เมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดเมอร์ลินก็ได้มาเยือนร้านขายยาของมาตินอีกครั้งหนึ่งตามที่เขาได้นัดหมายไว้ เขายังคงแต่งตัวได้เสื้อผ้าที่เป็ชุดคลุมสีฟ้า
กรุ๊งกริ๊งๆ
เมื่อเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น มาตินที่กำลังรอคอยเขารีบออกมาต้อนรับในทันที ทันทีที่พบกับเมอร์ลินเขาก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อมการแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยความนอบน้อมและภักดี
"ยินดีต้อนรับขอรับท่านเอเลน" มาตินกล่าวต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขานั้นดูกระตือรือร้นเป็อย่างมาก
เมื่อเมอร์ลินเดินเข้ามาในร้านมาตินก็ทำการปิดหน้าร้านทันที แผ่นไม้กระดานที่ถูกเขียนคำว่า “ปิด” ถูกแขวนไว้ที่บานประตูหน้าร้านนี่เป็การค้าที่สำคัญมากสำหรับเขา แน่นอนว่าเขาย่อมไม่้าให้ใครมารบกวน
“ของที่ข้าสั่งไว้เ้าเตรียมมันเรียบร้อยแล้วหรือไม่” เมอร์ลินนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบกลิ่นอายของเขานั้นเต็มไปด้วยความสุขุมและเยือกเย็น
“สิ่งที่ท่าน้าข้าได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว” มาตินเอ่ยตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เมอร์ลินสังเกตเห็นว่าในครั้งนี้เขาพบคนงานของร้านอีก3 คน จากครั้งที่แล้วที่เขามา เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าร้านแห่งนี้มีคนงานพวกนี้อยู่ด้วย
มาตินเมื่อเห็นว่าเมอร์ลินมีท่าทีสงสัยเกี่ยวกับคนงานของเขาเขาได้กล่าวต่อเมอร์ลินไปว่าเขาพึ่งจ้างคนงานเหล่านี้มาเพื่อรับใช้เมอร์ลินแน่นอนว่าทั้ง 3 คนนี้สามารถไว้ใจได้ความลับเื่ของผู้ใช้อักขระของร้านไม่มีทางถึงแพร่งพรายออกไปแน่นอน
เมอร์ลินเลิกสนใจคนงานทั้ง 3 คนเขาสั่งให้มาตินพาไปห้องที่เขาสั่งให้เตรียมไว้ ว่าดังนั้นชายชราก็รีบกุลีกุจอเชื้อเชิญเขาพาไปที่ห้องที่เมอร์ลิน้าในทันที
มาตินพาเขามาที่ห้องเดิมซึ่งเป็ห้องที่ใช้รับแขกและห้องทำงานของมาติน ชายชราผู้นี้แสดงออกต่อเมอร์ลินด้วยความเคารพเขานั้นยังคงท่าทีที่เต็มไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ในตอนที่มาตินรับพวกเขาทั้ง 3คนเข้าทำงานนั้น มาตินได้ตั้งเงื่อนไขมากมายแก่พวกเขาและมีเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตื่นตะลึงเป็อย่างมาก นั่นก็คือพวกเขาทั้ง 3จะต้องมารับใช้ผู้ใช้อักขระ
อย่างที่รู้กันว่าผู้ใช้อักขระในแผ่นดินนี้นั้นหากยากเสียยิ่งกว่ายากในแต่ละอาณาจักรนั้นสามารถนับพวกเขาด้วยนิ้วมือได้ผู้ใช้อักขระแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยอำนาจ และนี่อาจก็อาจนับได้ว่าโชคดีของพวกเขาหากโชคดีผู้ใช้อักขระผู้นี้รับพวกเขาเป็ศิษย์แน่นอนว่าชีวิตของพวกเขาจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
แต่ทว่าเมื่อพวกเขาได้เจอกับผู้ใช้อักขระของมาติน นั่นก็ทำให้พวกเขารู้สึกฉงนใจเป็อย่างยิ่งในสายตาของพวกเขาเห็นเพียงแต่เด็กน้อยผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุมคลุมสีฟ้าที่ลึกลับ
หากจะคาดเดาว่าคนคนนี้เป็ชายชราร่างเตี้ยก็ไม่ใช่เพราะน้ำเสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นยืนยันว่าเป็เสียงของเด็กน้อยอย่างแน่นอนนี่เป็สิ่งที่แทบจะไม่สามารถเชื่อได้ พวกเขาไม่คิดว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้จะเป็ถึงผู้ใช้อักขระ ความแคลงใจบังเกิดขึ้นในใจของพวกเขา
มาตินพาเมอร์ลินมายังห้องทำงานของเขาเขาเดินไปยังผนังที่มีกรอบรูปอันหนึ่งแขวนอยู่ แล้วใช้มือของเขาจับกรอบรูปหมุนมันเอียงลงล่าง 45 องศา
พลันประตูลับก็เลื่อนเปิดออก ตู้หนังสือถูกแยกออกเป็สองส่วนเผยให้เห็นเส้นทางลับเข้าสู่อีกห้องหนึ่งที่มาตินสร้างไว้
มาตินทราบดีว่าสูตรลับของการปรุงยาในแต่ละบุคคลนั้นมีมูลค่ามากเท่าใด เขาจึงได้สร้างห้องลับนี้ขึ้นมาสำหรับผู้ใช้อักขระของเขาโดยเฉพาะ เขาไม่เสียดายเงินที่เขาใช้ลงทุนไปเลยแม้แต่น้อยแน่นอนว่าผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับในภายภาคหน้าย่อมมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน
"เชิญท่านเอเลน" มาตินผายมือเชื้อเชิญเมอร์ลินเข้าสู่อีกห้องหนึ่งที่เตรียมไว้ในทันที
ในการนี้มาตินได้จัดเตรียมผู้ช่วยชั้นดีและไว้ใจได้เพื่อช่วยในการขนถ่ายเก็บรักษายาที่จะผลิตออกมาด้วย
เมื่อเมอร์ลินเดินเข้าไปยังเส้นทางลับ เขาได้พบกับบันไดทางลงซึ่งเป็ชั้นใต้ดิน เมื่อเดินไปเรื่อยๆเขาก็พบกับห้องลับห้องใหญ่ที่ซอยออกเป็สามส่วน
ส่วนหนึ่งเป็ส่วนของที่เก็บขวดยาเปล่าและวัตถุดิบในการปรุงยา อีกส่วนหนึ่งเป็ห้องที่เต็มไปด้วยชั้นวางและหีบไม้เปล่ามันเป็ห้องที่เตรียมไว้สำหรับเป็คลังยา
ถัดมาอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็ห้องสุดท้าย ห้องนี้มีขนาดใหญ่มันเต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงยามากมาย
ดูเหมือนว่ามาตินจะทำเกินที่เมอร์ลินได้สั่งไว้เมอร์ลินชักสีหน้าเล็กน้อยและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็า
"เอาของพวกนี้ออกไปจากห้องนี้ให้หมด"
มาตินเมื่อได้ยินก็ทำให้ใจเขาสั่นระรัวเขาคิดว่าเขาได้เตรียมการอย่างดีที่สุดแล้วแต่คิดไม่ถึงว่าเขาไม่อาจเติมเต็มความพึงพอใจสำหรับผู้ใช้อักขระผู้นี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตก เกรงว่าผู้ใช้อักขระตัวน้อยนั้นจะไม่พอใจ
"ขออภัยท่านเอเลนนี่เป็อุปกรณ์การปรุงยาที่ข้าสามารถจัดหาอย่างสุดความสามารถแล้วหากพวกมันมีคุณภาพที่ต่ำเกินไปโปรดอภัยให้ข้าด้วย" มาตินกล่าวออกมาอย่างร้อนรน เขานั้นไม่้าให้ผู้ใช้อักขระตัวน้อยขุ่นเคือง
"ผิดแล้วข้าไม่ได้มีเจตนาตำหนิเ้า เพียงแต่สิ่งของเหล่านี้ไม่จำเป็สำหรับการปรุงยาของข้า” ภายใต้เสื้อคลุมสีฟ้า เมอร์ลินนั้นกล่าวออกมาอย่างมีอำนาจน้ำเสียงของเขาทำให้ผู้ที่อยู่ภายในห้องนี้ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
"อภัยให้ความโง่เขลาของข้าด้วยข้าจะให้คนนำมันออกไปตามที่ท่านสั่ง” กล่าวจบมาตินก็เร่งสั่งให้คนงานขนของเ่าั้ออกไปในทันที
"เวลาของข้านั้นมีค่าดังทองคำ" น้ำเสียงของเมอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเสียงนี้สร้างแรงกดดันให้แต่มาตินและคนงานเป็อย่างมาก
มาตินนั้นไม่สามารถคาดเดาความคิดของเมอร์ลินได้
ดูเหมือนว่าเมอร์ลิน้าทำเวลาข้าวของมากมายที่อยู่ในห้องนี้หาก้าขนย้ายคงต้องใช้เวลานาน
เมอร์ลินนั้นเกียจการรอคอย มือเล็กที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีฟ้าถูกยกขึ้นวาดผ่านอากาศ
ครืน ... ครืน ... ครืน
ทันใดนั้นเองสิ่งของทั้งหมดภายในห้องก็พลันเกิดความสั่นไหว อุปกรณ์เ่าั้ค่อยๆลอยขึ้นกลางอากาศ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
เมื่อมือเล็กนั้นทำการรวบนิ้วมือพลันอุปกรณ์เ่าั้ก็ลอยเข้ามารวมกัน ณ จุดเดียว เมื่อสะบัดมืออีกครั้งหนึ่งสิ่งของเ่าั้ก็พุ่งออกไปตามทิศทางที่เมอร์ลิน้า
มาตินและเหล่าคนงานมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงดวงตาของพวกเขาแทบจะถล่นออกมา
สิ่งของทั้งหมดถูกโยกย้ายออกไปนอกห้องภายในเวลาอันรวดเร็ว
"สั่งคนของเ้าไปเก็บกวาดพวกมันข้างนอกให้เรียบร้อยข้าจะเริ่มการปรุงยาในทันที"
เด็กน้อยในชุดคลุมสีฟ้าสั่งการท่ามกลางคนทั้ง4 กำลังตื่นตะลึง
เด็กน้อยที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้นสามารถบังคับวัตถุสิ่งของได้โดยที่ไม่มีการร่ายคาถาเลยซักประโยค มันไม่มีแม้แต่การใช้สัญลักษณ์ใดๆปรากฎให้เห็น
คนงานทั้ง 3 ที่มาใหม่ ก่อนหน้านี้พวกเขานั้นยังมีความคิดที่สงสัยในความสามารถผู้ใช้อักขระตัวเล็กผู้นี้แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ผ่านไป พวกเขาก็ได้รับรู้ถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเด็กน้อยคนนี้
ดีที่ก่อนหน้าที่พวกเขาไม่ได้ทำการล่วงเกินออกไปไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่กล้าคิดในผลที่ตามมา
แม้พวกเขาทั้ง 3จะเป็ผู้ใช้เวทมนต์คนหนึ่งแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กน้อยผู้นี้พวกเขานั้นเป็ได้เพียงหนอนแมลงเพียงเท่านั้นพลังของผู้ใช้อักขระนั้นยิ่งใหญ่และทรงพลังกลิ่นอายและอำนาจของเด็กคนนี้นั้นเหนือกว่าคนทั่วไป
เหตุที่เมอร์ลินสามารถควบคุมสิ่งของเ่าั้ได้นั่นเป็เพราะเขาบรรลุในระดับ 6 ของการรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้ว ในระดับนี้เขาสามารถควบคุมวัตถุต่างๆได้ดั่งใจ
เมอร์ลินสังเกตเห็นความแคลงใจในบุคคลหน้าใหม่ทั้ง3 เขา้าแสดงให้คนเ่าั้เห็นในอำนาจของเขาเพื่อที่เขาจะสามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้ง่ายดังเช่นก่อนหน้านี้ที่เขาได้ทำการมาติน
และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่เขาจำต้องลงมือนั่นเป็เพราะเขานั้นมีเวลาจำกัดเขาต้องปรุงยาให้เสร็จก่อนที่อาเธอร์จะเลิกเรียนเพราะเขานั้นยังมีฐานะเป็ผู้รับใช้เด็กน้อยผู้นั้นอยู่
หลังจากที่มาตินหายจากการตกตะลึงเขาก็ได้สั่งการให้คนของเขารีบไปจัดการกับข้าวของที่อยู่ด้านนอกในทันทีนี่เป็อีกครั้งหนึ่งที่เขาได้เห็นฝีมือของเด็กน้อยในชุดคลุมสีฟ้าผู้นี้
แม้ในโลกนี้จะมีหลายคนที่สามารถใช้บทลัดเวทย์ได้ เพียงแต่ผู้ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้จะต้องอยู่ในระดับนักรบเวทย์เป็อย่างน้อยและหากจะใช้มันอย่างชำนาญได้ก็ต้องเป็จอมเวทย์ผู้หนึ่งเป็อย่างต่ำ
บทลัดเวทย์นั้นต่างจากการร่ายเวทย์ทั่วไปมันคือวิธีการที่ผู้ใช้เวทมนต์สามารถใช้บทเวทย์ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแต่มันก็มีข้อเสียแฝงอยู่
นั่นก็คือผู้ใช้จะต้องใช้จำนวนพลังเวทย์ที่มากขึ้นเพื่อเป็การเร่งเร้าให้บทเวทย์ทำงานได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งการใช้บทลัดเวทย์นั้นยังทำให้บทเวทย์ที่ใช้ออกมามีพลังลดลงอีกด้วย
ข้อเสียเหล่านี้เมื่อแลกกับการร่ายเวทย์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้นในการใช้แต่ละครั้งผู้ใช้เวทมนต์นั้นจะต้องคิดคำนวณดูให้ดีเมื่อนึกถึงผลเสียทั้งสอง
แต่สำหรับจอมเวทย์ผู้หนึ่งแล้วข้อเสียเหล่านี้แทบจะไม่มีผลกับพวกเขามากนักเพราะพลังเวทย์ที่มีจำนวนมากพวกเขาจึงไม่เกรงกลัวที่จะสูญเสียพลังเวทย์เ่าั้เลยแม้แต่น้อยการใช้บทลัดเวทย์ที่เป็บทเวทย์ระดับต่ำถึงกลางบทหนึ่งจึงเป็เื่ปกติสำหรับพวกเขา
แต่หากคนผู้นั้น้าใช้บทเวทย์ที่มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงผู้ใช้เวทมนต์ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้การร่ายเวทย์รูปแบบเต็มเสียมากกว่าแม้จะใช้ระยะเวลาการร่ายเวทย์ที่นานกว่าแต่นั่นก็คุ้มค่าต่อการใช้
ดังนั้นแล้วน้ำยาเพิ่มเวทย์คุณสมบัติแฝงของเขานั้นจึงมีประโยชน์เป็อย่างมากกับผู้ใช้เวทย์ส่วนใหญ่และมันจะต้องเป็ที่้าอย่างมากในดินแดนแห่งนี้แน่นอน
เมื่อคนของมาตินได้ออกไปจัดการตามที่มาตินสั่งแล้วภายในห้องจึงเหลือแต่เพียงเมอร์ลินและมาติน ไม่รอช้าเมอร์ลินนั้นเริ่มทำการปรุงยาของเขาในทันทีมือขวาของเด็กน้อยััแตะไปที่แหวนเวทย์บนนิ้ว ทันใดนั้นเองไม้กายสิทธิ์ปรากฏออกมา
ไม้กายสิทธิ์อันเรียวเล็กในมือของเมอร์ลินนั้นมีความยาว 1 ฟุต แกนกลางของมันทำมาจากชิ้นส่วนของสัตว์อสูรที่มีความสามารถในการดึงดูดและปลดปล่อยพลังเวทย์มันจึงถูกนำมาใช้ในการเป็สื่อตัวกลางชักนำพลังเวทย์
ด้วยการที่สามารถควบคุมพลังเวทย์ที่ง่ายขึ้นการใช้พลังเวทย์ผ่านไม้กายสิทธิ์จึงทำให้เกิดความเสถียรมากที่สุด มันจึงเป็อุปกรณ์ที่เป็ที่นิยมใช้กับการปรุงยาหรือวาดวงเวทย์ต่างๆ
ก่อนหน้าที่เมอร์ลินจะซื้อไม้กายสิทธิ์นี้เขาได้ทดลองใช้มันมาแล้วบางแล้ว เขาใช้เวลาในการฝึกฝนเป็เวลาไม่น้อยกว่าที่จะมีความชำนาญในการใช้มัน
มือเล็กตวัดไม้กายสิทธิ์ขึ้นกลางอากาศเขาโบกสะบัดมันไม่กี่ที พลันอักขระเวทย์สีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
มาตินมองการกระทำนั้นอย่างตกตะลึงคนผู้ใดกันสามารถสร้างอักขระเวทย์ได้ง่ายดายขนาดนี้ตัวตนของเด็กน้อยในชุดคลุมสีฟ้านั้นถูกยกขึ้นสูงภายในใจของมาตินไปอีกขั้นหนึ่ง
เมอร์ลินทำการสร้างอักขระเวทย์ขึ้นตัวแล้วตัวเล่าในอากาศนับไม่ถ้วนเขาทำการโบกไม้กายสิทธิ์ไปเรื่อยๆ จนอักขระเวทย์สีฟ้านั้นล่องลอยอยู่ในอากาศเรียงตัวกันนับร้อยๆตัว
เมื่อตัวอักขระสุดท้ายถูกวาดเสร็จเมอร์ลินก็โบกสะบัดไม้กายสิทธิ์ คลื่นพลังก่อตัวบังคับให้อักขระเวทย์เ่าั้หมุนวนราวกับพายุ
ทันทีที่เมอร์ลินทำการชี้ไม้กายสิทธิ์ลงยังพื้นดินพลันอักขระเวทย์เ่าั้ก็พุ่งลงพื้นตามคำสั่งของเขา
พริบตาเดียวเบื้องหน้าก็ปรากฎวงเวทย์ที่มีความซับซ้อนขนาด 3 เมตร ซึ่งมันกินพื้นที่ไปถึงครึ่งหนึ่งของห้องนี้
หีบที่บรรจุวางอยู่ที่มุมห้องเมื่อเมอร์ลินสะบัดมือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์ขึ้นครั้งหนึ่ง
ปึง! หีบไม้นั้นถูกเปิดออก
เมื่อสะบัดมืออีกครั้งหนึ่ง สมุนไพรจำนวนมากก็ลอยพุ่งเข้าสู่วงเวทย์
เมอร์ลินจำเป็ต้องใช้สมาธิเป็อย่างมากในการควบคุมกระบวนการเหล่านี้
เมื่อโบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้งหนึ่งกระแสพลังเวทย์ก็เริ่มเคลื่อนไหว วงเวทย์ทั้งหมดถูกกระตุ้นการทำงาน ละอองธาตุต่างๆ เปล่งแสงออกมาราวกับสายรุ้งเส้นสายของพลังเวทย์ในวงเวทย์เคลื่อนไหวอย่างเป็ระบบ จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง
พอดีกับที่ลูกน้องของมาตินเข้ามาในห้องพวกเขาได้เห็นกระบวนการปรุงยาอันพิศดารเบื้องหน้า
นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นการปรุงยาแบบนี้การปรุงยาของผู้ใช้อักขระช่างพิศดารเป็อย่างมาก เพราะเมอร์ลินนั้นไม่ได้ใช้ทั้งไฟทั้งหม้อปรุงยาหรืออุปกรณ์ปกติที่คนทั่วไปใช้ปรุงยา
วงเวทย์เบื้องหน้ากำลังกลั่นสมุนไพรที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์พวกเขาอดตื่นเต้นไปกับมันไม่ได้ แน่นอนว่ากระบวนการเหล่านี้ย่อมต้องยุ่งยากแน่นอน
เพียงเวลาไม่นานเหงื่อมากมายก็ซึมออกมาจากเสื้อผ้าผู้ใช้อักขระตัวน้อยแล้วพวกเขานั้นไม่กล้าที่จะส่งเสียงดังเพราะเกรงว่าจะเป็การรบกวนพิธีการปรุงยานี้
เมอร์ลินใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อถึงขึ้นตอนสุดท้ายละอองแสงสีทองที่เกิดจากธาตุแสงมากมายม้วนตัวพุ่งเข้าไปผสมกับตัวยาที่ถูกสกัดกลั่นจนเข้าที่
ขั้นตอนสุดท้ายนี้ทำให้น้ำยามากมายเ่าั้เปลี่ยนแปลงไปเป็น้ำยาที่มีคุณสมบัติแฝงอันน่าอัศจรรย์
เบื้องหน้าของเมอร์ลินในยามนี้ปรากฎมวลน้ำก้อนใหญ่ที่มีขนาดถึง 3 เมตรลอยเป็ก้อนอยู่กลางอากาศ
เมอร์ลินลดไม้กายสิทธิ์ลงเมื่อนั้นวงเวทย์อักขระซับซ้อนก็ค่อยๆ หายไป
"มาติน สั่งคนของเ้าให้ไปนำขวดยาออกมาเรียงกัน" เมอร์ลินหันไปสั่งการด้วยท่าทีที่เหน็ดเหนื่อย
"ขอรับท่านเอเลน” มาตินรีบทำการรับคำอย่างนอบน้อมแล้วหันไปสั่งการลูกน้องในทันที
“พวกเ้ารีบทำตามที่ท่านเอเลนสั่งการเร็ว"
ไม่นานนักขวดยามากมายก็ถูกจัดเรียงในถาดอย่างมากมายหลายแผง
มือข้างหนึ่งของเมอร์ลินยังทำการควบคุมก้อนมวลน้ำขนาดั์เหล่านี้ไว้ส่วนอีกข้างหนึ่งเขาก็ทำการโบกสะบัดมันไปมา พลันมวลน้ำนั้นถูกแบ่งออกมาก้อนน้ำเล็กๆที่พอดีกับขวดยา
พวกมันลอยไล่เรียงกันอย่างเป็ระเบียบและมุ่งเข้าบรรจุยังขวดทันทีมือของเมอร์ลินโบกสะบัดนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเสร็จสิ้นจำนวนหนึ่งแล้วจุกขวดน้ำยาที่เตรียมไว้ก็ลอยปิดขวดจำนวนไม่ถ้วนเบื้องหน้านั้นทันที
อัศจรรย์ ! นี่มันยิ่งกว่าอัศจรรย์
มาตินและเหล่าคนงานจ้องมองเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยสายตาที่ไม่เชื่อ วิธีการผลิตยาเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดิน มันเป็วิธีการที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเป็อย่างยิ่ง
พวกเขาล้วนตื่นตะลึงไปกับมันนับครั้งไม่ถ้วนั้แ่ต้นจนจบทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใช้อักขระตัวน้อยนั้นล้วนสร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกเขา
ยามนี้ในสายตาของพวกเขาเกิดความนับถือในตัวของเมอร์ลินอย่างล้นหลาม
"นำยาพวกนี้ไปเก็บแล้วนำขวดเปล่าชุดต่อไปเข้ามา" น้ำเสียงของเด็กน้อยถูกกล่าวออกมาอย่างไร้อารมณ์
เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็รีบเร่งปฏิบัติตามคำสั่งของเมอร์ลินอย่างรวดเร็ว หากผู้ใดได้เห็นฝีมือการปรุงยาอันยอดเยี่ยมแบบนี้แล้วไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะไม่นับถือเด็กน้อยผู้นี้
การทำงานของพวกเขาเป็ไปด้วยความรวดเร็วไม่นานนักก็ถึงเวลา่บ่าย
พวกเขาทำงานราวกับเครื่องจักรโดยไม่มีการหยุดพักและไม่นานนักกระบวนการทุกอย่างก็เสร็จสิ้น
เมอร์ลินสามารถผลิตยาออกมาได้นับหมื่นขวด น้ำยาเหล่านี้มีไว้สำหรับเพื่อขาย่หนึ่งและพวกมันถูกเก็บรักษาในแหวนเวทย์ที่อยู่ห้องลับใต้ดินแห่งนี้เป็อย่างดี
ก่อนจากไปเมอร์ลินได้กำชับให้มาตินนำน้ำยาออกมาขายในจำนวนไม่มากเพื่อเป็การสร้างราคาให้กับตัวยา เมื่อมีจำนวนน้อยมากเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น
หากอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง้าทำการค้าผูกขาด เขานั้นสั่งให้มาตินห้ามรับปากและให้บอกพวกเขาเ่าั้ไปว่าผู้ใช้อักขระไม่ประสงค์จะผูกขาดการค้ากับอาณาจักรใด
แน่นอนว่าเมื่อประกาศเื่ความ้าของผู้ใช้อักขระออกไปอาณาจักรเ่าั้ย่อมไม่แสดงออกซึ่งการข่มขู่ต่อมาติน การที่มีสินค้าเพียงเ้าเดียวย่อมมีอำนาจต่อรอง
เมื่อเมอร์ลินสั่งการเสร็จสิ้นเขาก็กลับที่พักทันที
เมื่อกลับมาถึงห้อง เมอร์ลินได้พบกับอาเธอร์ที่รออยู่แล้ว เขารู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากที่ได้พบกับอาเธอร์ในตอนนี้เพราะเวลานี้อาเธอร์ควรจะอยู่ในชั้นเรียนไม่ใช่ห้องพักนี้
แน่นอนว่าเมื่ออาเธอร์กลับมาแล้วไม่พบเมอร์ลิน เขานั้นต้องบ่นอย่างหัวเสียเด็กน้อยถูกเ้านายของเขาบ่นอยู่พักใหญ่ อาเธอร์มองว่าเด็กน้อยผู้นี้ย่อมต้องฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่อยู่ไปเที่ยวเล่นอย่างแน่นอน
แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เมอร์ลินเกิดขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด
เมื่อฟังอาเธอร์บ่นเสร็จอาเธอร์ก็เผยจุดประสงค์ที่เขากลับที่พักก่อนเวลาเพราะเขาได้นัดกับเด็กสาวผู้หนึ่งที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันไว้ เธอมีชื่อว่าอาโรส จูดี้ บุตรของขุนนางอาณาจักรโบฮีเมีย
เมอร์ลินมองอาเธอร์และพลางคิดในใจว่า “เ้าเด็กวัย 10 ขวบปีผู้นี้มีรูปร่างที่ใหญ่โตเกินเด็กทั่วไป ด้วยรูปร่างที่สง่างามแถมยังมีใบหน้าที่งดงามราวกับรูปปั้นเทพเ้า นับว่าเหมาะสมแล้วที่เขาเกิดในตระกูลกษัตริย์อย่างอารากอน กระทั่งความแก่แดดแก่ลมก็ยังมีมากกว่าคนปกติทั่วไปด้วยวัยเพียงแค่นี้ก็เผยนิสัยความเ้าชู้ออกมาแล้ว”
เมอร์ลินเข้าใจในทันทีว่าเด็กสาวที่ชื่ออามีเรียก่อนหน้านี้ได้ตกกระป๋องถูกอาเธอร์สลัดทิ้งเป็ที่เรียบร้อยแล้วเหตุอาจเกิดจากเด็กสาวที่ชื่อจูดี้คนนี้ก็เป็ได้
เมอร์ลินทำหน้าที่ข้ารับใช้โดยไม่บกพร่องและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องมาทำหน้าที่เป็ผู้ดูต้นทางระหว่างที่เ้าเด็กอาเธอร์กำลังเกี้ยวสาว
หน้าที่คนรับใช้นั้นแม้จะดูต้อยต่ำและอาจเป็ที่ดูิ่ในฐานะผู้ฝึกตนของเขา แต่เขานั้นก็หาได้ใส่ใจกับมันไม่
ชีวิตของเขาสำคัญมากกว่าศักดิ์ศรีเ่าั้แต่หากเมื่อถึงยามใดที่เขามีพละกำลังสามารถปกป้องตนเองได้แล้ว แน่นอนว่าเขาจะไม่อ่อนข้อให้ผู้ใดที่เหยียดหยามเขา
หนทางแห่งผู้ฝึกตนนั้นลำบากยิ่งกว่านี้นับพันเท่าหมื่นทวีความลำบากเล็กน้อยเพียงแค่นี้เขาย่อมสามารถทำมันได้