บทที่28 ไร้จิตใจ!
ตลอดเวลาที่ผ่านพ้นความหวังที่ยังพอมีหนทางให้ไขว่คว้าก็หมดลง ทุกเส้นทาง ทุกร่องแยก แลทุกรอยแตกภายใต้หุบเหวลึกล้วนถูกฮุ่ยจวินและมู่ผิงเยว่สำรวจจนสิ้นซึ่งทุกหนทางล้วนไม่มีที่จะไปต่อ แม้แต่ใต้แอ่งน้ำภายในหุบเหวก็ไร้ทางซึ่งจะทะลุเชื่อมหุบเหวแห่งนี้เป็หุบเหวปิดตายที่ไร้ทางออกจริงๆ!
อุตส่าห์มีชีวิตรอดแต่กลับถูกขังให้อยู่ภายใต้หุบเหวที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เห็นเดือนเห็นตะวันไม่รู้ว่าโลกภายนอกแปรเปลี่ยนเช่นไรบ้าง หนทางสุดท้ายที่จะออกจากที่นี่ก็หมดลง สิ่งสำคัญในชีวิตมากมายที่จะกระทำก็เหลืออยู่ความลุ่มร้อนใจของมู่ผิงเยว่กับฮุ่ยจวินจึงเริ่มก่อตัว แววความกังวลกดลึกขึ้นบนหัวคิ้วของคนทั้งสอง
พวกมันจะออกจากคุกแห่งธรรมชาตินี้ได้อย่างไร!
มู่ผิงเยว่ทุบมือลงยังศิลาก้อนหนึ่งด้วยความรู้สึกเริ่มหมดหวังจะมีก็แต่เพียงฮุ่ยจวินที่นึกถึงหน้าของฮุ่ยไป๋กับท่านลุงของตนจึงคิดหาทางไม่หยุดหย่อนในเมื่อที่แห่งนี้ไร้ทางออก มันก็จะสร้างทางออกขึ้นมาเอง ต่อให้ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนหนึ่งปี หรือสิบปี มันก็จะมุ่งมานะสร้างทางออกจนไปถึงยอดเขา!
เห็นฮุ่ยจวินง่วนอยู่กับการใช้หินแหลมคมตัดต้นไม้ขนาดพอเหมาะจำนวนมากทั้งดูเหมือนเตรียมการเพื่อจะทำอะไรบางอย่าง มู่ผิงเยว่จึงกล่าวถาม
“นั่นเ้าจะทำอะไร"
ฮุ่ยจวินมิกล่าวคำมันเพียงหยิบแท่งหินปลายแหลมขนาดพอดีมือขุดเข้าใส่ผนังผาบริเวณฝั่งที่เป็เนื้อดินอัดแน่นขุดอยู่เช่นนั้นจนปรากฏเป็ร่องผนังยื่นออกพอให้ฝ่าเท้าเหยียบยืน จากนั้นก็ค่อยๆ กระทำไปทีละจุดอย่างมุ่งมั่นตั้งใจพอไปถึงจุดที่มีหินแทรกก็อาศัยเอาท่อนไม้ที่แข็งแรงตอกเข้าไปในผนังหินเรียงรายเป็ทางทอดสูงขึ้นไปบนผนังผาพร้อมถักเส้นเถาวัลย์จนเป็เส้นขนาดใหญ่ดูมั่นคงแข็งแรงแล้วมัดโยงใส่ท่อนไม้ที่ตอกยึดบนหน้าผาเพื่อเป็ทางสำหรับเหนี่ยวรั้ง
มู่ผิงเยว่มองดูชายหนุ่มกระทำในสิ่งดังกล่าวมาเนิ่นนานจนเริ่มได้เห็นสิ่งที่มันทำเป็รูปเป็ร่างอย่างเด่นชัด
“นี่เ้าคิดจะสร้างหนทางขึ้นไปเองหรือเขาสูงเพียงนั้นจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่จึงจะไปถึง?”
ฮุ่ยจวินไต่ลงมาจากหน้าผาตามทางที่มันสร้างคนเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบเต็มใบหน้าแล้วกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“ต่อให้ต้องใช้เวลาอีกสิบปียี่สิบปี แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยมิใช่หรือ"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะหันมามองมู่ผิงเยว่แล้วกล่าวต่ออย่างเด็ดเดี่ยว
“ข้าไม่คิดจะรอชะตาฟ้าลิขิตอะไรทั้งสิ้นหากฟ้าคิดขังข้าไว้ในที่แห่งนี้ชั่วชีวิต ข้าก็จะใช้สองมือนี้หนีลิขิตฟ้าเอง!”
ชายหนุ่มพอกล่าวจบมันก็ไปเตรียมไม้ ถักเถาวัลย์ ลับคมหินให้พอดีมือต่อทันที เพื่อเตรียมที่จะนำขึ้นไปสร้างทาง้าอย่างต่อเนื่องดีที่หุบเหวแห่งนี้อุดมไปด้วยป่าไม้ พืชพรรณ รวมถึงหินที่มีคมแลแข็งแรงมากหลาย มันจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้เรื่อยๆ
ฟ้าไม่เคยส่งเสริมมันมาั้แ่ไหนแต่ไรมันเกิดมาก็มีชีวิตที่ยากลำบาก ไม่มีวาสนาเหมือนคนอื่น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่าพ่อแม่เป็ใครชีวิตพานพบแต่อุปสรรคจนถึงทุกวันนี้ เช่นนั้นมันจึงไม่เคยเชื่อฟ้าไม่หวังลิขิต์ มันไม่เคยมีความคิดงอมืองอเท้ารอวาสนาฟ้าประทานั้แ่ต้น
มู่ผิงเยว่ได้ฟังวาจาและครุ่นคิดตามก็เห็นว่าคำกล่าวของชายหนุ่มนั้นถูกต้องกอปรกับตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับนาง เช่นนั้นนางจึงให้ความร่วมมือกับฮุ่ยจวินในการสร้างทางที่จะออกจากที่นี่
“พิจารณาจากองค์ประกอบโดยรวมแล้วยอดเขา้าต้องสูงมาก เป็ไปไม่ได้ที่จะสร้างเสร็จในคราวเดียว"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“เช่นนั้นพวกเราก็อาจจะต้องเหนื่อยขึ้นลงหลายรอบและใช้เวลาหลายปีในการขึ้นลงจากที่นี่เพื่อเตรียมวัตถุสำหรับสร้าง รวมถึงเพื่อรับประทานอาหารและน้ำแต่หากโชคดีขึ้นมาบ้าง ระหว่างทางอาจมีช่องเขาที่มีป่าและมีน้ำอยู่้า นั่นอาจทำให้พวกเราลดเวลาการขึ้นลงไปได้อีกโข"
“เช่นนั้นก็คงได้แต่ภาวนาให้ฟ้าส่งเสริมพวกเรา"
ฮุ่ยจวินไม่สนใจต่อให้มีหรือไม่มีช่องเขาระหว่างหุบเหวลึก มันก็จะดั้นด้นขึ้นลงสร้างหนทางอยู่อย่างนั้นแต่เพื่อให้สตรีนางนี้ที่ต้องช่วยมันสร้างหนทางบนหุบเขาอันยากลำบากให้สบายใจขึ้นมาบ้างมันจึงผงกศีรษะอย่างคล้อยตามแลไม่พูดขัด
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น"
ที่หุบเขาเถาิซานหนึ่งบุรุษหนุ่มและหนึ่งสตรีสะคราญโฉมกำลังร่วมแรงร่วมใจอย่างหนักแน่นสร้างหนทางที่แสนลำบากเพื่อจะออกมาจากที่แห่งนั้นแต่ที่หมู่บ้านเถาซาน อันเป็หมู่บ้านเขตชายแดนเขาเถาิซาน แห่งแคว้นซาน หนึ่งบุรุษที่คล้ายอยู่ในวัยกลางคนแลสวมชุดนักพรตเก่าโทรมพร้อมด้วยเด็กหญิงในวัยสิบขวบชุดคลุมแดงโลหิตได้ออกจากหุบเขาเถาิซานตอนเหนือและมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้นานแล้วแต่ถึงแม้พวกมันจะมาถึงนานแล้วก็ตาม เสียงทอดถอนใจของบุรุษในชุดนักพรตก็คล้ายกลับกำลังบอกว่าพวกมันมาช้าอยู่ดี
เปลวเพลิงที่ลุกโชนเผาไหม้บนกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าคาแลกั้นผนังด้วยไม้ไผ่จนหายไปครึ่งแถบภายในกระท่อมหรือบ้านเล็กหลังนั้นมีศพของคนจำนวนห้าศพนอนระเนระนาดอยู่ สองในศพทั้งห้าเหมือนจะมีบุรุษหนุ่มที่วัยยังไม่ทันจะยี่สิบและยังมีเด็กหญิงวัยประมาณสิบขวบนอนจมกองเื พวกมันอายุยังน้อยแต่ต้องตายอย่างอนาถร่วมกับบุรุษวัยกลางคนสองผู้และสตรีวัยกลางคนอีกหนึ่งผู้!
ไม่รู้ว่าศพเ่าั้เป็ใครแต่แสงโชติ่ของเปลวเพลิงยามราตรี พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายก่อนหน้านั้นได้ปลุกให้เหล่าคนในหมู่บ้านเถาซานออกมาดู
ชาวบ้านจำนวนมากมาไม่ทันเห็น่เวลาสำคัญทว่ายังมีชาวบ้านสามผู้ที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุและมาทัน่เวลาที่หนึ่งนักพรตและหนึ่งเด็กหญิงในชุดคลุมสีแดงโลหิตยังไม่ทันได้จากไปพอดี
ประกาศจับตายของนิกายเทวะวจนะปิดประกาศไปทั่วปฐีบนใบประกาศมีใบหน้าของคนผู้หนึ่ง ผู้ที่เป็ที่หวาดกลัวของผู้คนทั้งปฐี ซึ่งใบหน้าบนใบประกาศจับกลับเป็ใบหน้าเดียวกับนักพรตที่เดินออกมาจากกองเพลิงตรงหน้านี้!
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุน!”
“หมอผีฮุ่ยหยวนถูกจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนสังหารล้างทั้งครอบครัว!”
“เ้ามารชั่ว!!”
นิกายเทวะวจนะ
นับแต่ฮุ่ยไป๋มาถึงนิกายเทวะวจนะจนถึงตอนนี้ก็เป็เวลาสิบห้าวันแล้ว การคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสู่วิหารมุทราดำเนินไปจนถึงขั้นตอนการประกาศรายชื่อผู้ที่มาสมัครเข้าสู่วิหารมุทราต่างตั้งหน้าตั้งตารอชื่อของตนให้ปรากฏบนป้ายประกาศอย่างเนืองแน่นด่านแรกของการจะเข้าสู่วิหารมุทราก็คือการสมัครเข้าไป เมื่อมีรายชื่อตามประกาศแล้วจึงจะมีสิทธิ์ในการทดสอบความสามารถในลำดับที่เหลือตามกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไว้
ผู้คนมากมายจึงแออัดยัดเยียดไร้ทางเดินฮุ่ยไป๋จึงได้พยายามแทรกกายผ่านผู้คนจำนวนมากมายเ่าั้เพื่อเข้าไปหาชื่อของตนเองบนป้ายประกาศนางค่อยๆ ไล่หารายชื่อของตนจากป้ายประกาศแรกยันป้ายประกาศสุดท้าย แต่ปรากฏว่าไม่มีชื่อของตนปรากฏนางไล่ทวนดูอีกหลายรอบก็ไม่พบชื่อของตนเช่นเดิม!
ฮุ่ยไป๋ขมวดคิ้ว
“อะไรกันเราก็ส่งใบสมัครพร้อมกับจำนวนเงินตามข้อกำหนดแล้ว เหตุไฉนจึงไม่มีรายชื่อเข้าคัดเลือก"
ฮุ่ยไป๋จึงมุ่งไปหาตัวแทนผู้รับสมัครในการคัดเลือกครานี้
“ป้ายประกาศรายชื่อของท่านผิดพลาดหรือไม่"
บุรุษผู้รับสมัครผู้นั้นทำท่าทีไขสือ
“ผิดพลาดอันใด"
“รายชื่อของข้าตกหล่น"
บุรุษผู้นั้นหรี่ตา
“รายชื่อของเ้าตกหล่น?...ไหนลองแจ้งชื่อเ้ามา"
ฮุ่ยไป๋กล่าวเสียงดังฟังชัด
“ไป๋เหิ่นซิน"
(*สตรีผู้ไร้ใจแซ่ไป๋)
ไป๋เหิ่นซินเป็ชื่อที่นางคิดขึ้นมาแทนชื่อเดิมเนื่องเพราะนางมิอาจจดจำชื่อเดิมที่สร้างความเ็ปในใจได้ พอนางขานชื่อออกมา ทุกผู้ก็ต่างหันมามองด้วยความสนใจั้แ่ต้นฮุ่ยไป๋หรือไป๋เหิ่นซินนับว่าเป็ที่สะดุดตาแก่ผู้คนมิน้อย มิใช่ว่านางดูโดดเด่นอะไรแต่เพราะนางคล้ายขอทานน้อยจึงถูกผู้อื่นจดจำด้วยความเหยียดหยาม พอนางประสบปัญหาพวกมันจึงให้ความสนใจอย่างถ้วนทั่วซึ่งความสนใจดังกล่าว ล้วนสนใจในความคิดแง่ลบทั้งสิ้น
บุรุษผู้รับคัดเลือกผู้นั้นทวนคำ
“อ้อ ไป๋เหิ่นซินสตรีที่มีนามแปลกพิลึกแลชวนหดหู่นั่นเอง"
ก่อนมันจะทำการค้นหาใบสมัครหาอยู่พักใหญ่ก็หยิบใบสมัครแผ่นหนึ่งขึ้นมา
“มีชื่อเ้าจริงๆ"
ใบหน้าของฮุ่ยไป๋หรือก็คือไป๋เหิ่นซินปรากฏความยินดีเจือออกมาให้เห็นแต่ว่านั่นก็ทำให้นางต้องใบหน้าชะงักค้างชาด้านในทันทีหลังจากที่บุรุษผู้นั้นกล่าวต่อ
“สมัครเป็คนงานประจำก้นครัวนั่นเอง"
เสียงหัวเราะดังครืนใหญ่ทั่วบริเวณที่ไหนได้ขอทานน้อยที่กล้าลอยหน้าลอยตาท่ามกลางเหล่าคนหนูคุณชายอย่างพวกมันก็เพียงแค่มาสมัครเป็คนรับใช้ก้นครัวเท่านั้นคุณหนูตระกูลฉินเองก็ยกยิ้มเหยียดให้แก่ขอทานน้อยที่น่าชิงชังนางนั้น
ไป๋เหิ่นซินนางไม่ได้รังเกียจว่าจะเป็อะไรแต่เท่าที่นางอยู่ที่นี่มานับสิบกว่าวัน ย่อมรู้ว่าตัวตนของธรรมบาลมุทราเข้าถึงยากขนาดศิษย์ทั่วไปยังยากเข้าถึง เช่นนั้นการทำงานอยู่ก้นครัวจะยังมีหวังที่จะเข้าถึงอยู่หรือประการสำคัญนางใช้เงินที่เจียวมิ่วมอบให้จำนวนมากสมัครเข้าคัดเลือกเป็ศิษย์ไปแล้วเหตุใดกลับกลายเป็เช่นนี้ได้ จึงรีบกล่าวแย้ง
“ข้าสมัครเข้าคัดเลือกเป็ศิษย์ในนิกายท่านเองก็เป็ผู้รับสมัคร”
บุรุษผู้นั้นผงกศีรษะ
“ใช่ ข้าเป็ผู้รับสมัครเ้าเขียนใบสมัครพร้อมจ่ายค่าสมัครเท่าไหร่”
ไป๋เหิ่นซินตอบอย่างรวดเร็วทั้งยังเสียงดังฟังชัด
“ห้าร้อยเสี้ยว”
บุรุษผู้นั้นหันไปถามเหล่าผู้สมัครคัดเลือกคนอื่นๆ
“พวกเ้าใช้เงินตราในการสมัครเท่าไหร่"
ทุกเสียงตอบอย่างพร้อมเพรียง
“หนึ่ง่ห้าร้อยเสี้ยว”
(*หนึ่งพันห้าร้อยเสี้ยว)
ไป๋เหิ่นซินขมวดคิ้วจนจรดกันพร้อมกับนิ้วที่ชี้ออกไป
“ท่านเป็คนบอกข้าว่าค่าสมัครห้าร้อยเสี้ยว”
บุรุษผู้นั้นหรี่ตา
“ข้าบอกเ้าเช่นนั้นรึแล้วผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องจ่ายหนึ่ง่ห้าร้อยเสี้ยว ขอทานน้อยเ้าคิดจะเล่นลวดลายอันใดคิดใช้ความหน้าด้านจ่ายเงินน้อยแล้วหวังสูงหรือ”
ไป๋เหิ่นซินล้วงเอาถุงเงินที่เจียวมิ่งมอบให้ออกมาเจียวมิ่งมอบเงินตราจำนวนเกือบสอง่ให้แก่นาง เพื่อใช้ในค่าสมัคร ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าจิปาถะสำหรับเมื่อตอนคัดเลือกอยู่ที่นิกายเทวะวจนะแห่งนี้ นางจึงวางถุงเงินนั้นทั้งหมดต่อหน้าบุรุษผู้รับคัดเลือก
“เช่นนั้นข้าจะจ่ายที่เหลือให้ท่านทั้งหมดท่านช่วยเพิ่มชื่อของข้าเข้าไปที ได้โปรด"
บุรุษผู้นั้นผลักถุงเงินพ้นกายพร้อมผายมือไปยังประตูทางออก
“ข้าต้องทำตามกฎขณะนี้หมดเวลาในการสมัครเพื่อเข้ารับการคัดเลือกแล้ว… เชิญ!”
“นี่ท่าน!”
บุรุษที่เฝ้าประตูนิกายสองผู้ก่อนหน้าพวกมันล้วนเป็ศิษย์ในวิหารมุทรา พอถูกผลัดเปลี่ยนเวรยามออกมาและพบเจอเหตุการณ์เข้าพอดีพวกมันทั้งสองที่ไม่พอใจในตัวตนของไป๋เหิ่นซินั้แ่ต้นอยู่แล้วก็ออกหน้าหวังลากตัวนางออกไป
“ข้างนอกก็ก่อกวนมากพอแล้วข้างในก็ยังก่อกวนอีก วันนี้ข้าจะลากเ้าออกไปให้พ้นหน้าและลงโทษเ้าให้เข็ด"
“ในอาณาเขตวิหารมุทราแห่งนี้อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดยื่นมือช่วยเหลือเ้าได้อีก”
ไป๋เหิ่นซินรู้สึกว่าชีวิตของนางช่างรันทดมากเกินไปแล้วนางอ่านแววตาของคนได้ จึงรู้ว่าั์ที่กลอกไปมาของบุรุษผู้รับสมัครผู้นี้ต้องมีความั์อันใดแน่อีกทั้งการที่มันหลอกตนเื่ค่าสมัครทั้งที่ตนและมันมิเคยรู้จักหรือบาดหมางกันมาก่อนจนเป็เหตุให้ตนมิอาจสมัครเข้าเป็ผู้มีสิทธิ์คัดเลือกได้จักต้องมีเื้ัที่คอยชักนำอีกที คิดเช่นนี้ไป๋เหิ่นซินนางจึงหันไปมองคุณหนูตระกูลฉินที่กำลังยืนยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับั์ตาที่ฉายแววถึงความเหนือกว่าและเป็ผู้ชนะ
เห็นเพียงรอยยิ้มนี้เห็นเพียงั์ตาคู่นี้ ไป๋เหิ่นซินนางก็พลันสำนึกรู้ได้
“เหตุใดจึงกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้ข้าไปทำสิ่งใดให้แก่เ้า!”
ไป๋เหิ่นซินมิอาจควบคุมโทสะจึงทะยานกายเข้าหาคุณหนูตระกูลฉินด้วยความโกรธแค้นด้วยตัวของนางที่ผอมบางจึงแฉลบผ่านจากการเข้าคร่ากุมของบุรุษเฝ้าประตูทั้งสอง ทว่านางเมื่อเทียบกับคุณหนูตระกูลฉินนั่นแล้วนับว่าพลังฝีมือยังห่างชั้นกัน ไหนจะกล่าวถึงกระบวนท่าที่ฝึกฝนและไม่ฝึกฝนของคนทั้งสองจึงเป็ไป๋เหิ่นซินที่ถูกสกัดขาจนร่างล้มคะมำกับพื้น แผลบนหน้าผากก่อนหน้าที่เกิดจากคุณหนูตระกูลฉินควบม้าเข้าใส่ซึ่งกำลังจะสมานดีก็กระทบถูกพื้นจนโลหิตไหลอาบอีกครั้ง
ด้วยโลหิตที่ไหลอาบบนร่างของเด็กหญิงที่บอบบางมองผิวเผินช่างเป็ภาพที่ชวนหดหู่น่าสงสารเป็อย่างมาก ทว่าสิ่งนี้กลับเพียงสร้างเสียงหัวเราะครืนใหญ่ให้แก่ทุกผู้อีกหนเหล่าคนที่อยู่โดยรอบ เหล่าคุณหนูทั้งหลายกลับเห็นความทุกข์ ความเ็ปของนางเป็เื่ตลกมิหนำซ้ำพวกมันยังโยนสิ่งของในมือเข้าใส่นางอย่างหยามเหยียด!