ตอนที่ 3 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (12)
จอมมารก็ไม่ใช่ว่ามาเกิดในโลกมนุษย์แล้วจะไร้ศัตรูในใต้หล้าโดยทันที หากแต่ต้องค่อยๆ สั่งสมพลังวิชา ถัดมาเรียกรวมสิบเจ็ดทูตชั่วร้ายใต้ปกครอง ทูตสิบเจ็ดตนถูกเรียกออกมาจนครบและร่วมกันกางข่ายอาคมจึงจะทำให้พลังวิชาของจอมมารบรรลุจุดสูงสุด หากชิงฆ่าจอมมารในขณะที่พลังวิชายังอ่อนแอ เช่นนั้นเหล่าเซียนก็มีโอกาสชนะสูงมาก
ทว่าจอมมารลงมาเกิดหนึ่งครั้งในรอบหมื่นปี แดนเซียนดื่มด่ำสันติสุขได้เกือบหมื่นปีแล้ว การแข่งขันไต่เต้าของเซียนทุกแห่งหนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ได้ยินว่าจอมมารลงมาเกิดแล้วใครก็ไม่อยากร่วมมือกันต่อต้านศัตรู หากแต่คิดจะชิงกำจัดจอมมารก่อนผู้อื่นเพื่อพิสูจน์ว่าสำนักของตนแข็งแกร่งกว่าสำนักอื่น จัด ‘การแข่งขันปราบมาร’ อย่างเอิกเกริก โดยบัญญัติกติกาไว้ชัดเจนว่าเซียนต้องดำเนินการด้วยตนเอง ห้ามช่วยเหลือกัน
ปีนั้นเซียนทุกคนล้วนเ็ปใจสลาย หลังจากจอมมารถูกสังหารต่างพากันสาบานว่านับแต่นี้ไปจะร่วมใจกัน ไม่แข่งขันกันเองอีก แต่ตอนนี้สงบสุขกันอีกร้อยปีแล้ว คนบางส่วนก็ค่อยๆ ลืมเลือนคำสาบานนี้ พอผ่านการเอ่ยเตือนครานี้ของหลิงฉีจวินจึงนึกถึงความคับข้องใจอันใหญ่หลวงและความละอายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
โชคดีที่อาศัยความละอายใจเพียงเล็กน้อยนั่นทุกคนก็ไม่ทะเลาะกันแล้ว หลังจากไตร่ตรองอยู่สองวันก็ตัดสินใจแบ่งกองกำลังออกเป็สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอารักขาประชาชนในโลกมนุษย์ อีกกลุ่มไปเสาะค้นที่อยู่ของจอมมาร สมานสามัคคีตามหาที่อยู่ของจอมมารและกำจัดให้สิ้นซากก่อนที่มันจะก่อเื่สำเร็จ
เหลียนเชวี่ยคิดว่าอารักขาประชาชนดูจะง่ายกว่ากันหน่อย และอุปนิสัยของสือหนิงย่อมต้องเหมาะกับการคุ้มกันประชาชนเป็แน่ แต่เสียดายที่หนานิจวินเลื่องชื่อทั่วทิศ ทุกคนล้วนคิดว่าเขาควรเป็ผู้นำทัพไปตามหาตัวจอมมาร หนานิจวินไม่ได้ปฏิเสธ พวกเหลียนเชวี่ยจึงได้แต่ติดตามตะลอนไปด้วยทั่วสารทิศ
การระหกระเหินก็ไม่ได้มีอะไร เหลียนเชวี่ยคิดว่าหนานิจวินที่จับกระบี่ตรวจตราต่อสู้มารทั่วสารทิศแลดูองอาจกว่าหนานิจวินที่อ่านตำรานั่งสมาธิฝึกกระบี่อยู่ที่บ้านทั้งวัน มันติดตามอยู่ข้างกายก็ไม่รู้สึกลำบาก เพียงแต่คนที่ร่วมสำรวจกับหนานิจวินไม่ได้มีเพียงต้วนเฟิง สือหนิงและเหลียนเชวี่ย ยังมีชื่อเฉิงจวินและลูกศิษย์สามคนที่เขาพามาด้วย และในบรรดาศิษย์สามคนของชื่อเฉิงจวินยังมีคนคุ้นเคยคนหนึ่ง...ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงที่จับเหลียนเชวี่ยคนนั้น
หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงไปจากหนานิจวินก็รุดหน้าราวปาฏิหาริย์ ตอนนี้บรรลุการปรุงโอสถและถือเป็ครึ่งเซียนแล้ว พลังปราณสูงกว่าต้วนเฟิงและสือหนิงอยู่บ้าง ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงพลังปราณพัฒนาอุปนิสัยก็พัฒนาเช่นกัน ยามเห็นหนานิจวินก็ทักทายอย่างขอไปทีสุดๆ ซ้ำยังจ้องมองเหลียนเชวี่ยอย่างดุดัน เหลียนเชวี่ยใจนถดตัวไปอยู่ข้างหลังหนานิจวิน แม้ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงจะไม่กล้าลงมือต่อหน้าหนานิจวิน แต่ปากกลับไม่ได้อยู่เฉย กล่าวแผดเสียงสูง “ชุดสีขาวดีๆ แต่ถูกเ้าใส่จนหมดสภาพเช่นนี้ ช่างเป็มารบาปจริงๆ”
แค่ผูกแถบผ้าไหมสองเส้นก็ถือว่าหมดสภาพแล้วหรือ ความงามแบบใด! ในใจเหลียนเชวี่ยโกรธกรุ่นขุ่นเคือง แต่มันใจเสาะ ไม่กล้าตีฝีปากต่อหน้า ได้แต่แอบสาปแช่งผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงคนนี้ลับหลังว่าให้ถูกมารปีศาจกินเร็วๆ จึงจะดี
คำสาปแช่งนี้ค่อนข้างชั่วร้าย แต่เหลียนเชวี่ยไม่ได้มีเจตนาจริง เพียงแค่อยากระบายความอัดอั้นในใจก็เท่านั้น ดังนั้นตอนที่งูเหลือมั์ยาวร้อยฉื่อ[1]ตัวนั้นพันรัดผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูง เหลียนเชวี่ยจึงหวาดกลัวสุดขีด ยามเห็นเขาถูกรัดจนเืเนื้อลอยกระเซ็นต่อหน้าต่อตาน้ำตายิ่งไหลพรากราวเขื่อนทะลัก
แม้ว่าชื่อเฉิงจวินจะรังเกียจแต่ก็เป็เซียนชั้นสูงที่มีฝีมือท่านหนึ่ง เขาและหนานิจวินวิเคราะห์เงื่อนงำไม่นานก็หาเบาะแสของจอมมารพบ คนทั้งกลุ่มมุ่งหน้าไปยังรังเดิมของจอมมารทีละนิด แม้ว่ายิ่งเข้าใกล้รังเดิมมารปีศาจยิ่งชุกชุมและเก่งกาจ แต่มีเซียนสองคนอยู่ บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายก็ไม่รู้สึกถึงอุปสรรคยากเข็ญอะไรนัก ถือเสียว่าต่อสู้สัตว์ประหลาดเป็การฝึกฝีมือ ต้วนเฟิงยังบรรลุการปรุงโอสถระหว่างทาง เป็เซียนระดับเดียวกับผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงแล้ว
ดังนั้นตอนงูเหลือมั์ปรากฏตัวผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงจึงประเมินศัตรูต่ำไป ปีศาจโผล่มาด้านหลังขบวนก็ควรแจ้งให้ทุกคนรู้ แต่เขากลับถือกระบี่พุ่งไปข้างหน้าโดยไม่บอกกล่าวสักคำ แต่ไม่นึกว่าทันทีที่งูเหลือมั์ตัวนั้นอ้าปาก ไอพิษจำนวนมากก็แผ่ขยายออกมาจากแกนกลางสีแดงเข้มนั่น ยามที่คนอื่นๆ รู้สึกผิดสังเกต ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงก็ถูกงูเหลือมั์รัดแน่น กระทั่งกระบี่ในมือก็ไม่รู้ว่าหล่นร่วงไปอยู่ไหนแล้ว
ชื่อเฉิงจวินกระโจนพุ่งขึ้นไปช่วยชีวิต แต่กระบี่ในมือยังไม่ทันแตะเกล็ดของงูเหลือมั์ ผู้บำเพ็ญเพียรตัวสูงคนนั้นก็กลายสภาพเป็โลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่วทิศ กระจายเต็มตัวทั่วหน้าของชื่อเฉิงจวินแล้ว ร่างกายเขาแข็งทื่อ หางของงูเหลือมั์พลันกวาดมาหยุดเบื้องหน้า ครั้นจะยื่นกระบี่ออกไปขวางก็ไม่ทันเสียแล้ว คนทั้งตัวถูกฟาดจนลอยขว้างออกไป
เวลานี้หนานิจวินสบโอกาสปีนขึ้นมาบนจุดชีชุ่น[2]ของงูเหลือมั์ สลัดเชือกเซียนสีทองเส้นหนึ่งในแขนเสื้อออกไปให้ปลายด้านหนึ่งรัดคอมัน ส่วนอีกด้านหนึ่งรัดบนเอวของตน จากนั้นกำกระบี่ด้วยมือสองข้างแล้วแทงเข้าที่จุดชีชุ่นของงูเหลือมั์อย่างแรง งูเหลือมตัวนั้นดิ้นพล่านด้วยความเ็ป แต่มีเชือกเซียนนั้นรัดเอาไว้ หนานิจวินยังคงปีนป่ายขึ้นไปบนตัวมันและแทงกระบี่ครั้งที่สองต่อไป
งูเหลือมั์ขัดขืนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พ่นไอพิษเข้มข้นออกมา ลำตัวและหางก็สะบัดสะเปะสะปะไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง สองสามครั้งแรกกวาดป่าด้านหลังราบเป็หน้ากลอง ส่วนครั้งหลังๆ ก็พุ่งมาหยุดตรงหน้าเหลียนเชวี่ยและพวกผู้บำเพ็ญเพียรเ่าั้
เชิงอรรถ
^ มาตราวัดโบราณของจีน โดย 1 ฉื่อ ประมาณ 33 เซนติเมตร^ จุดตายของงู โดยอยู่ระหว่างถัดจากคอและท้องงู