เมื่อเห็นัตรงหน้านิ่งเงียบลี่หงก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“หืม! ไม่ยอมตอบสินะ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิดงั้นรึ!” พูดจบลี่หงก็หรี่ตามองัทมิฬด้วยสายตาคาดคั้น ทั้งยังปลดปล่อยแรงกดดันจำนวนมหาศาลออกมา
“ทะ ท่านจะให้ข้ารับผิดยังไงก็ได้ตะ ตามแต่ท่านเห็นสมควรเลย” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำให้ร่างของัทมิฬสั่นสะท้านขึ้นมาแทบจะทันที
“ดี! เมื่อเ้าลั่นวาจาแล้วเ้าต้องรับผิดชอบในคำพูดของเ้าด้วยเ้า..” พูดถึงคำว่าเ้าลี่หงก็หยุดพูดพร้อมกับดวงตาสองคู่สบกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ราวกับว่าทั้งสองสามารถส่งความรู้สึกและความ้าผ่านการจ้องตาได้เมื่อเห็นสตรีน่ากลัวตรงหน้าไม่กล่าวสิ่งใด ทำให้ัทมิฬที่ทนแรงกดดันและสายตาของสตรีชาวมนุษย์ตรงหน้าไม่ไหวเป็ฝ่ายเอ่ยปากขึ้น
“ขะ ข้าขอทำพันธสัญญากับท่านได้รึไม่ขะ ขะ ขอรับ” ไม่พูดเปล่าัทมิฬก็ก้มหัวลง ใช้กรงเล็บขนาดใหญ่กรีดเืตรงหน้าฝากแล้วควบคุมให้เืสีทองลอยมาด้านหน้าลี่หง
“หืม!! เ้าอยากทำพันธสัญญากับข้างั้นรึ!ได้ในเมื่อมันเป็สิ่งที่เ้า้าข้าก็จะยอมรับมัน”พูดจบลี่หงก็ยกดาบไม้ขึ้นมากรีดเืที่นิ้วมือควบคุมให้เืสีแดงฉานของตนเข้าไปหลอมรวมเข้ากับเืสีทองของัทมิฬ
ทว่าไม่เพียงเท่านั้น ลี่หงพลันยกนิ้วขึ้นมากรีดกรายชุดอักขระสำหรับทำพันธสัญญานิรันด์เมื่อัทมิฬาเห็นดังนั้นดวงตาก็เบิกกว้างไม่ใช้ใที่มนุษย์ตรงหน้าเขียนตราพันธสัญญานิรันด์แต่ใในอักขระที่มนุษย์ตรงหน้าใช้ต่างหาก
เมื่อเขียนเสร็จอักขระพันธสัญญานิรันด์สีทองก็สาดส่องแสงสีทองเจิดจ้าออกมาจากนั้นเืัทมิฬาสีทองและเืมนุษย์แปลกประหลาดสีแดงที่ผสมผสานกันหลั่งไหลเข้าไปหลอมรวมกับชุดอักขระพันธสัญญานิรันด์ที่ลี่หงเขียนออกด้วยพลังอักขระระดับเซียน
ทันทีที่เืของทั้งสองัักับชุดอักขระอักขระพันธสัญญาก็ส่องแสงสีทองออกมาอีกครั้งจากนั้นแสงสีทองที่สาดส่องออกมาพลันแยกออกเป็สองสาย หนึ่งพุ่งตรงไปยังกลางอกของลี่หงหนึ่งพุ่งตรงไปยังหน้าผากของัทมิฬา
เมื่อการทำพันธสัญญาแล้วเสร็จลี่หงก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าน่ารักจริงๆเลยเ้าเนี่ย” พูดจบลี่หงก็สลายแรงกดดันทั้งหมดทันทีโดยลืมไปเสียสนิทว่าในมือของตนยังถือกระบี่ที่หนักกว่าล้านจินอยู่
ว๊าย!!! ตู้ม!!!!! เสียงกระบี่ไม้ที่หนักกว่าล้านจินตกกระทบพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนเ้าตัวเผลอกรีดร้องออกมา
เมื่อเห็นเ้านายคนใหม่สลายแรงกดดันแล้วัทมิฬก็ลอบถอนหายใจออกมาแต่ก็ยังแปลกใจที่เ้านายคนใหม่ยอมทำพันธสัญญานิรันด์กับมัน
โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ที่มันรู้จักนั้นหาได้น้อยยิ่งที่จะทำพันธสัญญานารันด์กับสัตว์อสูรส่วนใหญ่แล้วจะบังคับให้สัตว์อสูรทำพันธสัญญาโลหิตมากกว่า
แต่ัทมิฬาก็แปลกใจได้ไม่นานเมื่อเห็นกระบี่ไม้หลุดออกจากมือเ้านายคนใหม่หลังจากที่สลายพลังของัครามาแทบจะทันทีแล้วก็ตามมาด้วยเสียงตกกระทบพื้นที่ดังสนั่นหวั่นไหวเห็นดังนั้นมันก็แปลกใจเป็อย่างมากเพราะไม่คิดว่ากระบี่ไม้จะมีน้ำหนักมากขนาดนั้น
ทางด้านลี่หงเมื่อสลายพลังของัครามาก็ทรุดลงกับพื้นเนื่องจากร่างกายได้รับภาระจากการฝืนใช้พลังที่เกินขีดจำกัดและหมดสติไปในที่สุด
เมื่อเห็นเ้านายคนใหม่ของมันหมดสติไปัครามาก็รีบแปลงกายเป็มนุษย์เข้ามาดูอาการทันที
“เฮ้อ!!! ไปหมดแล้วภาพลักษณ์ของสตรีโเี้เมื่อครู่”เมื่อพบว่าเ้านายคนใหม่หมดสติเพราะฝืนใช้พลังมากเกินไป ัทมิฬาในคราบชายหนุ่มรูปงามก็ถอนหายใจออกมาพลางจ้องมองเ้านายสาวในสภาพปกติแล้วก็ต้องส่ายหัว
ภาพของความโเี้ ความโหดร้าย ความป่าเถื่อนเมื่อครู่ล้วนหายไปหมดแล้วตอนนี้หลงเหลือแต่ภาพของสตรีบอบบางดูน่าทะนุถนอมดวงตาหงทรงอำนาจที่ปิดลงนั้นทำให้ใบหน้าโเี้เมื่อครู่มลายหายไป แทนที่ด้วยใบหน้าที่อ่อนหวานและดูอบอุ่น
เห็นแบบนี้แล้วัหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความปวดใจพลางคิดว่าอยากให้นางหลับแบบนี้ไปนานๆ
“นี่หรือคู่พันธสัญญาของข้าภาพของสตรีโหดร้ายป่าเถื่อนเมื่อครู่ราวกับภาพลวงตา เฮ้อ! ข้าไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเ้าเจอกับเื่ร้ายอะไรมาบ้างถึงทำให้เ้าโหดร้ายอำมหิตยิ่งนักแต่ต่อจากนี้ไปข้าจะปกป้องเ้าเองคู่หูของข้า” ัทมิฬในร่างมนุษย์พูดขึ้น พลางจ้องมองไปยังกระบี่ไม้ที่จมอยู่ในดิน
“นี่สินะกระบี่เ้าปัญหาตอนที่อยู่ในมือนางดูน่ากลัวและน่าเกรงขามยิ่งนัก แต่พอมาดูใกล้ๆแบบนี้กลับเป็เพียงกระบี่ไม้ธรรมดาเท่านั้นเฮ้อ! คู่หูของข้าคนนี้ไม่ธรรมดาสามัญจริงๆ” พูดจบัทมิฬในร่างมนุษย์ก็ก้มลงไปหยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาจากหลุม
“อึก!! นี่มันอะไรกันเหตุใดถึงได้หนักอย่างนี้ แล้วนางยกมันได้ยังไง” เมื่อัหนุ่มหยิบจับกระบี่ไม้ขึ้นมาก็ใกับน้ำหนักของกระบี่ไม้เป็อย่างมากไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่สมเหตุสมผลเลยที่ร่างบางอย่างคู่หูคนใหม่สามารถยกกระบี่ไม้ที่แม้แต่ตนยังต้องใช้พลังถึงแปดส่วนถึงจะยกได้
“เฮ้อ!!! ช่างเป็คู่หูที่แปลกประหลาดจริงๆ”พูดจบัหนุ่มก็ส่ายหัวด้วยความจนใจ แล้วนำกระบี่ไม้ไปวางไว้ข้างคู่หูคนใหม่จากนั้นเ้าตัวก็นั่งโคจรลมปราณอยู่ใกล้ๆ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆัทมิฬในร่างมนุษย์จ้องมองเ้านายคนใหม่ด้วยความกังวล
“เ้าจะนอนนานเกินไปแล้วยัยหนู”
“หืม!! เสียงใคร” สิ้นคำพูดของัหนุ่มในคราบมนุษย์ร่างบางที่สลบไปนานก็บ่นขึ้นมาพร้อมกับดวงตาหงที่ค่อยๆเปิด
ที่จริงเ้าตัวฟื้นจากการสลบไสลตั้งนานแล้วแต่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด ทำให้เ้าตัวตัดสินใจเผลอหลับแต่ัหนุ่มหารู้ไม่ว่าเ้านายคนใหม่ของตนนั้นหาได้สลบไสลไม่
จนได้ยินเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังดังแว่วเข้าหูร่างบางจึงลืมตาขึ้นมาเมื่อลืมตาขึ้นมาลี่หงก็ต้องแปลกใจ
“หืม! ที่นี่ที่ไหนเนี่ยแล้วเมื่อครู่เสียงใครกัน” ลี่หงพูดขึ้นพลางค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็มองสำรวจพื้นที่รอบตัวเพราะตอนนี้ตนนอนอยู่บนเชิงผาขนาดใหญ่
ด้านล่างเป็ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากใจกลางป่ายังมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ด้วยที่สำคัญคือน้ำในทะเลสาบหาสีฟ้าหรือสีใสไม่ แต่กลับเป็น้ำสีเขียวมรกตงดงาม อีกทั้งด้านข้างตนยังเป็น้ำตกขนาดเล็กที่ตกลงมาจากหน้าผาที่อยู่ด้านหลังที่สำคัญด้านข้างม่านน้ำตกยังเป็ถ้ำขนาดใหญ่ที่มืดมิดจนมองไม่เห็นพื้นที่ด้านในถ้ำ
แต่ที่ทำให้ลี่หงใกว่าสิ่งใดก็คือชายหนุ่มรูปงามใบหน้าคมมีดวงตาดุดันั์ตาสีดำทมิฬสวมใส่ชุดจอมยุทธสีดำ มีลวดลายัสีขาวกำลังทะยานอยู่เหนือหมู่เมฆที่นั่งอยู่ข้างตนเมื่อสิ่งที่ไม่ได้เห็นและััมานับปีทำให้ลี่หงเผลอยกมือขึ้นจับใบหน้าชายหนุ่ม
“หล่อ อุ๊ย!!!” เมื่อรู้ตัวว่าพลั้งปากพูดในสิ่งที่คิดออกไปลี่หงก็รีบชักมือกลับมาปิดปากทันที เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลี่หงัหนุ่มก็หัวเราะขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ทันแล้วคู่หู” ทันทีที่ได้ยินคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้าลี่หงก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางคิดว่า ‘นี่เราไปเป็คู่หูกับชายหนุ่มรูปหล่อแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน’ เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของลี่หงชายหนุ่มก็พูดขึ้น
“ข้าก็คือ...” ชายหนุ่มกำลังจะพูดแต่ก็โดนลี่หงพูดขึ้นมาก่อน
“ยะ อย่าบอกนะว่าเ้าคือัดำตัวนั้น”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความใ ทางด้านชายหนุ่มก็ใเช่นกันที่จู่ๆเ้านายของตนก็ะโขึ้นมาจึงได้แต่พยักหน้ายืนยันเท่านั้น
“ใช่จริงๆด้วย ยินดีที่ได้รู้จักข้าหลิวลี่หงเ้าเรียกข้าว่าลี่หงนะส่วนเ้าก็เฮยหลงสินะยินดีที่ได้รู้จักตอนนี้เราเป็สหายกันแล้วฝากตัวด้วยนะเฮยหลง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ัหนุ่มหรือเฮยหลงได้แต่อ้าปากค้างใกับอาการของเ้านาย‘นี่มันอะไรกัน เมื่อครู่นางแนะนำตัวให้ข้าได้รู้จักใช่ไหม แล้ว…’
“คู่.. ลี่หงเ้ารู้จักชื่อข้าได้ยังไง”เฮยหลงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เอาน่าข้ารู้ก็แล้วกัน ว่าแต่เฮยหลงตอนนี้เ้ามีพลังอยู่ขั้นไหนแล้วนี่เป็มิติของเ้างั้นรึ” เมื่อเห็นสหาย? ต่างเผ่าพันธุ์ตนจ้ออีกครั้งัหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหัวแต่ก็ยอมตอบคำถามของลี่หงทุกคำ
“ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับเซียนขั้นสูงสุดว่าแต่ลี่หงเ้ารู้ได้ยังไงว่าที่นี่คือมิติพิเศษของข้า” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“ข้ารู้ก็แล้วกันน่าว่าแต่เฮยหลง คราวนี้ข้าหมดสติไปกี่วัน”เมื่อได้ยินคำถามของลี่หง เฮยหลงก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
“สองเดือนว่าแต่เ้าถามแบบนี้แสดงว่าเ้าเคยหมดสตินานแบบนี้ด้วยงั้นรึ?” เฮยหลงถามด้วยความสงสัย
“ใช้แล้วล่ะคราวก่อนที่ข้าใช้พลังของัครามาเล่นเอาข้าสลบไปตั้งห้าเดือนแต่คราวนี้สลบไปสองเดือนสินะ เอ๊ะ! ต้องบอกว่าหนึ่งเดือนกับยี่สิบเก้าวันสิเพราะวันสุดท้ายข้าเผลอหลับไปนานเหมือนกันแฮะคราวนี้” ได้ยินดังนั้นัหนุ่มก็ได้แต่กุมขมับ
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเ้าพึ่งใช้พลังของท่านัครามาสองครั้งงั้นรึว่าแต่ทำไมเ้าถึงใช้พลังของท่านัครามาได้ล่ะ” เมื่อเห็นใบหน้าคาดหวังในคำตอบของัหนุ่มดวงใจดวงน้อยๆของลี่หงก็อ่อนยวบ
“ในตอนแรกข้านั้นเป็เพียงสตรีไร้ค่าเส้นชีพจรถูกทำลายร่างกายอ่อนแอั้แ่เกิดทำให้ไม่สามารถฝึกยุทธได้ จนท่านม… เอ่อ! จนท่านอาจารย์มาพบเข้าท่านจึงพาข้ามารักษาและให้ข้าได้หลอมรวมกับเื เส้นเอ็น เส้นชีพจรและกระดูกสันหลังของัครามาน่ะ” ได้ยินดังนั้นัหนุ่มก็แทบจะลมจับ
เนื่องจากสิ่งที่ลี่หงพูดมานั้นเป็สิ่งที่เหลือเชื่อเกินไปหากตนไม่เคยััแรงกดดันและเผชิญหน้ากันมาก่อน ย่อมไม่เชื่อถือในคำพูดของลี่หงแน่นอน‘นี่มันเกินไปแล้ว นะ นางทนรับความเ็ปทรมานได้ยังไงกัน’ ัหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดด้วยความใ
“ลี่หงเ้าคงจะทรมานมากสินะ ที่ต้องทนหลอมรวมกับชิ้นส่วนทั้งสี่ของท่านัครามา”เฮยหลงพูดขึ้นด้วยความสงสาร เนื่องจากการหลอมรวมกับชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับเทวะอย่างัครามาย่อมต้องพบกับความเ็ปมากมายมหาศาลยิ่งไม่ต้องพูดถึงระยะเวลาที่ใช้ในการหลอมรวมเลย
หากคนทั่วไปทำการหลอมรวมกับสัตว์อสูรย่อมต้องใช้เวลานานนับเดือนจึงจะหลอมรวมสำเร็จ แต่ลี่หงกลับหลอมรวมกับสัตว์อสูรระดับเทวะอีกทั้งยังหลอมรวมตั้งสี่ชิ้น
ในใจัหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดว่าร่างบางตรงหน้าต้องทนทรมานกี่เดือนกี่ปีถึงจะหลอมรวมสำเร็จแต่ประโยคถัดไปของลี่หงกลับทำให้ัหนุ่มแทบกระอักเื
“ใช่! ข้าต้องทนทรมานหลอมรวมกับชิ้นส่วนเ่าั้ตั้งสิบวันสิบคืนคิดแล้วก็ยังขยาดอยู่เลย ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด” ได้ยินดังนั้นสติของเฮยหลงก็ล่องลอยออกจากร่าง‘อ้า!!! สะ สะ สิบวันนางบอกว่าหลอมรวมกับชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับเทวะสิบวัน’
“อ้าว! เฮยหลงเป็อะไรน่ะสงสัยจะง่วงนอนหลับไปซะละ เป็ันี่สบายจังนะเ้าน่ะ จะหลับจะนอนที่ไหนก็ได้”ลี่หงพูดขึ้นหลังจากเห็นเฮยหลงหงายหลังล้มตึงกับพื้น
“หืม!! ทำไมมิตินี้มีลมปราณน้อยจังจะกลับมิติก็ยังไม่ได้ไม่รู้ว่าถ้าเฮยหลงหายไปแล้วมิติแห่งนี้จะยังคงอยู่ได้รึเปล่าถ้าหายไปล่ะเสียดายแย่” พูดจบลี่หงก็สะบัดมือนำน้ำทิพย์วารีพิสุทธิ์ออกมาดื่ม แล้วก็ทำการดูดซับเพื่อฟื้นฟูลมปราณที่เสียไป
ย้อนกลับไปก่อนที่ลี่หงจะหมดสติ ณใจกลางป่าหมอก ขณะนี้มีร่างของชายชราคนหนึ่งยืนอ้าปากค้างกับความเปลี่ยนแปลงของป่าหมอกในส่วนที่มีการต่อสู้
“นะ นี่มันอะไรกัน นี่มันเกิดจากการต่อสู้ของระดับจักรพรรดิจริงๆงั้นรึ! ละ แล้วเหตุใดต้นไม้ในบริเวณนี้ถึงได้เติบใหญ่กว่ารอบข้างได้ล่ะเนี่ย!!” หลี่เทียนิโพลงขึ้นมาด้วยความใ
ตอนนี้ตนยืนอยู่ท่ามกลางป่าไม้ที่มีต้นไม้สูงใหญ่ผิดปกติแต่ยังคงเห็นความเสียหายของผืนป่าจากการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งความเสียหายที่เห็นนั้นมันมากกว่าที่สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิจะทำได้
ทั้งพื้นที่โล่งเตียนตรงหน้าทั้งร่องรอยการต่อสู้บนพื้นดิน แต่ที่น่าใที่สุดก็คือต้นไม้บางต้นที่ถูกสับถูกตัดกลับมีการแตกกิ่งก้านสาขาออกมากิ่งไม้ที่ถูกตัดออกจากลำต้นก็งอกรากออกมา ทั้งที่รอยตัดนั้นไม่ว่าจะดูยังไงก็พึ่งถูกตัดไปไม่นาน
“นี่มันเป็การทำลายของสัตว์อสูรชนิดใดกันถึงได้สร้างความเสียหายได้มากมายขนาดนี้ ต้นไม้น้อยใหญ่ก้อนหินล้วนถูกสับเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งรอยตัดยังราบเรียบได้ขนาดนี้แต่ว่าทำไมกิ่งไม้พวกนี้ถึงได้มีรากงอกออกมาได้ล่ะเนี่ย” ยิ่งตรวจสอบเ้าสำนักัฟ้าก็ยิ่งตกตะลึง
แต่ในระหว่างที่ตรวจสอบอยู่นั้น หลี่เทียนิก็ััได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางตน
พรึบ!! พรึบ!! พรึบ!! ไม่นานก็มีกลุ่มคนนับสิบคนปรากฏตัวต่อหน้าเ้าสำนักัฟ้า
“โอ้!ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ท่านเ้าสำนักัฟ้าหลี่เทียนินี่เอง”เป็ชายชราที่อยู่ด้านหน้าสุดเอ่ยขึ้น ชายชราคนนี้มีใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยดวงตาคมดุเหมือนพยัคฆ์แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามรอบตัว เดินออกมาจากลุ่มคนที่สวมชุดจอมยุทธสีดำปักลายพยัคฆ์สีทองตรงหน้าอกซ้าย
“หืม! นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ท่านอู๋อี้เซียนเ้าสำนักพยัคฆ์อัสนีนี่เองว่าแต่ท่านก็มาตรวจสอบเื่ที่เกิดขึ้นเหมือนกันรึ”
“ใช่! แล้วท่านได้เื่อะไรบ้าง”อู๋อี้เซียนหรือเ้าสำนักพยัคฆ์อัสนีเอ่ยถามออกมา เนื่องจากตนมาถึงสถานที่ต่อสู้แห่งนี้ช้ากว่าเ้าสำนักัฟ้า
“ข้ามาถึงก่อนท่านไม่ถึงเค่อด้วยซ้ำแต่มาถึงการต่อสู้ก็จบไปแล้ว ที่ข้าสงสัยคือการต่อสู้รุนแรงขนาดนี้ย่อมต้องมีสัตว์อสูรโดนลูกหลงาเ็ล้มตายบ้างแต่นี่ไม่มีอะไรหลงเหลือไว้เลยมาถึงก็พบแต่พื้นที่ที่โดนทำลายและแปลกประหลาดแบบที่ท่านเห็นนี่แหละ” หลี่เทียนิพูดขึ้นพลางหันมองไปรอบตัว
“ท่านก็ไม่พบอะไรเลยงั้นรึ! ทางที่ข้าผ่านก็มีพื้นที่ถูกทำลายจากการต่อสู้เช่นกันลักษณะการทำลายเหมือนกับที่นี่ไม่ผิดเพี้ยน แต่ที่นั่นต้นไม้ไม่ได้แปลกประหลาดเหมือนที่นี่ท่านคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในป่าหมอกแห่งนี้กันแน่” อู๋อี้เซียนพูดขึ้นด้วยความสงสัยเช่นกัน
“ก่อนที่ข้าจะเข้ามาข้าััได้ถึงการต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิแต่เมื่อมาถึงก็อย่างที่ท่านเห็น”
“แปลกมาก!พวกเ้าออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบให้ทั่วอีกหนึ่งชั่วยามค่อยมารวมกันที่นี่ ท่านหลี่เทียนิข้าว่าเื่นี้พวกเราเหล่าสำนักใหญ่ต้องคอยระวังให้มากขึ้นแล้วล่ะ”อู๋อี้เซียนหันไปสั่งการผู้าุโในสำนักที่เดินทางมาตรวจสอบพื้นที่การต่อสู้แล้วจึงหันมาพูดคุยกับเ้าสำนักัฟ้า
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน นี่อาจจะเป็สัญญาณการตื่นขึ้นของเหล่าราชันย์อสูรก็เป็ได้”หลี่เทียนิพูดขึ้นด้วยความกังวล จากนั้นทั้งหมดก็แยกกันออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ