กู้ตงหลิงกลับมาเป็นคนพิการอีกครั้งซ้ำร้ายยิ่งกว่าคราก่อนเสียอีก ถังเชี่ยวแทบคลุ้มคลั่งด้วยโทสะเมื่อรับกู้ตงหลิงกลับจวนตระกูลกู้ นางก็พาตัวกู้ตงหลิงมุ่งหน้าสู่อันหยวนถังทันที
เมื่อคราก่อนอันหยวนถังเป็นผู้รักษากู้ตงหลิงจนหายถังเชี่ยวไม่สนว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นเพราะนางจะไม่ยอมให้กู้ตงหลิงต้องพิการเช่นนี้เป็นอันขาดยามนี้กู้หยวนเจี๋ยถูกเนรเทศ ตระกูลกู้ก็ไม่ได้รุ่งเรืองดังเดิมผู้คนต่างพากันหลีกเลี่ยงราวกับเห็นอสรพิษ
“องค์รัชทายาทช่างอำมหิตนัก ตงหลิงคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอดเหตุใดจึงลงมือได้ถึงเพียงนี้” เฉียนเย่ไม่อาจทนได้เขาจึงเดินทางมายังจวนตระกูลกู้เมื่อก่อนสี่ตระกูลใหญ่ต่างคบหาเป็นสหายกับตระกูลกู้ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทุกคนต่างพากันตีตัวออกห่าง เกรงว่าจะถูกพัวพันเข้าไปด้วย
สองวันนี้ตระกูลกู้จึงได้เข้าใจถึงจิตใจของผู้คนอย่างถ่องแท้กู้ตงหลิงไม่แตะต้องอาหารและน้ำมาสามวันแล้วใบหน้าจึงซูบผอมซีดเซียวแลดูเลวร้ายยิ่งคำพูดของเฉียนเย่แทงทะลุเข้าไปในใจของนางราวกับคมมีดจนร่างกายนางสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“คุณชายเฉียน ขอบใจท่านที่ยังระลึกถึงข้า ยามนี้ข้า… กลายเป็นเช่นนี้ตระกูลกู้ก็พังพินาศแล้ว ต่อไปท่านควรอยู่ห่างจากข้าจะดีกว่าเจ้าค่ะ” กู้ตงหลิงผู้ผ่านพ้นเรื่องราวใหญ่โตมาแล้วมากมายยังคงพยายามรักษาหน้าของตนเองไว้
“ตงหลิง เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ จะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน” เฉียนเย่มองกู้ตงหลิงอย่างลึกซึ้ง แววตาเปี่ยมด้วยความหลงใหลเมื่อก่อนเขาแอบชอบกู้ตงหลิงมาโดยตลอดทว่าเขารู้ว่านางมีเพียงองค์รัชทายาทอยู่ในใจจึงไม่กล้าเอ่ยออกมาทว่ายามนี้เขากลับตัดสินใจแน่วแน่
“ตงหลิง หากเจ้าเต็มใจแต่งงานกับข้า เจ้าจะเรียกร้องสิ่งใด ข้าก็ยินยอม”สำหรับเขาแล้ว นี่คือโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต เขาหลงรักนางมาหลายปีแต่กู้ตงหลิงกลับไม่เคยมองเขาแม้แต่หางตา
ตอนนี้แขนขาของกู้ตงหลิงถูกพันผ้าไว้แน่นเมื่อได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง นางกลับรู้สึกสงบกว่าเมื่อคราวก่อนอยู่หลายส่วนเมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนเย่ นางก็หัวเราะออกมา
“ข้ามีเงื่อนไข… ท่านจงหาคนมารักษาข้าให้หาย แล้วข้าจะแต่งกับท่านทันที”ยามนี้นางเกลียดชังโม่อวี้เฉินและกู้ชิงเฉิงจับใจนางต้องการสังหารและฉีกร่างพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ
เฉียนเย่พยักหน้าอย่างหนักแน่น“ตกลง ตงหลิง เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะต้องรักษาเจ้าให้หายอย่างแน่นอน”
--------
ในด้านของกู้ชิงเฉิง
การรักษาโรคเรื้อรังของฮ่องเต้ฉินกลายเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กู้ชิงเฉิงต้องจัดการโม่อวี้เฉินจึงพานางเข้าวังด้วยตนเอง และยืนเฝ้าดูนางใช้ยาและฝังเข็ม
นางตรวจร่างกายฮ่องเต้ฉินอย่างละเอียดหลังจากถูกทำร้ายมาหลายปี โอกาสที่จะรักษาให้หายนั้นมีน้อยนัก แต่ก็ต้องลองดูไม่เช่นนั้นฮ่องเต้ฉินก็คงไม่ยอมแพ้
“วิชาแพทย์ของเจ้า… เป็นสิ่งที่เรียนรู้ในห้าปีมานี้หรือเจ้าเป็นศิษย์สำนักใดกัน?” ฮ่องเต้ฉินนอนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ลืมตาขึ้น
“พูดตามความจริงเถิด ข้าไม่ต้องการฟังเรื่องโกหก” เขารู้เรื่องลูกสาวทั้งสองของตระกูลกู้เป็นอย่างดีกู้ชิงเฉิงหายไปห้าปี กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อไปทั่วหล้าได้อย่างไร?
ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้ฉินที่สงสัยแม้แต่โม่หรั่นถังและโม่อวี้เฉินก็ยังคงสงสัยไม่แพ้กัน กู้ชิงเฉิงฝังเข็มไปพลางตอบไปพลาง “ทูลฝ่าบาทหม่อมฉันได้เรียนรู้บางสิ่งจากหมอชาวบ้านผู้หนึ่งที่เดินทางไปทั่วสารทิศได้อ่านตำราแพทย์มากมาย และสะสมประสบการณ์มาเพคะ แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่หมอเทวดาอันใดเพียงแต่บังเอิญพานพบเข้าเท่านั้น”
นางระมัดระวังในใจจึงพูดอย่างรอบคอบยิ่งนัก วิธีการของฮ่องเต้ฉินนั้นช่างอำมหิตนักในเมื่อเขาจับตามองนางแล้ว ก็คงไม่ยอมรามือและโรคเรื้อรังของเขาก็จำเป็นต้องรักษาให้หายเกรงว่าหลังจากนี้คงจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาไม่ขาดสาย
“เจ้าถ่อมตนเกินไปแล้ว” ฮ่องเต้ฉินยิ้มเล็กน้อยแล้วจึงถามต่อ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด?”
กู้ชิงเฉิงกำเข็มเงินไว้ในมือก้มหน้าน้อยๆ ครุ่นคิดว่าสิ่งใดควรกล่าว สิ่งใดไม่ควรกล่าว
ฮ่องเต้ในวัยเยาว์นั้นเป็นถึงพระราชาผู้ทรงคุณธรรมหายากจริงๆทว่ายามบั้นปลายกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เพียงแต่โหดเหี้ยมอำมหิตหากแต่ยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“เสด็จพ่อ ลูกจำได้ว่าหมอหลวงเคยกล่าวว่าเสด็จพ่อทรงงานหนักเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”โม่อวี้เฉินเอ่ยแทรกขึ้นมาเขาไม่อาจปล่อยให้ฮ่องเต้ทำให้กู้ชิงเฉิงลำบากใจได้เรื่องเช่นนี้จะพูดให้กระจ่างชัดได้อย่างไร
“ทำหนักเกินไปเช่นนั้นรึ…” ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็น
“ตอนนั้นข้ายังหนุ่มแน่นแข็งแรงเลือดลมพลุ่งพล่านอยู่เลย” เรื่องนี้เป็นดั่งหนามยอกใจสำหรับเขา ทุกครั้งที่นึกถึงก็เจ็บปวดยามนี้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง และเกิดจิตสังหารจางๆ
เขาเป็นถึงองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่มีนางสนมกำนัลมากมาย ทว่ากลับทำได้เพียงเฝ้ามองยิ่งไปกว่านั้นยังต้องจำยอมยกตำแหน่งให้แก่คนสนิท เพื่อปิดปากผู้คน
กู้ชิงเฉิงเหลือบมองฮ่องเต้คิ้วขมวดเล็กน้อย ที่เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ก็ล้วนเป็นเพราะเรื่องนี้ เขาสงสัยในตัวรุ่ยอ๋อง แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐาน
--------
ยามพลบค่ำโม่อวี้เฉินจึงพากู้ชิงเฉิงออกนอกวัง ในรถม้า ทั้งสองคนต่างถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ดูจากพระประสงค์ของฝ่าบาทแล้ว ทรงสงสัยท่านอ๋องเพคะ” กู้ชิงเฉิงถอนหายใจ
“ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสองคนเคยแน่นแฟ้นแต่ฮ่องเต้กลับทรงระแวงถึงเพียงนี้” นางรู้สึกสลดใจเป็นยิ่งนักเพราะอำนาจช่างบดบังดวงตาของคนได้จริงๆ
“เรื่องนี้ต้องสืบให้ชัดเจนเสียก่อน” โม่อวี้เฉินยกมือขึ้นนวดขมับรู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างอุดตันในอก
เมื่อเห็นเขามีท่าทางเช่นนั้นกู้ชิงเฉิงก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หากนางบอกเรื่องฮองเฮาโม่อวี้เฉินคงยิ่งสับสนมากยิ่งขึ้นไปอีก คงทำใจรับไม่ได้เป็นแน่
“เสด็จพ่อตรัสถูกแล้ว เรื่องราวผ่านมานานเกินไป หลักฐานต่างๆถูกทำลายจนหมดสิ้น ยากที่จะสืบสาวได้” กู้ชิงเฉิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้นโม่อวี้เฉินรู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงน่าจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วทว่าก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้
กู้ชิงเฉิงเห็นเขาเลิกคิ้วมองนางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็นอะไรไปหรือเพคะ?”
โม่อวี้เฉินส่ายศีรษะเก็บอารมณ์ของตนเอง “ไม่มีอะไรหรอกอาการป่วยของเซวียนเอ๋อร์ก็ต้องเร่งรักษาให้เร็วที่สุดเช่นกัน”
“เอ่อ....” เสียงของกู้ชิงเฉิงพลันเบาลงราวกับเสียงกระซิบของแมลงนางก็รู้ดีว่าไม่อาจปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ได้อีกแล้วทว่านางก็ไม่อาจก้าวข้ามอุปสรรคในใจไปได้ แม้จะพยายามปรับทัศนคติให้กับตนเองบอกตัวเองอยู่เสมอว่าทุกอย่างเป็นไปเพื่อกู้จิ่งเซวียน แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ นางก็กลับกลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
---------
ไป๋จุ่นหลานชายคนโตของตระกูลไป๋ได้รีบรุดกลับมายังเมืองหลวงเพราะเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้เขาไม่อาจรับมือได้ไหวสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อกลับถึงจวนตระกูลไป๋คือการไปพบกู้ชิงเฉิงที่ตำหนักบูรพา
สำหรับคนตระกูลไป๋ความรู้สึกของกู้ชิงเฉิงซับซ้อนยิ่งนักคนตระกูลไป๋ดูแลนางที่เป็นเจ้าของร่างเดิมราวกับแก้วตาดวงใจแม้ว่านางจะเป็นคนโง่งม พวกเขาก็ไม่เคยรังเกียจ
ทว่าสิ่งที่กู้ชิงเฉิงกระทำในภายหลังกลับสร้างบาดแผลอย่างล้ำลึกให้กับตระกูลไป๋และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงย้ายออกจากเมืองหลวง ไปประจำการที่ดินแดนอันหนาวเหน็บ
“ชิงเฉิง เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ ช่างดีเหลือเกิน” ดวงตาของไป๋จุ่นแดงก่ำเล็กน้อยเขาที่นั่งอยู่ในห้องโถงของตำหนักบูรพา มองดูกู้ชิงเฉิงที่ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆขอบตาของเขาแดงก่ำ
“เจ้ากลับมาได้อย่างไรกัน?” โม่อวี้เฉินมาพร้อมกับกู้ชิงเฉิงเพื่อพบกับไป๋จุ่นโม่อวี้เฉินเกรงว่าคนตระกูลไป๋จะทำร้ายกู้ชิงเฉิงเพราะเรื่องราวในอดีต
แต่ไป๋จุ่นมีความสัมพันธ์อันดีกับโม่อวี้เฉินเป็นอย่างยิ่งในอดีต พวกเขาเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ฝึกฝนในค่ายทหารมาด้วยกันจึงมีความผูกพันที่แน่นแฟ้น
ในตอนนี้โม่อวี้เฉินก้าวไปข้างหน้า แล้วใช้กำปั้นชกเข้าที่ไหล่ของไป๋จุ่นไป๋จุ่นถอยหลังไปสองสามก้าว ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สนใจนักกลับมองตรงไปยังกู้ชิงเฉิงที่เดินตามโม่อวี้เฉินมา “ชิงเฉิงพี่คิดถึงเจ้ามาโดยตลอด”