ตลอด่เวลาทั้ง 7 วันที่เหลืออยู่นี้ มิเนอร์วาใช้เวลาในการเก็บข้าวของและเตรียมตัวเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น อีก 5 วันที่เหลือล้วนใช้ชีวิตร่วมกับมารดา ออกไปทานอาหารนอกบ้านดังเช่นที่คนปกติกระทำ ไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ที่อยากจะไป และในวันสุดท้ายคือการเข้าไปลาดีมัวร์เพื่อแจ้งให้อีกฝ่ายทราบว่าถึงเวลาที่ตนจะต้องไปเดินทางแล้ว
เด็กหนุ่มทำทีท่าเป็ปกติเสมือนไม่มีสิ่งใดพิเศษเกิดขึ้นในชีวิต แต่แน่นอนอีฟริทได้ออกปากเตือนศิษย์ไว้แล้ว ถ้าอีฟริทััถึงพื้นฐานมืดของดีมัวร์ได้ ยังไงดีมัวร์ในตอนนี้ก็น่าจะััถึงพื้นฐานมืดของมิเนอร์วาได้เช่นกัน เพราะยังไงก็คือพื้นฐานชนิดเดียวกัน แค่มาจากแหล่งที่แตกต่างกันก็เท่านั้นเอง มิเนอร์วาค่อนข้างคุ้นชินกับเื่แบบนี้แล้วท่าทางที่ออกมาเวลาอยู่ต่อหน้าดีมัวร์ล้วนเป็ธรรมชาติยากสังเกตจับผิด
"เอานี่จดหมายแนะนำตัวสำหรับเข้าเรียนต่อที่สถาบันหลวงของราชวงศ์แทนลายัส ลุงคิดว่าเ้าคงต้องได้ใช้มันแน่ๆ ไม่ต้องห่วงเื่ทางนี้เดี๋ยวข้าคอยดูแลให้เอง"
ดีมัวร์ยื่นจดหมายซองขาวขนาดเท่าฝ่ามือให้เด็กหนุ่มใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเป็กันเองเหมือนอย่างที่เคยเป็ เบื้องลึกในจิตใจกำลังคาดเดาบางสิ่งแต่ไม่แสดงออกทางสีหน้า
'มันรู้ตัวว่าเ้ามีพื้นฐานมืดแต่กลับไม่เอ่ยถามออกมาตรงๆ เลือกที่จะปกปิดไว้แทน แสดงว่ามันกำลังหลอกให้เ้าตายใจ ระวังตัวเอาไว้ให้ดี'
แน่นอนในเวลานี้มิเนอร์วาและดีมัวร์ทั้งคู่ต่างก็กำลังสวมหน้ากากเข้าหากัน ฝ่ายแรกกำลังสวมหน้ากากของเด็กหนุ่มซุกซนไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ที่กำลังปิดบังว่าตัวเองคือผู้วิเศษ ทำเหมือนกับทุกอย่างยังคงเป็ปกติ
ในขณะที่ฝ่ายหลังกำลังสวมหน้ากากของคุณลุงเพื่อนของบิดาผู้ใจดีมีเมตตา ต่างฝ่ายต่างก็กำลังหลอกให้อีกฝ่ายตายใจ แต่ตัวดีมัวร์นั้นหารู้ไม่ว่าตัวมันที่กำลังคิดว่าตัวเองได้เปรียบกลับต้องมาเสียท่าั้แ่ยังไม่เริ่มให้กับแผนการของ 2 ราชันย์เทพ
'หึ! เ้าเด็กโง่ทำดีด้วยหน่อยก็ตายใจแล้ว รอข้าได้มันมาก่อนเถอะพวกเ้าทั้งครอบครัวจบเห่แน่!'
ในใจของดีมัวร์ตอนนี้กำลังวางแผนปองร้ายเด็กหนุ่มโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ตัวมันกำลังรอให้มิเนอร์วาได้ออกไปให้ไกลจากซูทาร์นายิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี มันสังเกตเห็นพื้นฐานมืดั้แ่คืนวันงานเลี้ยงแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าพื้นฐานมืดที่อยู่ในตัวเด็กหนุ่มเป็เพราะสมบัติวิเศษหรือเด็กหนุ่มได้เข้าร่วมกลุ่มที่ไหนสักแห่งกันแน่
มันจึงไม่กล้าลงมือผลีผลามกลัวไปเตะโดนตอไม้ของใครเข้า ด้วยเพราะความละเอียดรอบคอบในชีวิตแบบนี้นี่เองที่ทำให้ตัวมันสามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ มันไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะรอคอยเวลาอย่างใจเย็น รอคอยเวลาที่เหมาะสมที่สุดราวกับอสรพิษร้ายกำลังจับจ้องลูกนกน่าสงสารที่พลัดตกจากรัง
มันรอคอยอย่างใจเย็น จนถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ก็จะพุ่งฉกกัดเหยื่อผู้อับโชคอย่างไร้ปรานี และตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลานั้น แต่ดีมัวร์เองก็คงจะยังไม่รู้ตัวว่าเหยื่อที่แกล้งอับโชคของมันตัวนั้นคือลูกนกเ้าเล่ห์ที่ร่วมมือกับพญานกอีก 2ตัว รอคอยเวลาที่เหมาะสมกว่าเข้าตะครุบฉีกสังหารเ้างูโง่ที่คิดว่าตัวเองเป็นักล่าแค่เพียงผู้เดียว
"หลานลุง พ่อเ้าได้ทิ้งมรดกอะไรไว้ให้เ้าใช้ดูต่างหน้าบ้างหรือไม่?" …ดีมัวร์แกล้งหลอกถามพลางสำรวจปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม
"อืม…ถ้าข้าจำไม่ผิดนอกจากเงินทอง รูปภาพและของใช้ส่วนตัวก็ไม่มีอย่างอื่นแล้ว มีเื่ใดเกิดขึ้นหรือไม่?"
แอสคลีเพียสเริ่มชักใยคว้าโอกาสที่อีกฝ่ายเปิดประเด็นทันที บอกให้เด็กหนุ่มหลอกถามกลับ
'เลือกตอบเยอะๆ เข้าไว้ เรามาดูกันว่ามันหวังอะไร จากเ้า!'
"จำพวกหนังสือวาดรูปสีเขียว หรือไม่ก็ลูกเต๋าสีฟ้าที่เอาไว้ใช้ทอยเล่นในวงเหล้าน่ะ ข้าเคยเห็นพ่อเ้าเอามาให้ดู ข้าเลยอยากขอซื้อต่อน่ะ แต่ถ้าไม่มีของแบบนั้นก็ช่างเถอะ บางทีเขาอาจจะขายให้ผู้อื่นไปแล้วก็ได้"
มิเนอร์วายืนจับคางทำสีหน้าครุ่นคิดแต่แท้จริงแล้วกำลังปรึกษากับแอสคลีเพียสอย่างลับๆ
'มันเ้าเล่ห์ยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก ถ้าเ้าตอบว่าเคยเห็น มันก็จะขอเ้าดู ถ้าเ้าเอาให้มันดู การฆ่าคนปิดปากของเหนืุ์ย่อมไร้ร่องรอยให้คนธรรมดาตามสืบสาว ถ้าไม่ให้มันดู มันก็จะลำเลิกบุญคุณต่อว่าเ้า แต่ถ้าเ้าตอบว่าไม่เคยเห็น มันก็จะมั่นใจว่าพื้นฐานมืดที่เ้ามีนั้นมาจากกลุ่มไหนสักกลุ่ม ไม่ได้มาจากสมบัติที่บิดาเ้าเหลือทิ้งไว้ให้ หรืออีกความหมายหนึ่งยังไม่มีใครเจอสมบัติลับเ่าั้ยังไงล่ะ'
'แล้วทำไมท่านพ่อไม่มอบให้ข้าตรงๆ ล่ะท่านอาจารย์ เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยาก?'
'ข้าเดาว่าเขาเองก็คงอยากมอบให้เ้าเป็คนแรกเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็คงไม่อยากให้เ้าต้องมาพัวพันกับปัญหาอันตรายจึงได้สร้างปริศนาต่างๆ ขึ้นมาแล้วผนึกของทุกชิ้นไว้ในนั้น บางทีถ้าเ้าไม่มีโชควาสนาเลย คงไม่มีโอกาสหาพวกข้าเจอเลยตลอดชีวิต เช่นนั้นก็คงได้แต่ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเอาแล้ว'
มิเนอร์วาพลันเข้าใจต้นสายปลายเหตุของปัญหานี้ ก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก จากไปก็นานแล้วแต่ยังคงปกป้องคุ้มครองไม่ขาดหาย ความรักของบิดาที่มีต่อบุตรช่างอ่อนโยนและควรค่าแก่การจดจำ
"ข้าจะลองกลับไปค้นดูอีกรอบ บางทีท่านแม่อาจจะรู้ ถ้าเจออะไรแบบที่ท่านกำลังตามหาข้าจะนำมาให้ท่านดูเอง แต่อาจต้องขอให้ท่านรอนานหน่อย เพราะอย่างที่รู้กันข้าต้องไปสอบเข้าเรียนที่สถาบันหลวง"
ดีมัวร์พยักหน้ารับรู้เป็เชิงยินยอมตกลง ภายในใจของมันกำลังครุ่นคิดอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่
'หึ! เจอไม่เจอแล้วอย่างไร แค่เ้าไปไกลๆ ได้แผนของข้ายิ่งราบรื่น เ้าจะไปนานเท่าไหร่ กลุ่มเื้ัเ้าเป็กลุ่มไหน ใครจะสนกันขอแค่ข้าวางแผนต่อจากนี้ให้ไม่ไปกระทบกับตอไม้เข้า ถึงเวลานั้นข้าจะขย้ำเ้าเอง'
มิเนอร์วาพูดคุยอีกไม่กี่คำก็จากไป เมื่อเดินออกมาขณะจะกลับไปขึ้นรถม้า สายตาที่จ้องมองไปเบื้องหน้าก็พบกับสตรีสาวสวยผู้มาในเดรสสีขาวให้ความรู้สึกสะอาดบริสุทธิ์ เกรเซียนั่นเอง หญิงสาวหยุดยืนนิ่ง จ้องมองกลับมา มุมปากยกยิ้มกางแขนขาวเรียวคู่นั้นออก ราวกับเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มตรงหน้าเข้าสวมกอด มิเนอร์วายืนนิ่งหน้าแดงอย่างเขินอายทำตัวไม่ถูก ถึงแม้ภายในใจจะพยายามปฏิเสธในตัวตนของเกรเซีย แต่เด็กน้อยผู้หนึ่งจะมีภูมิต้านทาน เื่หญิงชายแบบนี้ซะที่ไหนกัน
"พี่สาวเริ่มจะปวดแขนแล้วนะ เด็กดื้อเ้าจะกอดหรือไม่กอด?"
หญิงสาวทำหน้ามุ่ยตัดพ้ออย่างน่าหลงใหล มิเนอร์วาได้สติรีบโค้งคำนับเป็เชิงทักทายอย่างสุภาพ รีบอ้างว่ายังคงติดธุระต้องขอตัวไปก่อน เด็กหนุ่มเดินชิ่งหนีมาอย่างรวดเร็ว ไม่รอคำตอบจากอีกฝ่าย เกรเซียไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงมองตามมิเนอร์วาที่เดินลับสายตาไป ใบหน้ายังคงยกยิ้มสวยงามตามเดิมก่อนจะเดินจากไปอีกทางเช่นกัน
"ฮ่า ๆ ๆ เ้ากลัวผู้หญิงหรืออย่างไรกัน ทำไมถึงได้ทำตัวลนลานตื่นใถึงปานนี้"
แอสคลีเพียสหัวเราะชอบใจ มิเนอร์วาที่ขณะนี้นั่งอยู่ในรถม้าสีดำกำลังเดินทางกลับบ้านของตัวเอง พลางจ้องมองไปยังวิวด้านนอกหน้าต่างสีหน้าปั้นยากเดี๋ยวดีเดี๋ยวแย่
"ศิษย์ข้าอย่าบอกนะว่าเ้าชอบนาง?"
อีฟริทที่เห็นท่าทางแปลกๆ ถามขึ้นอย่างเป็ห่วง หลงรักลูกของศัตรูทำร้ายครอบครัวนี่มันเื่บ้าอะไรกันอันตรายเกินไปแล้ว
"อาจารย์ความรักคือสิ่งใด ข้าแค่รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นนาง กับผู้อื่นถึงจะใจเต้นแรงเหมือนกันแต่ก็ไม่แรงเท่ากับนาง หัวสมองข้ามักขาวเบลอไปชั่วขณะทุกครั้งที่สบสายตากับนาง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่ารักใช่หรือไม่?"
"อา…อย่างงี้นี่เอง ชะตาฟ้ายากขัดขืน"
"ชะตาบ้าบออะไรของเ้ากันัเฒ่า เด็กมันรักกันก็ส่วนเด็กสิ ศิษย์ข้าอย่าไปฟังคำเพ้อเจ้อ ฟังข้านี่ ถ้าพวกเ้าจะรักกันก็รักไป บิดาเป็ผู้ก่อ ก็ให้บิดาเป็ผู้รับผิดชอบ นางไม่ได้ทำ จะไปโทษนาง เ้าคิดว่ามันยุติธรรมสำหรับนางหรือไม่เล่า"
มันไม่รู้ว่าัเฒ่าััหรือคิดอะไรได้ แอสคลีเพียสย่อมมีความคิดเป็ของตัวเอง ตัวมันย่อมไม่สอนให้ศิษย์เป็ผู้ชายใจแคบอย่างแน่นอน มิเนอร์วาไม่อยากให้เื่นี้สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ เพราะชะตากรรมที่พาซัคและครอบครัวต้องพบเจอ ล้วนทุกข์ทรมานเป็อย่างมากเขายังคงมีความแค้นสุมอกรอชำระ
"บิดาเป็ผู้ลงมือ บิดาก็ต้องรับ ถ้าเ้าไม่กล้าฆ่ามัน เ้าก็ต้องลงโทษมัน ถ้าไม่ลงโทษถึงกับตาย ข้าเชื่อว่าหากนางรักเ้าจริงย่อมเข้าใจสิ่งที่เ้าทำ"
"......."
อีฟริทคร้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่รักๆใคร่ๆ ของเด็ก จิตใจที่อยู่มาเป็เวลานานของมันย่อมด้านชาในเื่พวกนี้ ไม่ว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าผลสุดท้ายที่ออกมาก็มีเพียงเท่านี้ ไม่ว่ามิเนอร์วาจะเลือกฆ่ามันก็เห็นด้วย ไม่ฆ่ามันก็เห็นด้วย
เด็กหนุ่มยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัวพูดชื่อของสาวงามออกมาเสียงเบาในห้วงจินตนาการคิดไปไกล รู้ตัวอีกทีก็กลับมาถึงบ้านแล้ว มิเนอร์วารีบเข้านอนเพราะกลัวจะตื่นสายทำให้พลาดการสมัครเข้าสอบที่จะเริ่มตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้
ความมืดยังคงปกคลุมนภากว้างมิเนอร์วาขณะนี้เสร็จสิ้นกิจกรรมทุกอย่างแล้ว พาร่างกายที่ยังคงงัวเงียจากอาการตื่นเช้าเกินไป เดินมาขึ้นรถม้าโดยมีสาวใช้และมารดาเดินมาส่งที่หน้าประตู ทั้งคู่แม่ลูกกอดอำลากัน เด็กหนุ่มน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รถม้าสีดำค่อยๆ แล่นออกไปมีตะเกียงน้ำมันวาฬแขวนไว้ให้ความสว่าง บางครั้งก็อาศัยตะเกียงน้ำมันวาฬตามเสาถนนในการส่องทาง
เสียงล้อรถแ่เบาลงพร้อมกับตัวรถที่วิ่งห่างออกไปจนลับตา มิเนอร์วานั่งหลับอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง จนตอนนี้เบื้องนอกห้องโดยสายแสงสว่างส่องจนทั่วบริเวณไปนานแล้ว รถม้าถึงค่อยๆ หยุดลง เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณคนขับรถม้า เดินแบกกระเป๋าสะพายใบเล็กที่ด้านในบรรจุเสื้อผ้าและข้าวของส่วนตัว
ในความเป็จริงมันสามารถเก็บของพวกนี้ไว้ในพลังของหนังสือเล่มเขียวได้ แต่ก็กลัวผู้อื่นสงสัยจึงยังคงถือติดตัวมา หลังจากมองซ้ายแลขวาแล้วไม่เจอผู้ใด เด็กหนุ่มแผ่พลังิญญาไปที่มือซ้ายสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดที่ล้อมกรอบหนังสือพลันปรากฏขึ้น แสงสีเขียวกะพริบวาบหนึ่งทีกระเป๋าสะพายใบเล็กก็หายไปแล้ว
มิเนอร์วากางแผนที่เดินออกไปตามจุดที่เขียนไว้ทันที เด็กหนุ่ม้าสำรวจสถานที่และผู้คนโดยรอบเพราะถ้าสอบติดหลังจากนี้อีกหลายปี มันย่อมต้องอาศัยอยู่แถวนี้และผู้คนที่อยู่แถวนี้ล้วนต้องมีหลายคนที่มาสมัครเรียนหรือไม่ก็เป็ศิษย์ของที่นี่อยู่แล้ว ๆ หลังจากพยายามเข้าหาผู้คนมากมายเพื่อถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ อยู่หลายครั้ง
ตอนนี้เด็กหนุ่มก็พาตัวเองมาถึงโต๊ะสมัครสอบที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ 2 คน มิเนอร์วายื่นจดหมายแนะนำตัวให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาทไม่รีบร้อน
"รอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งเหล่าาุโให้"
หนึ่งในนั้นยิ้มน้อยๆ ก่อนจะลุกเดินออกไปพร้อมจดหมาย รอไม่นานมันก็กลับมาพร้อมป้ายทองแดงขนาดเล็กแผ่นหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่าผู้สมัครสอบหมายเลข 989 จากนั้นพวกเขาก็ชี้ไปทางประตูพลางบอกแนะนำจุดถัดไป
"เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาทดสอบ เ้าต้องเข้าไปยืนรอด้านใน เดินไปได้ทุกที่ ยกเว้นสถานที่ติดป้ายห้ามเข้า พื้นที่เ่าั้เ้าต้องเข้าเรียนก่อนถึงจะสามารถเข้าไปได้"
มิเนอร์วาไม่ได้แยแสอะไรกล่าวขอบคุณก็เดินจากมา เด็กหนุ่มเดินหาร่มไม้แถวสนามทดสอบเพื่อนั่งพักรอคอยให้เวลานั้นมาถึง
หลังจากรออยู่นานเสียวนกหวีดก็ดังขึ้นเป็สัญญาณว่าพร้อมจะเริ่มการทดสอบแล้ว การสอบรอบแรกเป็ข้อสอบเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ประวัติศาสตร์ สังคมและศิลปะ ข้อสอบพวกนี้สำหรับเด็กหนุ่มนั้นเป็เื่ง่ายที่เคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จึงมั่นใจว่าจะผ่านได้อย่างไม่อยากเย็น
และในตอนนี้เวลาก็ผ่านไปจนถึง่เย็น มิเนอร์วาเองพึ่งมารู้ว่าการทดสอบนี้แบ่งออกเป็สองรอบ หลังจากการทดสอบร่างกายจำพวกวิดพื้น ดึงข้อ วิ่งและว่ายน้ำได้จบลงก็ถึง่เวลาประกาศสรุปผลการสอบ จากผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 40,000 คน มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างแค่เพียง 1,000 คนเท่านั้น และทั้ง 1,000 คนนี้จะถูกสัมภาษณ์ จาก 5 สถาบันระดับสูงของกรุงฮัลเฟนด์
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์สัมภาษณ์จะถูกคัดเลือกโดย 5 สถาบันนี้เท่านั้น สถานที่ทดสอบจะแจ้งให้ทราบในวันพรุ่งนี้ คืนนี้พวกเขาทั้ง 1,000 ชีวิตจึงต้องนอนในห้องส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ และแน่นอนแค่คน 1,000 คน สถาบันหลวงฮัลเฟนด์แห่งราชวงศ์แทนลายัสแห่งนี้ล้วนใหญ่โตกว้างขวาง แค่ตึกว่างพร้อมเตียงนอนย่อมมีเพียงพอในการรับแขก
สถาบันทั้ง 5 ประกอบไปด้วย อันดับ 1 สถาบันหลวงฮัลเฟนด์ ก่อตั้งโดยมีราชวงศ์แทนลายัสเป็หัวหอก ของโรงเรียนระดับสูงทั่วอาณาจักร สถาบันหลวงแห่งนี้คือศูนย์รวมเหล่าหัวกะทิมากมาย เป็ที่หมายตาของทุกชนชั้น
อันดับ 2 ชุมนุมธารน้ำแข็ง แข็งแกร่งรองลงมาว่ากันว่าคงอยู่มาช้านานแล้ว แต่เนื่องจากรับเพียงศิษย์สตรีเท่านั้นจึงมีจำนวนศิษย์ค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยเป็ที่รู้จักของเหล่าคนธรรมดามากนัก มีเสียงเล่าลือกันว่าศิษย์ของที่นี่มีความแข็งแกร่งพอๆ กับสถาบันหลวงหรือไม่ก็อาจจะมากกว่า แต่เนื่องจากวางตัวเป็กลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงไม่สนเื่ความแข็งแกร่งที่ถูกจัดขึ้น ทุกครั้งที่มาจึงทำเพียงแค่มารับศิษย์สตรีที่ถูกใจแล้วพากลับถิ่นที่พักทางตอนเหนือของอาณาจักร
อันดับ 3 สถาบันจันทราทมิฬ เป็สถาบันที่ขึ้นชื่อเื่การค้าขาย ก่อตั้งโดยกลุ่มการค้าจันทราทมิฬ ขึ้นชื่อในด้านความร่ำรวยอู้ฟู่ พวกมันไม่เน้นแข็งแกร่งแต่เน้นใช้สมองและเงินที่มีในการแก้ปัญหา ยึดถือคติที่ว่าของล้ำค่าคือสิ่งเดียวที่เชื่อถือได้
อันดับ 4 สำนักแพทย์โลหิตพิษ เป็สถาบันที่สอนเกี่ยวกับการแพทย์ โดยเน้นรักษาด้วยโลหิตและพิษ ถึงจะขึ้นชื่อในด้านความร่ำรวยเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้มากเท่าสถาบันจันทราทมิฬ และแพทย์ฝีมือดีส่วนใหญ่ของอาณาจักรล้วนมาจากที่แห่งนี้
อันดับสุดท้าย วังมรณะสาบสูญ สถานที่บ้าบอที่ผู้ก่อตั้งและเหล่าอาจารย์สั่งสอนศิษย์ด้วยการปล่อยปละละเลย โดยอ้างว่าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ไม่มีกฎ ไม่มีระเบียบอะไรทั้งนั้น อยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน ขอแค่ไม่ทำร้ายกันจนต้องเืตกยางออก ที่แห่งนี้ล้วนพร้อมเปิดรับศิษย์ที่มีคุณสมบัติทุกคน
ข้อมูลเหล่านี้มิเนอร์วาล้วนได้รับมาจากผู้ที่มีพื้นฐานมืดคนหนึ่งขณะเดินเตร็ดเตร่ใน่เช้า หลังจากนอนหลับพักผ่อน การรอคอยการทดสอบที่แท้จริงรอบสุดท้ายก็จบลง ผู้สัมภาษณ์ทั้ง 5 ต่างก็ยิงคำถามในแบบฉบับของตัวเองออกมา และมิเนอร์วาก็ตอบทั้ง 5 คำถามออกไปอย่างซื่อตรง
เด็กหนุ่มเชื่อว่าด้วยผลการเรียน และผลการทดสอบร่างกายที่พอถูไถ รวมทั้งการสัมภาษณ์ต่อให้ไม่สามารถเข้าเรียนที่สถาบันหลวงได้ การจะเข้าสถาบันอันดับ 3 และ 4 ย่อมไม่ใช่เื่ยาก เพราะมิเนอร์วามีหัวการค้ามาั้แ่เด็ก
เป็ถึงที่ปรึกษาธุรกิจประจำเมือง กับคำถามง่ายๆ พวกนั้นย่อมไม่ใช่ปัญหา หรือจะเป็เื่เกี่ยวกับการแพทย์อาจารย์มันก็เป็ถึงราชันย์เทวะแห่งการแพทย์ สมุนไพรระดับต่ำพวกนั้นล้วนแจกแจงได้อย่างหมดจด และแล้วการประกาศผลก็ออกมา ศิษย์สตรีที่ชุมนุมธารน้ำแข็งได้เลือกไว้จำนวน 100 คนได้ถูกแยกออกไปก่อนแล้ว เวลานี้จึงเหลือเพียงเหล่าชายหญิงที่มารวมตัวกันรอฟังประกาศเพียง 900 ชีวิตเท่านั้น
เสียงประกาศของผู้ที่ถูกคัดเลือกจากอันดับท้ายสุดไล่เรียงสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนผ่านพ้นไปแล้วกว่า 800 รายชื่อ เวลานี้ทางสถาบันจันทราทมิฬก็ได้ประกาศปิดรับศิษย์ จากทั้ง 800 กว่ารายชื่อที่ถูกคัดเลือกมีมากถึง 300 รายชื่อที่ถูกคัดเลือกให้เข้าเรียนกับสถาบันการค้าแห่งนี้ อีก 500 รายชื่อที่เหลือนั้นล้วนแบ่งได้เป็ สถาบันหลวงฮัลเฟนด์ 89 รายชื่อ สำนักแพทย์โลหิตพิษ 200 รายชื่อ วังมรณะสาบสูญ 211 รายชื่อ
เสียงประกาศยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ชื่อของเด็กหนุ่มได้ถูกประกาศออกมาแล้วจุดหมายปลายทางคือ วังมรณะสาบสูญที่ผู้คนพากันหลีกเลี่ยง พวกที่ได้ระดับสูงบางคนยังอดคิดไม่ได้ว่าทำไมทั้งที่ได้อันดับสูงแต่กลับได้อยู่สถาบันที่อยู่ห่างไกลความเจริญอย่างวังมรณะสาบสูญ เป็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวของพวกเขาเอง ฉลาด แข็งแรงแล้วอย่างไร? ถ้าไม่มีพื้นฐานอะไรเลยย่อมต้องถูกคัดเลือกให้ไปเรียนที่วังมรณะสาบสูญ ความเงียบเข้าเกาะกินมิเนอร์วาอย่างช้าๆ หลังจากได้รับรู้ความจริงจากเสียงประกาศ เด็กหนุ่มกำลังลังเลว่าจะทักท้วงดีไหมเกี่ยวกับการตัดสินของเหล่าาุโ ไม่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนที่สถาบันหลวงก็แล้วไป ทั้งๆ ที่มีจดหมายแนะนำจากดีมัวร์ แต่ทำไมถึงต้องเป็วังมรณะสาบสูญ?
'อา…เป็เ้านั่นนี่เอง แสบนักนะคิดจะขัดขวางไม่ให้ข้าพัฒนาตัวเอง เ้าก็คงรู้ว่าข้ามีพื้นฐานมืด ถ้าส่งข้าไปอยู่อาศัยในที่ซึ่งปล่อยปละละเลยอย่างวังมรณะสาบสูญ ชั่วชีวิตนี้ข้าคงไม่อาจพัฒนาไปได้มากกว่านี้แล้ว'
"ฮะๆ ๆ ฮ่า ฮ่า"
เด็กหนุ่มหัวเราะสมเพชให้กับตัวเองที่หลงติดกับดักของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง มิเนอร์วาพึมพำแ่เบาพลางเดินไปทางวังมรณะสาบสูญ
"แต่เ้าเองก็คงยังไม่รู้ตัวสินะ ว่าข้าเองก็มีแผนรับมือเ้าเช่นกัน"
ในความเป็จริงย่อมเป็เช่นนั้น ดีมัวร์เองก็คงจะคาดไม่ถึงว่ามิเนอร์วามีอาจารย์อยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็ตัวตนโบราณถึง 2 ตน และเป้าหมายจริงๆ ของเด็กหนุ่มไม่ใช่การเข้าเรียนในสถาบันชั้นนำ แต่เป็การซื้อเวลาในการพัฒนาตัวเอง แอบซ่อนในสถานที่ห่างไกลให้ห่างจากสายตาของดีมัวร์ แต่เื่ที่ได้เข้าเรียนในสถานที่ห่างไกลอย่างวังมรณะสาบสูญ ก็ดูจะผิดจากการคาดเดาของเด็กหนุ่มไปมาก ไม่คิดว่าดีมัวร์จะระวังตัวถึงเพียงนี้
'ช่างเถอะตัวข้าอยู่ไหนก็ได้ทั้งนั้น รอข้าก่อนก็แล้วกันเ้าวายร้าย'
เด็กหนุ่มบ่นพึมพำอยู่ในใจ พลางเดินไปตามกลุ่มของตัวเองหายเข้าไปในส่วนลึกของสถาบันหลวง เมื่อเดินไปยังอาคารหลังหนึ่งขนาดไม่ใหญ่มาก มิเนอร์วาเดินเข้าไปโค้งตัวแสดงความเคารพอย่างสุภาพพร้อมทั้งยื่นป้ายหมายเลขสอบให้อีกฝ่ายได้ตรวจสอบ
"ศิษย์ผู้เข้าสอบหมายเลข 989 มิเนอร์วา ขอรายงานตัว"
"โอ้…เป็เ้านี่เอง เ้าหนุ่มเสียใจหรือไม่ที่ได้เข้าเรียนที่นี่"
เ้าของเสียงแก่ชรานี้เป็ใครไปไม่ได้นอกจาก ผู้สอบสัมภาษณ์ของวังมรณะสาบสูญ ชายชรามองมิเนอร์วาอย่างพินิจพิเคราะห์ อดที่จะส่ายหัวออกมาเบาๆ ไม่ได้
"เสียใจ?...ไม่เลยท่านผู้าุโ ข้ากลับนึกขอบคุณสถาบันแห่งนี้เสียอีกที่เลือกข้า"...เด็กหนุ่มตอบไปตามตรงไร้การเสแสร้ง
"ฮ่าๆ ๆ ตอบได้ดี แต่เ้าเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง ข้าไม่ได้เลือกเ้า ตัวข้าไม่กล้าเลือกเ้าหรอก อายุพึ่งจะ 15 ปีก็หาพื้นฐานเจอแล้ว สอบความรู้ก็ได้ที่ 1 ถึงแม้การทดสอบร่างกายจะไม่มีจัดอันดับแต่ผู้ที่สอบผ่านย่อมหมายถึงมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง จะเรียกเ้าว่าอัจฉริยะก็ไม่ผิดนัก ตามข้ามาสิเ้าถือเป็กรณีพิเศษ"
ชายชราพยักหน้าชื่นชม ก่อนจะพามิเนอร์วาเดินแยกออกไปจากกลุ่มผู้ได้รับเลือกจากวังมรณะสาบสูญ
"ดูนั่นท่านผู้าุโมาซีนกำลังพาใครเดินแยกออกไป หรือว่าคนผู้นั้นคือหมายเลข 989 ผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนความรู้อันดับ 1?"
"น่าจะเป็แบบนั้น ถึงจะไม่ได้รับเลือกจากอีก 3 สถาบัน แต่ก็ยังได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษ"
เสียงซุบซิบนินทาของเหล่าผู้เข้าสอบส่งเสียจอแจบ้างมือไม้ก็ชี้ไปทางมิเนอร์วา
"มิเนอร์วา! เ้าเด็กดื้อ รอพี่สาวด้วยนะ"
หญิงสาวผู้หนึ่งส่งเสียงเรียกอย่างไร้ซึ่งความกังวลใด ในขณะที่เอ่ยเรียกก็เดินเหยาะๆ ตามหลังมิเนอร์วาไป ผมยาวสีดำขลับกำลังโยกไหวรับกับท่วงท่าในการเดิน ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจับจ้องไปที่มิเนอร์วาอย่างไม่วางตา รอยยิ้มที่เผยออกมานั้นสยบใจชายทุกผู้ ได้อย่างรุนแรงราวกับเจอของแสลงแพ้ทางใจ เด็กหนุ่มที่กำลังเดินตามาุโมาซีนหยุดเดินพร้อมกับชายชราทั้งคู่หันไปมองทางต้นเสียงสำเนียง์นั้นที่เดินมาหยุดลงตรงหน้า
"อา…เกรเซีย"