ตอนที่แปดสิบเก้า คนใจเย็นกินเงินคนใจร้อน
“คนใจเย็นกินเงินคนใจร้อน”
นั้นคือคำพูดที่พวกไฮโซมีเงินพูดกันเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น
แต่ที่จริงแล้วควรจะกล่าวว่าคือ
“คนมีเงินมากกินเงินคนมีเงินน้อย”
ราวกับว่าการเล่นแชร์ทางการเงินในหมู่ชาวบ้านนั้นคือการลดรูปจากตลาดหุ้นมาให้ซับซ้อนน้อยลงวงเงินน้อยลงและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
คนจนต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเสมอในระบบทุนนิยมที่มีข้อดีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกนี้
มันแปลว่าเราจะเสียเงินด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยเพราะความมีประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวของเงินตรานั่นเอง
ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนมือจากเงินในมือคนจนไปสู่เงินในมือคนรวยด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ระบบจะสามารถทำได้
เรียกว่าทุกคนควรจะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าระบบมันชื่อว่า
“ทุนนิยม”
ก็ควรจะรู้ตัวได้ตั้งนานแล้วว่าคนที่มีทุนจะได้เปรียบเสมอ
คนที่ไม่มีทุนจะโดนเอาเปรียบไปจนวันตายด้วยหนี้สินต่างๆที่ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกับหนี้สินต่างๆเหล่านี้
แบบเดียวกับที่ไอ้ขามมีจะมีสกิลและทักษะเวทย์มากปานใดก็ตามก็ยังเสียที่นาให้ไอ้เจิดในที่สุดหลังจากอีบัวกับอ้ายเผือกควายสองตัวของไอ้ขามที่ใช้ไถนานั้นเกิดป่วยขึ้นมา
คนจนเหมือนกับเสี่ยงทอยลูกเต๋า
คาดหวังว่าจะได้หน้าลูกเต๋าที่ดีตลอดไป
ไอ้ขามอาจจะเป็นชาวนาที่ดีที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา
แต่อีบัวกับอ้ายเผือกป่วยแม้แต่ไอ้ขามก็ต้องยอมเสียที่นาไปเพื่อรักษาอีบัวกับอ้ายเผือก
นี่ล่ะความลำบากของคนยากจนล่ะ
ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน
ขยันซื่อสัตย์ประหยัดรักษาศีลธรรมอันดีงามของสังคมเพียงใด
แค่เจออุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันอย่างควายสองตัวที่ใช้ไถนาป่วย
ไอ้ขามก็จะเสียที่นาไปในที่สุดทั้งที่ทำทุกอย่างถูกต้องมาตลอดชีวิตของตนเองและเราจะพยายามพร่ำบนตนเองว่า
“เราทำอะไรผิดตรงไหน?”
ทั้งที่คนจนควรจะรู้ตัวได้แล้วว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่างก็เป็นได้
สิ่งเดียวที่นับว่าเราทำผิดได้คือเราจนเท่านั้นและผิดที่มีชีวิตมานานเกินไปจนความน่าจะเป็นทำให้เราเจอเรื่องร้ายที่เรารับไม่ได้ในที่สุด
เราทำได้แค่ภาวนาว่าเรื่องร้ายจะไม่เกิดกับเราต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าที่เจ้าทาง
แต่มันจะมาถึงเราในที่สุดและเราจะไม่มีทางรับมันไหว
คนรวยนั้นสามารถให้คนอื่นแบกรับความเสี่ยงได้
อย่างที่ผมให้เจ๊กฮงแบกรับความเสี่ยงให้ผมอีกทีดั่งเช่นตอนนี้
แกนับเงินที่ได้อย่างดีใจ
“หัวละบัก หัวละบักค่าคอมมิกชั่งนี่ดีแท้น้อ”
เจ๊กฮงยิ้มอย่างดีใจที่แม้จะแบ่งเงินให้กับผมไปมากกว่าแต่แกก็ยิ้มแก้มปริที่แกได้เงินมาต่อหัวของจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมทางการเงินของผมจำนวนมาก
“แบ่งเป็นทุนสำรองด้วยเจ๊กฮงและเราไม่จำเป็นต้องรับทำให้ทุกคนหรอกเราต้องไล่คนกลับไปบ้างว่าไม่เข้าเงื่อนไขของเราพวกเขาจะได้ร้อนรนมากยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป”
ผมกล่าวต่อเจ๊กฮงไม่ยิงดีเอ๊ยยินดียินร้ายต่อเงินไม่ถึงร้อยบาทที่ได้มาต่อครั้งนี้เพราะผมกราบเท้าพ่อกำนันได้มาทีละหมื่นเป็นเรื่องปรกติ
เจ๊กฮง ผงกศีรษะรับคำ
“อั๊วเข้าใจน่อต้องให้อีกฝ่ายหวังพึ่งเรา จะได้โก่งราคาได้มากๆขึ้งน่อ”
นี่ล่ะคือโฉมหน้าที่แท้จริงของ “คนใจเย็นกินเงินคนใจร้อน”
คนมีเงินจะจุดไฟใต้เตาเพื่อให้คนจนนั้นร้อนรุ่มอยู่เสมอ