“วันนี้ฉันได้ยินจากเลขาว่าคุณกำลังตรวจสอบตำแหน่งในบริษัทของเราอยู่ มีอะไรรึเปล่าคะ” นาถฤดีถามสามีที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำแล้วเลยไปยังห้องแต่งตัวโดยมีหล่อนเดินตามไปติดๆ
“อ่อ ผมกำลังมองหาตำแหน่งให้ตรงกับสายที่ดารินเรียนจบมาอยู่น่ะ” บุรินทร์บอกภรรยา .
“คุณหมายความว่าไงคะ?” นาถฤดีนึกตะหงิด
“คุณจะให้นังเด็กกำพร้านั่นเข้ามามีบทบาทในบริษัทของเราได้ไง!”
“เวลาก็ผ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมคุณถึงยังเอาแต่ตั้งแง่กับดารินนักนะคุณนาถ” บุรินทร์ไม่เข้าใจในความใจแคบของภรรยาจริงๆ
“ดารินเขารักคุณมาก คุณก็เมตตาคิดว่าดารินเป็ลูกอีกคนหรือญาติของเราหน่อยไม่ได้หรอ” ลึกๆ ตนก็นึกสงสารเด็กคนนั้นที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความรักจากนาถฤดีเพราะเชื่ออย่างสนิทใจว่าหล่อนเป็แม่จริงๆ อยู่ไม่น้อย
“เด็กที่กำลังจะแย่งทุกอย่างไปจากลูกๆ ของเราน่ะหรอ ฉันทำใจรักไม่ลงหรอก” นาถฤดีบอกไปตามที่รู้สึก
“คุณแม่ก็รัก หลงหลานนอกไส้ขึ้นทุกวัน อีกหน่อยก็คงยกทอง ยกเครื่องทั้งหมดในกรุให้นังดารินไปหมด”
“หึ! เอาลูกเสือลูกตะเข้มาเลี้ยง ระวังเถอะวันนึงมันจะแว้งกัดเอา” หล่อนพูดต่อทางกลางความเอือมระอาของสามี
“ในหัวของคุณก็คิดได้อยู่แค่นั้น คิดถึงแต่เื่สมบัติ” บุรินทร์ส่ายหน้าและเบื่อหน่ายกับภรรยาเต็มทีแล้ว
“ฉันก็ต้องคิดเผื่อไว้เพื่อวันข้างหน้าของยัยวิกับยัยวาว ฉันผิดตรงไหน” นาถฤดีเถียงกลับ
“ใช่สิ บ้านฉันก็แค่เศรษฐีถังแตก คุณกับแม่ของคุณถึงไม่เคยเห็นหัวฉันไง”
และระบายความคับข้องใจออกมาอย่างเหลืออด นางกับสามีแต่งงานกันเพราะความเห็นชอบของผู้ใหญ่เพราะเห็นว่าตนเป็ลูกหลานจากตระกูลผู้ดีเก่าแก่ จนมาทราบในภายหลังว่าแท้จริงแล้วครอบครัวของนาถฤดีล้มเหลวกับการลงทุนมานับครั้งไม่ถ้วนจนสุดท้ายต้องแอบขายสมบัติในบ้านเพื่อให้คงอยู่ไว้ซึ่งภาพลักษณ์เศรษฐีเก่า การที่หล่อนได้แต่งงานกับบุรินทร์นั้นก็นับว่าช่วยกอบกู้สถานการณ์ของที่บ้านเอาไว้ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นาถฤดีต้องคอยระแวงขาเก้าอี้ของตัวเองและลูกๆ เพราะนับวันแม่สามีก็ยิ่งเห็นหลานนอกไส้สำคัญกว่าหลานๆ ของตัวเอง
“คุณน่ะ ก็เริ่มเห็นนังเด็กกำพร้านั่นสำคัญกว่าลูกตัวเองถึงขั้นหาตำแหน่งให้มันแล้ว อีกหน่อยก็คงยกให้มันขึ้นนั่งเป็ประธานบริษัทด้วยมั้ง”
“ไปกันใหญ่แล้วน่ะคุณ” บุรินทร์ที่กำลังหยิบชุดนอนมาใส่ จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจมาหยิบเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปข้างนอกแทน
“ผมก็แค่เวทนา ดารินโชคร้ายที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง แม่ผมก็แค่หยิบยื่นโอกาสให้เด็กคนนึงได้มีอนาคตที่ดีขึ้น” บอกพร้อมกับใส่เสื้อผ้า ทำให้นาถฤดีที่โวยวายเื่ดารินในตอนแรกต้องรีบถาม
“คุณจะแต่งตัวไปไหนอีก!?”
“ก็ในเมื่ออยู่บ้านแล้วมันอึดอัดผมก็คงต้องไปหาความสบายใจที่อื่น” บุรินทร์บอกพร้อมกับจับลูกบิดโดยมีนาถฤดีเดินตามไปติดๆ
“แต่นี่มันดึกแล้วนะ ใจคอคุณจะสิงอยู่แต่ในบริษัทรึไง!” เพราะทุกครั้งหล่อนจะได้รับรายงานจากเลขาของบุรินทร์ว่าค้างที่ออฟฟิศอยู่เสมอและครั้งนี้ก็คงเช่นกัน
“ไม่ต้องรอนะ คืนนี้ผมไม่กลับ” จากนั้นก็เปิดประตูออกไป แต่กลับพบลูกสาวสองคนยืนอยู่หน้าห้องเพราะได้ยินเสียงโวยวายของผู้เป็แม่
“คุณพ่อจะออกไปค้างข้างนอกจริงๆหรอคะ” วาววาถามผู้เป็พ่อ ในขณะที่นาถฤดีก้าวตามออกมาพอดี
“ได้ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะให้คนขนเสื้อผ้าของคุณไปไว้บริษัทให้หมด” นาถฤดีโพล่งขึ้นด้วยความโมโห
“อยู่ที่นั่นแล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ!” ตามด้วยประโยคต่อมา
“คุณพ่อคะ….” ลูกสาวทั้งสองจึงได้แต่ส่งสายตาวิงวอนขอให้ผู้เป็พ่อเปลี่ยนใจและหันกลับไปปรับความเข้าใจกับแม่ของตน แต่เหมือนจะไม่ได้ผลเพราะบุรินทร์ต้องทำใจแข็งลูกสาวออกจากบ้านไป ในขณะที่นาถฤดีได้แต่ยืนร้องไห้ระบายความเจ็บแค้นในใจ
“คุณแม่คะ….” วิเวียนกับวาววารีบเข้ามาประคองแล้วพาผู้เป็แม่เข้าไปในห้อง จากนั้นก็ช่วยกันปลอบจนนางค่อยๆรู้สึกดีขึ้น.
“ที่คุณพ่อกับคุณแม่พูดกันในห้องเื่ดาริน หมายความว่าไงคะ” วิเวียนตัดสินใจถามสิ่งที่เล็ดลอดออกมาให้ได้ยินด้านนอกจนทำให้ตนกับน้องสาวนึกสงสัย
“ดารินไม่ใช่ลูกของคุณพ่อกับคุณแม่….เื่จริงหรอคะ?” วาววาถามซ้ำอีกรอบในขณะที่นาถฤดีกำลังอึกอัก แต่สุดท้ายนางก็ตัดสินใจบอกความจริงกับลูกสาวเื่ที่ย่าแท้ๆ ไปรับดารินมาเลี้ยงเป็หลาน แล้วบังคับให้ตนเซ็นรับเด็กคนนี้เป็ลูก
ใน่เวลานั้นบุรินทร์ยังอยู่ต่างประเทศ ตนก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับสามี กลับมานานๆ ครั้งจึงเป็การง่ายที่จะตบตาคนว่าดารินเป็ลูกสาวคนแรกที่กำเนิดมาในระหว่างที่อยู่ที่นั่น น้อยคนนักที่จะทราบเื่นี้ คนใช้ในบ้านก็มีเพียงนางแหวนที่เลี้ยงดารินมากับคนขับรถของแม่สามี ส่วนคนใช้อื่นก็ลาออกกันไปหมดแล้ว
“ไม่น่าล่ะ วิถึงได้ยินคุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกันเื่ดารินบ่อยๆ” วิเวียนเอ่ยขึ้นและไม่แปลกใจเลยที่ตนไม่ได้รู้สึกรักหรือผูกพันกับพี่สาวนัก อีกทั้งยังมีความริษยาซ่อนอยู่ลึกๆ ในสิ่งที่ดารินได้รับจากผู้เป็ย่ามากกว่าตนจนกลายเป็ความไม่ยุติธรรม
“แล้วทำไมคุณย่าถึงได้รักลูกคนอื่นมากกว่าเราสองคนล่ะคะคุณแม่” วาววาเองก็รู้สึกไม่ได้ต่างจากพี่สาวเลย ทุกครั้งที่ตนกับวิเวียนมีปัญหากับดาริน ซึ่งเื่มันเกิดมาจากพวกตนก่อนก็เถอะ แต่ย่าก็มักจะตำหนิพวกตนก่อนอยู่เสมอจนทำให้เข้าใจว่าคุณหญิงเกสรรักหลานไม่เท่ากัน….แล้วที่เจ็บใจกว่านั้นคือท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่าดารินคือคนนอก
“แต่นึกไปก็สมน้ำหน้ามันอยู่เหมือนกันนะคะที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากคุณแม่ นี่มันรู้มั้ยคะว่าตัวเองไม่ใช่ลูกหลานในตระกูลของเรา” วิเวียนถามผู้เป็แม่
“ไม่รู้หรอก” แล้วนาถฤดีก็ขอร้องให้ลูกสาวทั้งสองเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับต่อไปเพราะไม่อยากมีปัญหากับแม่สามีอีก .
.
.
กลับมาที่ดารินซึ่งนอนพลิกไปพลิกมาเพราะนอนไม่หลับ เธอจำเป็ต้องปรับตัวให้ชินกับเวลาที่นี่ แต่จนแล้วจนรอดหญิงสาวจึงดีดตัวขึ้นนั่งตัดสินใจไม่นอนต่อเพื่อหักดิบตัวเอง จากนั้นก็เดินออกไปชมชายหนุ่มยามค่ำคืนอยู่เงียบๆ จนกระทั่งสายตาได้เหลือบไปเห็นร่างสูงๆ คุ้นตาเข้า
“เอ๊ะ? นั่นพี่เสือรึเปล่า” และที่สำคัญคือกำลังนั่งคลอเคลียอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่สนว่าจะมีใครเข้ามาเห็นด้วย ด้วยความสงสัยดารินจึงรีบย่องไปดูใกล้ๆทันที แล้วก็พบว่าเป็ลายเสือจริงๆด้วย
“คุณเสือคะ นาน่าไม่ไหวแล้วค่ะ”
แล้วจู่ๆสาวเซ็กซี่ที่เรียกแทนตัวเองว่านาน่าก็รีบจู่โจมนั่งลงบนตักเขาสร้างความใในความใจกล้าของหล่อนให้แก่ดารินเป็เป็อย่างมากและยังรู้สึกโกรธลายเสือที่กำลังนอกใจตัวเองด้วย หญิงสาวจึงรีบเดินพุ่งไป แต่ในระหว่างนั้นดารินก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เธอกับลายเสือยังไม่ได้เป็อะไรกันและที่สำคัญเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะต้องเป็สามีของเธอแล้ว
นั่นจึงทำให้ดารินเบรกตัวเองไว้ได้ทัน แล้วคิดแผนแก้เผ็ดหนึ่งขึ้นด้วยการหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาถ่ายภาพพร้อมเปิดเสียงเปิดเฟลชอย่างตั้งใจ แล้วทำทีเป็กดถ่ายภาพรัวๆ ราวกับว่าไม่เห็นว่าทั้งคู่กำลังทำอะไรกันอยู่.
“อุ๊ย!” ดารินทำทีเป็ใเมื่อเห็นลายเสือและคู่ขาของเขา แต่คนที่ใยิ่งกว่าคงเป็ทั้งคู่ นาน่าที่อายเป็อย่างมากจึงรีบลงจากตักเขาทันที ดารินจึงได้เห็นหน้าชัดๆ ว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือผู้จัดการโรงแรมที่มาเ้ากี้เ้าการต้อนรับเธอกับลายเสือตอนมาถึงนั่นเอง.
“ยัยลูกเป็ด!” ให้ตายเถอะ! ยัยนั่นฟื้นขึ้นมาขัดจังหวะเฉยเลย
“ขอโทษค่ะ” ดารินทำทีเป็ขอโทษ
“ดาเห็นวิวกลางคืนสวยดีเลยอยากถ่ายรูปเก็บไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเห็นพี่เสือ….เอ่อ” แต่จริงๆแล้วเธอตั้งใจขัดจังหวะความสุขของทั้งคู่ต่างหาก
“นาน่าขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ” นาน่าที่ดูเหมือนจะอายมากๆ จึงรีบขอตัวทันที
………..