหนึ่ง ภาพแผนที่ดวงดาวจึงปรากฏ
เจียอี้เห็นภาพแผนที่ดวงดาวตรงหน้าก็อดห้ามรู้สึกใจเต้นไม่ได้ทั้งยังไม่อาจปิดบังความยินดี ถึงแม้แผนที่ดวงดาวกว้างใหญ่มีห้วงจักรวาลและดวงดาวนับร้อย สายตาเขายังจับจ้องไปยังจักรวาลทางช้างเผือก
ชุนเห็นเจียอี้มองจักรวาลทางช้างเผือกไม่วางตาจึงรู้สึกแปลกใจแต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่อย่างที่คิดไหม เขาเลยขยายภาพจักรวาลทางช้างเผือกให้ใหญ่ขึ้น
ทันใดนั้นสายตาเจียอี้มองไปยังระบบสุริยะชุนจึงขยายภาพระบบสุริยะให้เจียอี้เห็น และเป็ดังชุนคาดเดาเพราะเจียอี้มองไปยังดาวโลก ชุนจึงถามเจียอี้
“เ้ารู้จักโลกด้วย?”
“รู้จักสิ..รู้จัก..รู้จักดีเลย”เจียอี้ตอบชุนเหมือนคนเหม่อลอย ขณะที่เขาจ้องมองโลกราวกับมองหญิงสาวงดงามจนไม่อาจละสายตาได้
“เ้ามาจากโลก?” ชุนถาม เจียอี้ในสภาพเหม่อลอยพลันตอบกลับในทันที
“ใช่!”
“โชคชะตาโชคชะตา ในฐานะคนจากโลกเหมือนกัน มอบมรดกอสูรเป็ของขวัญเ้าคงรับไว้ด้วยความยินดีถูกไหม” ชุนเผยรอยยิ้มยินดี
“เอ๋!เดี๋ยวนะ เ้ามาจากโลก!?” เจียอี้อุทานขึ้นหลังได้ยินคำว่า ‘คนจากโลกเหมือนกัน’ อาการเหม่อลอยเขาหายไปในทันควัน
“ใช่น่ะสิข้ามาจากโลก ไม่ได้เจอคนโลกเดียวกันมานาน ว่าแล้วเชียวทำไมสำเนียงเ้าฟังดูคุ้นๆ..จะว่าไปทำไมถึงใช้ภาษากลางของดาวเทียนไห่เคยไปมาหรอ?”
“เ้ารู้จักดาวเทียนไห่ด้วย”เจียอี้มีท่าทางตกตะลึง
“แน่นอนข้ารู้จักรู้จักหลายดวงดาว หลายสถานที่ ไม่ต้องใไป”
เจียอี้ได้ฟังจากปากชุนสีหน้าเขาเหมือนมีหลากหลายอารมณ์ และเขาก็ยืนนิ่งคิดจนเงียบไป
“เฮ้ อย่าเงียบสิ ตอบคำถามข้ามา เ้าเคยไปดาวเทียนไห่รึเปล่า” ชุนถามขึ้นเมื่อเห็นเจียอี้นิ่งเงียบ
“ไม่เคยแต่ในเมื่อเป็คนจากโลกเดียวกันจะเล่าให้ฟังก็ได้ จำคำถามแรกได้ไหม”
“จำได้”
“ดีเลยจะได้ไม่เสียเวลาขอเริ่มเล่าสั้นๆเลยแล้วกัน..ตัวข้าตอนอยู่บนโลก เลือกฆ่าตัวตายในห้องตอนอายุยี่สิบเอ็ดแต่อยู่ดีๆก็รู้สึกตัวอีกครั้งและตื่นขึ้นมาในฐานะศพพันปี บนสนามรบา
เพราะชายชราที่ชื่อว่า ‘หลิงฮุ่ย’ ปลุกข้าเพื่อขอร้องให้ปกป้องตระกูลเขาร้อยปีแลกกับดวงิญญา ความทรงจำและสมบัติติดตัว
แต่พอได้ความทรงจำของเขามากลับไม่มีเื่ราวเกี่ยวกับข้า ไม่มีร่องรอยความทรงจำถูกลบข้าไม่เข้าใจว่าตัวเองกลายเป็ศพและมาอยู่ในสนามรบาได้ยังไงทุกวันนี้ก็ได้แค่พัฒนาตัวเองเพื่อทำตามคำขอของหลิงฮุ่ย กับหาเบาะแสกลับโลกเพื่อกลับไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวข้า เื่ก็ประมาณนี้”
“ข้าเข้าใจทุกอย่างล่ะแต่เ้ากลายเป็ศพพันปีได้ต้องรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรอ ที่สำคัญก่อนเป็ศพพันปีต้องเป็ศพร้อยปีมาก่อน”ชุนตั้งข้อสงสัย เจียอี้ก็บอกไปอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าไม่รู้สึกตัวเลยรู้ตัวอีกทีกลายเป็ศพพันปีแล้ว”
ชุนฟังน้ำเสียงไร้การโกหกของเจียอี้เขาถึงกับนั่งลงเอามือเท้าคางราวกับว่ากำลังคิด เจียอี้เห็นก็นั่งรออยู่เงียบๆ
ผ่านไปสักพักชุนก็พูดขึ้นมา
“แย่จริง! เื่ของเ้าคงต้องไปสืบหาความจริงเอาเอง ถึงข้าจะบอกเื่ซับซ้อนได้ทั้งหมดแต่บอกไปคงไม่ใช่ผลดี ให้ดีสุดสำหรับเ้าคือคำแนะนำจากข้า”
“จะบอกว่าความลับ์มิอาจเปิดเผยรึไง”เจียอี้กล่าวประชด อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้หวังสูงอยู่แล้ว
“ประมาณนั้น ส่วนคำแนะนำของข้าไม่มีอะไรมาก แค่เ้ายอมรับมรดกอสูร ใช้ผลึกอสูรผสานรวมเป็หนึ่งกับมุกศพ ไม่เพียงช่วยเ้าให้กลายเป็ศพเทพเ้ายังได้ความรู้ ความเข้าใจ และเคล็ดวิชาเกี่ยวข้องกับอสูร”
“สุดท้ายวกกลับมาเื่มรดกอสูร”เจียอี้ทำท่าทีเบื่อหน่าย ถึงอย่างนั้นในใจเขารู้สึกปลอดภัย ดูไม่ระแวดระวังเหมือนตอนแรก
“แล้วเ้าจะรับไหมล่ะ”ชุนถาม
“รับสิถ้ามันดีอย่างว่า ไม่ต้องใช้อะไรแลกเปลี่ยน คงมีแต่คนโง่ไม่ยอมรับเอาไว้”เจียอี้ยอมรับมรดกอสูร หากเป็อย่างชุนว่า รับเอาไว้ดีกว่าไม่รับเผลอๆมันอาจมีประโยชน์ในอนาคต
“งั้นก็ดีข้าจะช่วยให้เ้ารับสืบทอดมรดกอสูรอย่างราบรื่น และช่วยเ้าเปิดเส้นทางบ่มเพาะหลังเ้ากลายเป็ศพเทพแถมให้แผนที่ดวงดาวกว้างใหญ่กว่าแผนที่ดวงดาวแผ่นไหนๆ สลักไว้ในิญญาเ้า”
“ฟังดูน่ากลัวดีนะ”เจียอี้กล่าวน้ำเสียงล้อเลียน โดยลืมไปว่าชุนเป็ตัวตนแข็งแกร่งจนเขามองไม่ออก กลับกันด้านชุนเหมือนจะไม่ใส่ใจคำพูดของเจียอี้แม้แต่น้อย
“สืบทอดมรดกสลักแผ่นที่ดวงดาวลงิญญามันไม่น่ากลัวความน่ากลัวที่แท้จริงคือเ้าต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อกลายเป็ศพเทพรับรองว่าเ้าไม่มีวันลืมเลือนมัน”
เจียอี้ได้ฟังแทบไม่อยากเชื่อคำชุนเพราะตอนเขากลายเป็ศพหมื่นปี มันไม่อุปสรรคอะไรมาขัดขวาง
ชุนเห็นท่าทางไม่เชื่อของเจียอี้เขาก็เริ่มยุยง
“เ้าไม่เชื่องั้นลองดูเลยไหม”
“ก็เอาสิ!” เจียอี้ตอบรับคำของชุนอย่างไม่เกรงกลัว
“ได้เลยจัดให้ตาม้า ข้าเชื่อว่าตอนเ้ากำลังทรมานกับการกลายเป็ศพเทพแผนที่ดวงดาวคงอยู่ในิญญาเ้าแล้ว”
ชุนกล่าวทิ้งท้ายก่อนภาพทั้งหมดจะเริ่มเลือนราง แต่ไม่ว่ายังไงเจียอี้ก็ไม่กลัว เพราะก่อนหน้าเขาได้ดูดกลืนทุกสิ่งในสนามรบามาทั้งหมดและแปรเปลี่ยนมันมาเป็พลังของเขาทั้งหมด
เมื่อภาพทั้งหมดจางหายจิติญญาของเจียอี้ก็กลับเข้าสู่ร่าง ภาพเบื้องหน้ายังกลับเป็เหมือนเดิม ภาพที่มือเขายื่นผลึกอสูรไปทางดวงจันทราให้แสงจันทราสามส่อง เกิดเป็ความงดงามยากลืมเลือน
เพียงแต่มันเป็เช่นนั้นไม่เกินอึดใจผลึกอสูรพลันพุ่งเข้าปาก พุ่งตรงเข้าไปผสานกับมุกศพในร่างราวกับมีชีวิต จนลืมมองร่างิญญาของชุนที่ปรากฏตัวขึ้นมาด้านข้าง
‘รวดเร็วยิ่งนัก’ ความคิดนี้แล่นเข้ามาในใจเจียอี้ก่อนเขาจะนั่งลงขัดสมาธิพลางหลับตาลงแล้วเพ่งจิตเริ่มต้นการผสานรวมเป็หนึ่งระหว่างมุกศพกับผลึกอสูร
หนึ่งมุกศพสลักลวดลายปี่อ้านหลากสีเปล่งรัศมีล้ำลึก
หนึ่งผลึกอสูรสีแดงฉาน เปล่งประกายระยิบระยับ
ต่างกำลังหมุนวนรอบตัวเองเกิดเป็คลื่นพลังต่อต้าน หมุนวนในทิศทางตรงกันข้ามดุจเดียวกับหยินหยางหมุนวน
จากหมุนวนเชื่องช้าค่อยๆรวดเร็วขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งรวดเร็วเพียงใด มันยิ่งน่าอัศจรรย์ไม่เพียงกลายเป็หนึ่งเดียวกันอย่างช้าๆ มันยังเป็ภาพของสีแดงมีจุดระยิบระยับและสีดำมีจุดหลากสีกำลังผสานรวมเข้าด้วยกัน