หนีเจียเอ๋อร์ลอบถอนหายใจโล่งอกพลางลุกขึ้นโค้งคำนับ “พี่ใหญ่โปรดรับการคารวะจากน้องสาวด้วย”
“น้องหญิงโปรดลุกขึ้นเถิด” ต้วนอวิ๋นหลานใช้มือทั้งสองพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาก่อนหัวเราะจนลั่นรถ
หนีเจียเอ๋อร์ไม่คิดเลยว่าปัญหาที่รบกวนตนมาตลอดหนึ่งเดือน จะสามารถคลี่คลายได้ง่ายดายด้วยคำว่า ‘พี่ใหญ่’ แบบนี้ นางจึงอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
ต้วนอวิ๋นหลานก็สบายใจเช่นกันความสามารถด้านบทกวีของเขานั้น มิได้น้อยไปกว่าสวีเพ่ยหรานเลย และเมื่อเทียบกับโจวชิงหวาผู้มีพรสวรรค์เป็นอันดับหนึ่งแล้ว ก็นับว่าด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จากการสนทนามาตลอดทาง ทั้งสองต่างก็มีความรู้สึกตรงกันว่าพวกเขามีความสนใจที่คล้ายคลึงกันมาก
หลังหนีเจียเอ๋อร์เดินทางออกไปโจวชิงหวาก็มาที่เชิงเขาเพื่อรอรับอีกฝ่าย พอสังเกตเห็นขบวนรถม้าหรูหราซึ่งกำลังแล่นมาแต่ไกลหูของเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากรถม้า
ชายหนุ่มกำหมัดแน่นใบหน้าอันหล่อเหลาเย็นชา จนแทบจะทำให้บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง
รถม้าค่อยๆหยุดลงตรงหน้าโจวชิงหวา หัวหน้าองครักษ์เอ่ยอย่างนอบน้อม “คารวะคุณชายโจว”
“อืม”โจวชิงหวาตอบรับสั้นๆ อย่างไร้อารมณ์
พอม่านเปิดต้วนอวิ๋นหลานก็กระโดดลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงทักทายอีกฝ่าย จากนั้นก็หันไปยื่นมือให้หนีเจียเอ๋อร์เตรียมจะช่วยพยุงนางออกมา
ทว่า โจวชิงหวาถือวิสาสะเข้าไปคว้ามือหญิงสาวเอาไว้เสียก่อนพลางพูดยิ้มๆ “ระวังด้วย!”
หนีเจียเอ๋อร์เหลือบมองมือที่ชะงักค้างของต้วนอวิ๋นหลานแล้วยิ้มให้อย่างอึดอัดใจ ก่อนหันไปบอกโจวชิงหวา “ไม่เป็นไร ข้าลงเองได้”
ว่าแล้ว ก็พยายามที่จะดึงมือกลับมาแต่ก็กระตุกออกมาได้นิดเดียว จึงต้องปล่อยให้โจวชิงหวาทำตามอำเภอใจต่อไป
ต้วนอวิ๋นหลานนิ่งเงียบพลางถอนมือออกมาไขว้หลังอย่างสง่างาม
พอลงมาบนพื้นได้อย่างมั่นคงแล้วหญิงสาวก็ขมวดคิ้วมองโจวชิงหวา ก่อนพบว่าตัวเองกำลังยืนกั้นกลางระหว่างบุรุษทั้งสองจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากแนะนำ “พี่ใหญ่นี่คือโจวชิงหวา”
จากนั้น ก็หันมาพูดกับโจวชิงหวา“พี่ชิงหวานี่คือท่านแม่ทัพฝ่ายซ้าย ซึ่งอายุน้อยที่สุดในแคว้นฉีหลานของเรา ผู้เป็นอนุชาของฮองเฮาท่านแม่ทัพต้วน”
เมื่อเห็นนางแนะนำฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียดลออด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส ใบหน้าของโจวชิงหวาก็คล้ายจะมีน้ำค้างแข็งปกคลุมหนาขึ้นอีกชั้นเขากล่าวเบาๆ “ท่านแม่ทัพต้วนได้ยินชื่อเสียงมานาน”
ต้วนอวิ๋นหลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ข้าก็เคยได้ยินฝ่าบาทเอ่ยถึงคุณชายโจวว่าเป็นอัจฉริยะทั้งยังสามารถค้าขายจนร่ำรวยด้วยมือเปล่ามาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยจวบจนเติบใหญ่ ช่างน่าทึ่งนัก!”
“นับเป็นพระเมตตาของฝ่าบาท”โจวชิงหวายิ้ม เหลือบมองดวงตะวันบนท้องฟ้า ก่อนพูดต่อ “แม่ทัพต้วน ยามนี้แล้ว ไม่ต้องรีบกลับหรอกหรือ?”
ฟังดูก็รู้ ว่าชายหนุ่มต้องการไล่ให้อีกฝ่ายกลับไป
รอยยิ้มของต้วนอลิ๋นหลานแข็งค้างเขาหันมามองหนีเจียเอ๋อร์ แล้วยิ้มให้ “เสี่ยวเอ๋อร์ พี่มาส่งเจ้าถึงที่แล้ว ต้องขอตัวกลับก่อนไว้เจ้ากลับจวนสกุลหนีเมื่อใด ข้าจะส่งเทียบเชิญให้มาเที่ยวจวนของข้านะ”
หนีเจียเอ๋อร์กำลังจะตอบตกลงแต่โจวชิงหวาชิงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ เสี่ยวเอ๋อร์เป็นบุตรสาวขุนนาง การเข้าออกจวนแม่ทัพเพียงลำพัง อาจถูกครหาได้”
หญิงสาวแสดงสีหน้าไม่พอใจ“ชิงหวา!”
โจวชิงหวาที่อยู่ด้านข้างมองสบสายตานาง ด้วยดวงตาสีเข้มอันนิ่งเรียบประหนึ่งบ่อน้ำลึก
ใบหน้าที่เยือกเย็นและท่าทีจริงจังเช่นนั้นทำให้หัวใจของหนีเจียเอ๋อร์สั่นไหว แต่เพื่อมิให้เขาทำกิริยาหยาบคาย จนสร้างความขุ่นเคืองให้ต้วนอวิ๋นหลานนางจึงทอดเสียงอ่อน “ชิงหวาพี่ต้วนเป็นคนสบายๆ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถผูกมิตรกับเขาได้ ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเชิญแขกไปดื่มชา ดีหรือไม่?”
เสียงหัวเราะของต้วนอวิ๋นหลานพลันดังขึ้นโดยไม่รอคำเชื้อเชิญหรือการคัดค้านจากโจวชิงหวา
“ฮ่าๆ...เอาละ! เช่นนั้นข้าจะลองไปดู ว่าเรือนบนเขาของบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในแคว้นฉีหลานนั้นสร้างจากทองคำจริงหรือไม่?”
ว่าแล้ว ก็เดินนำไปเป็นคนแรก
โจวชิงหวาเลิกคิ้วขึ้น “ท่านแม่ทัพ เดินระวังๆ ด้วย”
ทว่าน้ำเสียงนั้น ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับคำเตือนอย่างชัดเจน
ต้วนอวิ๋นหลานชะงัก แล้วก้าวไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใด
ทันทีที่มาถึงเรือนหนีเจียเอ๋อร์ก็เดินมาขนาบข้างโจวชิงหวา พลางตำหนิเบาๆ “ชิงหวาเจ้าทำตัวหยาบคายกับท่านแม่ทัพเช่นนั้นได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มปรายตามอง ก่อนดันร่างอีกฝ่ายไปชิดเสาไม้ใหญ่
ต้วนอวิ๋นหลานที่กำลังกวาดตามองไปรอบๆด้วยความสนใจ มาเห็นเข้าพอดี จึงเอ่ยถามเสียงเยียบเย็น “ท่านคิดจะทำอะไร?”
หนีเจียเอ๋อร์หน้าแดง รีบผลักโจวชิงหวาออกไป“พี่ใหญ่ให้ข้าพาท่านไปดูทางทิศใต้ของเรือนดีหรือไม่?”
หลังเดินไปไม่กี่ก้าวต้วนอวิ๋นหลานก็มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง พลางถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดเรือนใหญ่กลางภูเขาเช่นนี้ถึงไร้คนคุ้มกันเล่า?”
หนีเจียเอ๋อร์จึงตอบ “น้อยคนนักจะรู้จักสถานที่แห่งนี้ แม้แต่ข้าก็เพิ่งรู้ ทั้งชิงหวาก็มีชื่อเสียงอยู่พอตัวและไม่เคยสร้างความบาดหมางกับใคร จึงไร้ซึ่งศัตรูข้าจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีผู้คุ้มกัน”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”ต้วนอวิ๋นหลานพยักหน้า
เมื่อเห็นคนทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันโทสะของโจวชิงหวาก็ยิ่งทบทวี จนเผลอกระแทกเสาไม้หักคามือ
หนีเจียเอ๋อร์พลันตื่นตระหนกเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรอบตัว พอพบว่าเสาไม้หักลงมาอย่างไร้สาเหตุ โดยที่บริเวณข้างๆกันนั้น ยังมีร่างของโจวชิงหวา ยืนหน้าตาเฉยเมยดุจไม่รู้เห็นสิ่งใด ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
พอสบตาหญิงสาวหัวใจของโจวชิงหวาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด
หลังต้วนอวิ๋นหลานจากไปหนีเจียเอ๋อร์กับโจวชิงหวาก็แยกย้ายกันไปคนละทางเช่นกัน
...
ในยามค่ำคืนที่ดวงดาราส่องสว่างพระจันทร์กลมโตลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า สายลมบนภูเขาที่เงียบสงัดพัดผ่านใบไม้อย่างแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงแมลงซึ่งกำลังขับร้องเป็นทำนองแห่งธรรมชาติ
แต่ทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้กลับไม่อาจทำให้อารมณ์ของหนีเจียเอ๋อร์ดีขึ้นมาได้ นางจึงปฏิเสธที่จะร่วมนั่งดื่มชากับเว่ยอี๋เหนียงและนายหญิงโจวพลางปลีกวิเวกออกมานั่งหน้าลานบ้านเพียงลำพัง ด้วยความรู้สึกสับสน
หญิงสาวถือกิ่งไม้เล็ก เขี่ยพื้นดินไปมา...
อีกด้าน มีร่างหนึ่งเหินออกจากหน้าต่างทะยานไปตามสายลม และร่อนลงบนกิ่งไม้อย่างเงียบงัน เขาทรงตัวได้มั่นคง ขณะที่เสื้อผ้าและเส้นผมปลิวไสวราวกับผีเสื้อกระพือปีกท่ามกลางมวลบุปผา
ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย ผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ที่กำลังกวัดแกว่ง
คิ้วของเขาขมวดมุ่น อยากจะลงไปง้อนางทว่ายังคงละอายใจอยู่เล็กน้อย จึงนึกโทษตัวเองอยู่นาน
ส่วนหนีเจียเอ๋อร์ที่อยู่ด้านล่างยังไม่คิดจะกลับเข้าเรือนในตอนนี้ นางเท้าคางมองดวงดาราด้วยแขนข้างหนึ่งสายตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกล
ผ่านไปพักใหญ่ ก็เริ่มรู้สึกหนาวจึงผุดลุกขึ้น เตรียมกลับไปยังห้องนอน
แต่ตอนนั้นเอง พลันรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวหญิงสาวจึงหันไปมองด้วยความอยากรู้ กลับพบว่าบนห้วงเวหา มีชายชุดดำกลุ่มหนึ่งโผล่มาบดบังแสงจันทร์พร้อมกระบี่ในมืออันเปล่งประกายคล้ายจะเย้ยเยาะ
ค่ำคืนนี้ ช่างมืดมนและหนาวเหน็บเหลือเกิน...