ร่างระหงพร้อมสไบที่ถูกพัดปลิวละลิ่วตามจังหวะการเดิน ขาทั้งสองข้างก้าวฉับ ๆ เดินนำอย่างไม่รั้งรอคนที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามอย่างนุ่มกับเนียนที่พร้อมใจกันพ่นลมเป่าปากถี่ดังด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“เกิดมาข้ามิเคยเดินตามผู้ใดแล้วเหนื่อยราวกับจักขาดใจตายเหมือนคุณมณฑาเลยนา” เนียนบ่นตามหลังนุ่ม หากยังก้มหน้าเดินต่อไป
“เอาเถิด เอ็งจักคอยปากมากให้ช้าอยู่ไย เดี๋ยวจักตามคุณมณฑามิทันดอก” นุ่มหันหลังกลับมาบ่นขณะที่ร่างกายส่วนล่างยังคงมุ่งไปข้างหน้าอย่างอัตโนมัติ
“นังนุ่ม!” เนียนได้แต่ะโเท่านั้น ไม่ทันได้เตือนเพื่อนให้ระวัง นุ่มลงไปนั่งหงายหลังอยู่บนพื้นอย่างไม่เป็ท่า โอดครวญเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นมายืนต่อได้ หลังจากรู้ว่าสิ่งที่ทำให้ตนล้มคือแผ่นหลังของคนเดินนำที่อยู่ ๆ ก็หยุดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“คุณมณฑาหยุดทำไมรึเ้าคะ” คนดวงซวยที่เพิ่งนั่งนับกบบนพื้นถามขึ้น
“ฉันกำลังคิดว่าจะเริ่มจากสถานที่พบสร้อยทองคุณแม่” เธอพยายามเรียกให้ชินปาก
“ตรงป่ากล้วยรึเ้าคะ” นุ่มถามเพื่อความแน่ใจ
“แต่ที่ตรงนั้นมันรกมากนาเ้าคะ นังนุ่มเอ็งจักหลังลาย ถ้าพาคุณมณฑาไปที่นั่น” เนียนเริ่มกดดันเพื่อนรัก
“ไม่ต้องกลัว จะไม่มีใครหลังลายทั้งนั้น ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ว่าแต่...พาฉันไปที่ตรงนั้นที อ้อ...ต่อแต่นี้ไป นุ่มกับเนียนจะทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยฉันในการไขคดีของสร้อยทอง โอเคไหม”
แม้สีหน้าจะบ่งชัดว่าทั้งสองไม่เก็ตเต็มร้อย แต่มณฑิรามั่นใจว่า เดี๋ยวอีกหน่อยทั้งสองจะเคยชินกับภาษาอีกร้อยกว่าปีข้างหน้าเอง
“ไขกระไรนาเ้าคะ บ่าวทั้งสองมิเคยได้ยิน ประหลาดแท้เ้าค่ะ” นุ่มถามพลางหันไปมองหน้าคนข้าง ๆ ซึ่งบัดนี้งงเป็ไก่ตาแตกไม่ต่างกัน
“เอาเป็ว่า เดี๋ยวจะรู้เอง ทำตามที่ฉันบอกก็พอ แต่...ห้ามเด็ดขาด ห้ามเอาสิ่งที่ฉันบอกให้ทำไปบอกใคร ไม่อย่างนั้น...” หญิงสาวทำสีหน้าจริงจังเชิงขู่ และได้ผลเมื่อบ่าวทั้งสองรีบเอามือปิดปาก พลางส่ายหัวดิกเป็คำมั่นสัญญา มณฑิรายิ้มขันกับความซื่อของสองสาว พลางนึกในใจ คงกลัวมาดนางมารร้ายของเธอจะกลับมาเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน
คนที่ทำหน้าที่เดินนำแทนคือเนียน ผู้ซึ่งมีบุคลิกห้าวหาญเกินหญิง ไม่เคยกลัวเื่ใด นอกจากเื่ผีสาง เมื่อมาถึงยังป่ากล้วย มณฑิราเริ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พยายามเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด น่าเสียดายที่วันนี้มาเจอเหตุการณ์กะทันหัน ไม่ทันได้คิดเตรียมการหากระดาษดินสอมา สเก๊ตซ์ภาพไว้เป็หลักฐาน และเธอเองก็ไม่แน่ใจว่ายุคสมัยนี้มีกระดาษกับดินสอใช้กันหรือยังเพราะไม่รู้ว่าหลุดเข้ามาใน่เวลาพุทธศักราชที่เท่าใดกันแน่ แต่หากสังเกตจากเครื่องใช้ในครัวเรือนก็สามารถเดาจากเบื้องต้นได้ว่า คงไม่ได้ล้าสมัยมากนัก ยกเว้นเื่เดียวที่แทบรับไม่ได้ คือห้องน้ำและการขับถ่าย!
“เดิมทีที่ดินตรงนี้แข็งกระด้าง ปลูกกระไรมิงามเ้าค่ะ คุณหญิงพิกุลสั่งให้พวกบ่าวในเรือนช่วยกันเอาต้นกล้วยมาปลูกเพื่อให้ปลูกผักอื่น ๆ ได้ แลสั่งให้แบ่งอีกฝั่งเพื่อขุดสระ เลี้ยงปลา ก่อนหน้านี้เป็หน้าฝน ป่ากล้วยเลยรก คุณหญิงท่านเกรงจักมีพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ จึงสั่งมิให้ผู้ใดมาถางหญ้า จนกว่าจักถึงเวลาลมหนาวมาเยือนเ้าค่ะ ” นุ่มบ่าวผู้แน่นด้วยวิชาการเอ่ยบรรยายอย่างละเอียด
ดูแล้วคุณหญิงพิกุลก็มีความคิดที่ดีและช่างสอดคล้องกับความปรารถนาของคนในยุคเธอเหมือนกันนะเนี่ย ที่้าดำรงชีพอย่างพอเพียง แต่ทว่าน่าแปลกที่ดินผืนนี้ไม่มีทางเข้าออกที่ดูสะดวกหรือเป็ทางเท้าที่คนใช้บ่อย ออกจะเหมือนป่ารก ๆ ด้วยซ้ำเพราะมีต้นไผ่ขึ้นปะปนกับต้นกล้วย แล้วบ่าวที่ชื่อแพงจะเข้ามาได้ยังไงตัวคนเดียว
“แล้วทางเข้าออกล่ะ” เธอมุ่งตรงไปยังคำตอบที่้าทันที
“ทางเข้าสระเลี้ยงปลาอยู่ทางโน้น ส่วนตรงที่นังแพงมันขโมยสร้อยไปซ่อนอยู่ในดงป่ากล้วยเ้าค่ะ” นุ่มอธิบายต่อ
“อย่าเพิ่งใช้คำว่าแพงขโมย ในเมื่อเราสามคนยังไม่มีใครเห็นกับตาสักหน่อย และตราบใดยังหาขโมยตัวจริงไม่ได้ แพงก็ยังเป็ได้แค่ผู้ต้องสงสัย” มณฑิราอธิบายหวังให้ความเป็ธรรมกับคนที่กำลังตกเป็ผู้ต้องสงสัย สองสาวพยักหน้ารับคำ
“จักกลับเรือนฤาเ้าคะ” เนียนเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้เป็นายขยับเท้าหลังจากยืนนิ่งกันมานาน
“เปล่า ฉันแค่กำลังคิดว่าจะให้นุ่มหรือเนียนก็ได้ไปตามคนที่เห็นว่าแพงมาขุดเอาสร้อยที”
“คุณมณฑาจักให้ตามไอ้กล้าฤาไอ้เพิ่มเ้าคะ” นุ่มเริ่มเป็งาน หัดถามไถ่เพื่อความแน่ใจอีกรอบก่อนจะทำตาม สร้างรอยยิ้มหัวให้กับมณฑิราได้เป็อย่างดี
“สองคนนี้ ใครมีความใกล้ชิดกับแพงมากกว่ากัน”
“หากจักว่ากันไปตามมิตรสหาย มิมีผู้ใดเ้าค่ะ มีก็เพียงแต่นังอึ่ง บ่าวที่เป็พยานกล่าวว่านังแพงมันหายออกไปจากเรือนนอนตอนกลางดึก มันชอบพอกับไอ้เพิ่มเ้าค่ะ” นุ่มอวดความรู้รอบครัวเรือนอีกเช่นเคย
“เอ็งมิรู้ความมาก อย่ากล่าววาจาเท็จ อีอึ่งมันชอบพอกับไอ้แสงต่างหาก” คนรู้ความกว่ากล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ ทำให้เพื่อนสนิทหัวอุ่น ๆ ขึ้นมานิด ๆ เพราะความเคือง
“เอ็งอย่ามาเถียงข้า มีกระไรบ้างที่คนอย่างข้ามิรู้”
เนียนตั้งท่าจะเถียงกลับแต่เจอท่าโบกมือห้ามของเ้านายเสียก่อนจึงเงียบปาก
“เอาเป็ว่า ตอนนี้ฉันพอจะคิดอะไรออกแล้ว เนียนไปตามนายกล้ามาพบฉันที ส่วนนุ่มไปหากระดาษดินสอมา ฉันจำเป็ต้องใช้...รู้จักใช่ไหมกระดาษกับดินสอ” เธอถามย้ำเพื่อความแน่ใจเพราะไม่อยากเสียเวลาได้อย่างอื่นมาแทน เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับเป็อันโล่งอก สองบ่าวต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบ
ไม่ต้องคอยนานจนเกินไป ร่างท้วมของนุ่มพร้อมกระดาษดินสอในมือก็มาถึง ก่อนที่ร่างผอมหากแข็งแรงของเนียนจะเดินมากับกล้าซึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ใบหน้าหล่อเหลาใช้ได้ทีเดียว มณฑิรารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างระหว่างกล้ากับหนึ่งในบ่าวรับใช้ของมณฑา หากเธอไม่้าคำตอบในยามนี้ จึงเงียบเอาไว้เพื่อรอคอยเวลา
“คุณมณฑาอยากให้กระผมพาไปในดงกล้วยฤาขอรับ” เสียงห้าวหาญของกล้าดังขึ้นพร้อมท่าทีนอบน้อม
“ใช่ แต่กล้าไม่ต้องกลัวว่าคุณพระจะว่า ในเมื่อทุกคนได้ยินว่าคุณพระอนุญาตให้ฉันไขคดี...เอ่อ...ฉันหมายถึงหาตัวขโมยตัวจริง” เธอตะกุกตะกักเล็กน้อย
การพูดการจากับคนในยุคนี้ทำไมมันยากจังวะ
กล้าพยักหน้ารับ เพราะตนเองก็ได้ยินแบบนั้นเช่นกัน จึงรีบตามเนียนมาทันที
มณฑิราเริ่มจดขยุกขยิกด้วยภาษาสมัยใหม่บวกกับภาษาอังกฤษลงบนกระดาษ ทั้งนี้ก็เพื่อกันไม่ให้ใครเข้าใจแผนผังความคิดของเธอ ทางเดินที่กล้าพาเข้ามาต้องเดินอ้อมไปทางขวามือของป่ากล้วยจากตรงที่ยืนกันในตอนแรกอีกที และน่าประหลาดใจตรงที่ทางเดินถูกถางเพื่อให้เดินเข้ามาได้อย่างไม่ลำบากนัก
“ตอนที่พวกกล้าเข้ามาทีแรก เข้ามาทางไหนกันเหรอ” เธอถามขณะที่เดินตามหลังกล้า
“ทางเดียวกันขอรับ ไอ้เพิ่มเป็คนพามา”
บิงโก! มันเริ่มมีอะไรทะแม่ง ๆ อย่างที่คิดไว้เลย
เธอพยักหน้ารับพอเข้าใจได้ ก่อนจะมองรอบกายอีกครั้ง ต้นไผ่ที่มีหนามและต้นกล้วยที่ขึ้นแออัดเพราะการแตกหน่อใน่ฤดูฝนยิ่งเพิ่มความหนาแน่นให้กับป่า หากไม่มีการฟันจนเป็ตอบางส่วนอย่างที่สังเกตเห็น ยากมากที่จะเข้ามาได้ ยิ่งหากเป็ฝีมือของผู้หญิงตัวคนเดียวด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางเป็ไปได้ หากมีคนช่วยน่าจะเป็ผู้ชาย หรือหากเป็หญิงต้องใช้แรงมากกว่าหนึ่งหรือสองคน แต่ก็ไม่อาจตัดประเด็นว่าแพงอาจเป็หัวขโมยคนหนึ่งจริง ๆ ทิ้งไปได้ เพราะบางทีผู้หญิงในยุคนี้อาจมีอะไรที่เธอคาดไม่ถึงอีกมาก ยกตัวอย่างเช่นนุ่มกับเนียน
“ตรงนี้ขอรับ” มือของกล้าชี้ไปยังจุดที่พบแพง มณฑิราเดินเข้าไปใกล้ มองหลุมลึกประมาณเกือบเมตร กว้างประมาณศอกครึ่ง ยาวประมาณเมตรครึ่งหรืออาจมากกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งนับว่าลึกใหญ่เกินไป หากคนขุดเจตนาจะซ่อนเพียงแค่หีบที่ใส่สร้อยทอง รอบ ๆ มีร่องรอยของต้นกล้วยที่ถูกขุดออกเพื่อจะได้พื้นที่ของหลุม
“นุ่ม เนียน สร้อยทองที่ว่าอยู่ในหีบใช่หรือไม่” เธอถามย้ำอีกครั้งหลังจากได้ฟังรายละเอียดพอสมควรระหว่างเดินมา
“เ้าค่ะ” สองบ่าวตอบพร้อมกัน
“แล้วไซส์...ฉันหมายถึงหีบอันเท่าไหน” เธอทำมือให้คนฟังดูว่ากำลังสื่อถึงอะไร
“ประมาณเท่านี้ขอรับ” กล้าทำมือจำลองขนาดของหีบให้ดู
หากดูตามขนาดที่กล้าบอก หีบมีความยาวประมาณศอกหนึ่งกว้างประมาณครึ่งศอก การที่จะสามารถขโมยมาจากเรือนคุณหญิงพิกุลได้นับว่าค่อนข้างยากทีเดียว หากไม่มีคนสมรู้ร่วมคิด และอีกอย่างขนาดของหีบกับหลุมที่ใช้ในการซ่อนค่อนข้างต่างกันลิบลับ มันต้องมีบางอย่างคลาดเคลื่อนในสิ่งที่คนร้ายคิดกับลงมือทำจริง ๆ
มณฑิราใช้เวลาพอสมควรเพื่อสเก๊ตซ์ภาพเก็บรายละเอียด โดยมีสามบ่าว คอยชะเง้อมองเป็พัก ๆ พร้อมเกาหัวแกรก ๆ
“นังเนียนเอ็งว่าคุณมณฑาทำกระไรวะ” กล้าเอนตัวมาหานุ่มหวังหาคำตอบ
“ข้าจักไปรู้รึ เอ็งถามนังนุ่มมิดีกว่ารึ” เนียนทำหน้าประหลาดเมื่อคนถามเอียงตัวมาใกล้จนเกินงาม
“ข้าก็มิรู้พอ ๆ กับพวกเอ็งนั่นละ อย่าถามให้มากความเลย รอคุณมณฑาบอกมิดีกว่ารึ” นุ่มเอ่ยขึ้นคล้ายจะตัดบท หากสายตาจับจ้องมองการกระทำของผู้เป็นายอย่างไม่วางตาเช่นเดียวกัน
มณฑิราพอจะทราบว่าทุกคนอยากรู้ แต่เธอยังไม่อยากอธิบายให้ใครรู้ในตอนนี้ จึงชวนทุกคนให้กลับเรือน ขณะเดินออกมาทางเดิม สายตาอันไวเฉียบและแม่นยำของนักสืบสาวสังเกตเห็นบางอย่างคล้ายเศษผ้าสีเดียวกันกับที่ทั้งสามคนนุ่งติดค้างอยู่ตรงกิ่งไผ่ที่มีหนามแหลมคม หญิงสาวหยุดเพื่อหยิบชิ้นส่วนนั้นขึ้นมา แล้วยื่นไปให้นุ่ม
“เก็บไว้ แล้วทุกคนอย่าได้ไปบอกใคร” นุ่มรับมา ทุกคนพยักหน้ารับแบบไม่ค่อยเข้าใจนัก ด้วยไม่รู้ว่าคุณมณฑาจะอยากได้ชิ้นส่วนผ้าเอาไปทำอะไร
หลังจากแยกย้ายกับกลุ่มของผู้เป็นายหญิง กล้าก็เร่งรีบไปหาคุณพระเหมตามคำสั่ง
ใบหน้าคมเข้มพยักหน้าเป็เชิงรับรู้เมื่อเห็นร่างของบ่าวคนสนิทมาถึง
“คุณมณฑาเอากระดาษกับดินสอมาวาดกระไรสักอย่างลงไปขอรับ” เสียงทุ้มของกล้ารายงาน
“เอ้า ไอ้กล้า เหตุใดเอ็งจึงมิดูมาให้แน่ชัดเล่าว่ากระไร” ขามบ่าวคนสนิทอีกคนถามขึ้นด้วยความขัดใจ กล้าอึกอักเพราะสุดปัญญาที่ตนจะเข้าใจจริง ๆ
คนเป็คนสั่งกลับนิ่งงันเหมือนกำลังรวบรวมความคิด
“แล้วสั่งให้ทำกระไรอีก” ดวงตาคมจ้องมองไปยังกล้าอย่างรอคอยคำตอบ
“สั่งให้...เอ่อ...กระผมจักกล่าวออกมาดีรึไม่ขอรับ”
“เอ้า ไอ้นี่ ยึกยักอยู่นั่น บัดเดี๋ยวก็เจอบาทาพิฆาตดอก” บาทาพิฆาต คือท่าไม้เด็ดของพระเหม เป็อันรู้กันว่าอันตรายเพียงใด
“เอ้า ก็คุณมณฑาสั่งข้ามิให้บอกกระไรแก่ใครทั้งสิ้นนี่พี่ขาม”
“ชะอุ้ย!”ขามอุทานพร้อมเงยหน้ามองใบหน้าเคร่งขรึมที่แปรเปลี่ยนเป็ถมึงทึงลงอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเอ็งจงเฝ้าดูหญิงบ้าวิปลาสผู้นั้นเอาไว้ให้ดี นางอาจจักนำความเดือดร้อนมาให้ข้า” ร่างสูงไหล่ยกตั้งเดินเข้าห้องทำงานไป ทั้งปิดประตูใส่กลอนเสร็จสรรพ
“เข้มเหลือเกินพ่อ ทีครานั้นจักเป็จักตายเห็นคุณมณฑาจมน้ำ เอ็งว่าฤาไม่” ขามเริ่มนินทาเ้านายอย่างไม่จริงจังให้กล้าฟัง
“ข้าว่า คุณพระคงจักรักคุณมณฑาอยู่มาก หากความโกรธคงมีมากกว่า”
สิ่งที่กล้าพูดล้วนเป็ความจริงที่ขามเองก็รู้ดี และคนอื่นในเรือนนี้ต่างก็ทราบ แต่ไม่มีใครมีความกล้าพอที่จะพาคนทั้งสองมาปรับความเข้าใจกัน
คืนนี้มณฑิราเข้านอนแต่หัวค่ำ หลังจากได้มอบหมายภารกิจให้กับสองสาวที่ยามนี้กลายเป็คนที่เธอไว้ใจมากที่สุดเสร็จ
ความเงียบสงัดและหมอกใน่ต้นฤดูหนาวเริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณ ร่างบนเตียงเริ่มพลิกตัวไปมาเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเริ่มลดลง แสงสว่างสีทองเริ่มปรากฏอีกคราจากภาพวาดที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง ก่อนที่กลุ่มก้อนของหมอกหนาจะเคลื่อนตัวจากแสงสีทองเ่าั้ไปยังร่างของมณฑิราที่กำลังหลับใหลอย่างไม่รู้สติ จนกระทั่งกลุ่มหมอกควันเ่าั้ได้กลืนกินร่างทั้งร่างให้หายไปในพริบตา
แรงสั่นะเืของอะไรบางอย่างปลุกให้ร่างที่นอนแน่นิ่งให้เคลื่อนไหว
นุ่มกับเนียนทำอะไรแต่เช้าเนี่ย คนโบราณนี่พากันตื่นเช้าจัง
มณฑิรานิ่งคิดในหัวก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพราะทนเสียงสั่นะเืที่ดังใกล้หูของตนไม่ไหว เมื่อโฟกัสสายตาเริ่มจับภาพได้ชัดเจน เธอแทบนอนเหยียดกายต่อไม่ไหว
โทรศัพท์มือถือ!
หญิงสาวจ้องโทรศัพท์มือถือบนพื้นที่กำลังสั่นบอกเป็สัญญาณว่ามีสายเรียกเข้า ตาทั้งสองข้างลุกวาวราวกับไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต
นี่มันอะไรกัน นุ่มกับเนียนไปไหน หรือว่ากำลังฝันไปอีกแล้ว ทำไมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาอยู่ในยุคสมัยนี้ได้
สายตาเริ่มมองไปรอบกาย และแล้วความจริงที่ปรากฏก่อให้เกิดประกายไฟบางอย่างในอก เสียวหวาบไปทั่วร่าง มือสั่นเทาพยายามเอื้อมไปหยิบเ้าตัวปัญหาขึ้นมา ก่อนจะกดรับและยกขึ้นแนบหู
“พี่เม!” เสียงปลายสายะโลั่นด้วยความดีใจสุดฤทธิ์
“มะ...มาย” หญิงสาวพยายามเค้นเสียงลงไปให้อีกฝ่ายได้ยิน ความรู้สึกสับสนทั้งหลายประเดประดังเข้ามาจนไม่รู้ว่าอะไรเป็อะไร
“น้องโล่งใจสุด ๆ ที่พี่รับสาย กลับมาจากฝั่งเชียงตุงเมื่อคืนก็รีบโทรหาเลย แต่พี่ไม่ยอมรับ ส่งข้อความไปก็ไม่ยอมอ่าน น้องนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน ตีห้าปุ๊บโทรปั๊บ ดีนะที่พี่รับ ไม่อย่างนั้นน้องได้บินไปกรุงเทพฯ ด่วนจี๋” คนเป็น้องพูดเร็วปรื๋อ โดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องใช้สติแค่ไหนเพื่อรับฟัง
“พี่ไม่เป็ไร แค่ง่วงนิดหน่อย เลยเข้านอนเร็ว น้องสบายดีนะ” เธอพยายามกดเสียงให้เรียบที่สุด ไม่อยากให้อีกฝ่ายผิดสังเกต
“สบายดีค่ะ วันนี้ทีมจะไปที่เชียงของกันไปเก็บข้อมูลเพิ่มอีกนิดหน่อยค่ะ อ้อ...คุณพ่อส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึงเราทั้งสองคน”
คำว่าพ่อทำให้เธอตั้งสติได้เกือบสมบูรณ์ ว่าแน่นอนแล้วที่ตอนนี้ได้กลับมาสู่ยุคปัจจุบันของตน ก่อนวางสายอินทิราเล่าเื่งานค้นคว้าต่อเล็กน้อย พร้อมกับบอกว่าตนได้พบกับมิตรภาพใหม่เป็คนเชียงราย มณฑิราไม่ได้สนใจฟังมากนัก เพราะมัวแต่คิดทบทวนในหัวถึงเื่ที่ได้ไปรู้ไปเห็นมา
การได้กลับมาสู่เวลาที่ควรเป็ของเธอมันคือความประสงค์สูงสุดแล้ว แต่ทว่า เหตุใดความรู้สึกดีใจ โล่งใจ หรือสมปรารถนานั้นยังไม่อาจเอาชนะความรู้สึกอึมครึมที่อยู่ลึกลงไปในใจได้
ป่านนี้นุ่มกับเนียนจะใมากแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ ว่ามณฑาตัวปลอมคนนี้หายไปไหน หรือบางทีตัวจริงอาจจะกลับมาแล้วก็ได้ ตัวปลอมอย่างเธอถึงต้องจากมาถ้าเป็อย่างนั้น เธอควรดีใจ แต่ทว่า ความรู้สึกผิดกลับผุดขึ้นมาเมื่อนึกถึงเื่ของแพง อยากจะรู้นักว่าทาสหญิงคนนั้นจะรอดพ้นจากข้อหาลักทรัพย์หรือไม่ และทางเดียวที่จะรู้ได้ อาจจะต้องค้นหาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์จากที่ไหนสักแห่ง ไม่รอให้เสียเวลานานไปมากกว่านี้ ร่างระหงลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะก้มมองเวลาในมือถืออีกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นนับว่าประหลาดนักตีห้ายี่สิบห้านาที เป็เวลาเดียวกับที่เหตุการณ์ย้อนเวลานั้นเกิดขึ้นกับเธอ แม้จะคนละวันก็ตามที
แสงสีแดงส้มเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า หญิงสาวรีบเก็บกวาดจานชามและแก้วนมที่ค้างแห้งเกรอะอยู่แบบนั้นมาหลายวัน แล้วเดินกลับเรือนนอนไป เพื่อจะรีบอาบน้ำแต่งตัวออกไปหอสมุดแห่งชาติ
อาคารตึกปูนสีขาวหลังคาทรงไทยตั้งอยู่บนถนนสามเสนสร้างความรู้สึกประทับใจแก่มณฑิราั้แ่แรกประจักษ์ ความเป็ไทย ไม่ว่าจะผ่านมากี่หลายร้อยปี ความงดงามก็ไม่อาจถูกกลืนกลบจากความเจริญของโลกในยุคปัจจุบันได้
ร่างปราดเปรียวในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าฝ้ายสีเทา กับรองเท้าผ้าใบตามแบบฉบับของสาวมินิมอลเดินตรงไปหาชั้นหนังสือที่ตน้าอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะหอบหนังสือกองโตมาที่โต๊ะเพื่อนั่งอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
“บันทึกลับในสมัยรัตนโกสินทร์” เสียงอ่านชื่อบนปกหนังสือเบา ๆ ก่อนจะรีบเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน แต่ต้องผิดหวังเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่เป็เื่ราวของคนในวัง โดยเฉพาะนางในและนางรำ มิหนำซ้ำ รายละเอียดของเนื้อหามีเยอะมากตามความหนาของกระดาษ ทำเอาต้องถอดใจวางมันลง แล้วเลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มอื่นขึ้นมาแทน
ภาพของช่างภาพคนดังในอดีต หลวงอัคนีนฤมิตร หรือจิตร จิตราคนีปรากฏบนหนังสือที่รวบรวมประวัติคนมีชื่อเสียงในอดีต
จริงสิ ในเมื่อภาพของผู้หญิงที่มีใบหน้าคล้ายเธอ และยามนี้มั่นใจได้ว่าคือมณฑาตัวจริงได้ถูกบันทึกในสมัยเดียวกับช่างภาพคนนี้ นั่นก็แปลว่า ยุคสมัยที่เธอไปติดอยู่หลายวันมานั้น อยู่ใน่สมัยรัชกาลที่สี่หรือไม่ก็รัชกาลที่ห้าแห่งราชจักรีวงศ์
ดูเหมือนวันนี้โชคจะไม่ค่อยเข้าข้างสักเท่าใดนัก เพราะไม่ว่าจะหยิบหนังสือเล่มไหนก็ไม่มีเนื้อหาบอกเล่าถึงคนในเรือนนั้นเลยแม้แต่นิด บางทีเธอจำเป็ต้องตัดใจจากเื่ราวในอดีต แล้วใช้ชีวิตให้เป็ปกติเหมือนที่ผ่านมา ทุกอย่างนึกเสียว่าเป็ความฝัน...ที่ไม่อาจกลับไปที่นั่นได้อีกแล้ว นึกไปใจก็หวิวโหวงเหวงชอบกล
แม้จะถอดใจยอมวางเื่ในอดีต หากมือก็ยังเลือกหนังสือไว้ประมาณสี่ห้าเล่มเพื่อยืมกลับไปอ่านที่บ้านรวมถึงเล่มที่หนาปึกเล่มนั้นด้วย ใบหน้าสวยหวานเงยขึ้น เริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับรอบกาย ความเงียบที่เงียบเกินกว่าห้องสมุดควรมี เงียบจนแอบคิดว่า มีเพียงเธอเท่านั้นที่กำลังนั่งอยู่บนอาคารนี้ ร่างบางลุกขึ้น สำรวจไปรอบ ๆ กลับไร้ร่างของกลุ่มคนที่ก่อนหน้าต่างนั่งทำกิจกรรมที่ตนสนใจ หมอกหนาเริ่มจับเกาะไปทั่วบริเวณ กระจกที่เคยมีแสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามาบ้าง ยามนี้มีเพียงไอหมอกหนามาเกาะเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นด้านนอก และด้านในก็เช่นกัน หากยังดีที่พอจะมีไฟฉุกเฉินอันริบหรี่ช่วยให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ
เสียงคล้ายกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊งตามจังหวะการเคลื่อนไหว สร้างความหวาดกลัวในใจให้แก่มณฑิราไม่น้อย หากความกล้าหาญในกายนั้นมีเกินกว่าจะยอมหนี ไม่ค้นหาว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นคืออะไร เธอเริ่มก้าวขาเดินช้า ๆ ไล่ไปตามแถวของชั้นหมวดหมู่หนังสือ หมวดแล้วหมวดเล่า ก็ไม่พบต้นตอของสิ่งที่ทำให้เกิดเสียง เกือบจะหันหลังกลับหากไม่เห็นร่างของสิ่งไร้ชีวิตตนนั้นในชุดเดิม ที่ยืนหันหลังอยู่อีกฟากของชั้นหนังสือ ไม่รอช้า มณฑิรารีบสาวเท้ายาวเข้าไปหาอย่างไว แต่ก็ยังช้ากว่าร่างที่เคลื่อนตัวนำไปอยู่ดี จนกระทั่งมาถึงประตูทางหนีไฟร่างนั้นได้หายลับไปกับตา ความตื่นเต้นบนความเคยชินที่เห็นิญญาตนนั้นอีกครายังทำให้ใจของเธอสั่นระทึกและถูกตรึงนิ่งอยู่ตรงนั้น
ทันใดนั้น มือปริศนาของใครสักคนแตะไปบนไหล่ข้างขวาของเธอ ใจของหญิงสาวกระตุกวาบ และอาจหัวใจวายตรงนั้นหากไม่ได้ยินประโยคที่เอ่ยขึ้นตามมา
“คุณคะ หอสมุดใกล้จะปิดแล้ว หาก้ายืมหรือคืนหนังสือ กรุณาติดต่อที่เคาน์เตอร์บริการก่อนสิบหกนาฬิกาสามสิบนาทีนะคะ” น้ำเสียงใสแจ๋วของเ้าหน้าที่หญิงดังขึ้น หลังจากที่เห็นแขกผู้มาใช้บริการยืนนิ่งอยู่ตรงประตูทางหนีไฟนานนับสิบนาที โดยไม่เคลื่อนไหว
“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบรับแบบงง ๆ แล้วรีบเดินกลับไปที่โต๊ะ รวบรวมหนังสือที่ไม่้ากลับคืนสู่ชั้นดังเดิม และที่เหลือนำไปที่เคาน์เตอร์เพื่อใช้บริการยืม
เมื่อเดินออกมาจากหอสมุดแห่งชาติสักพัก บริเวณข้างทางมีร้านขายพวกเครื่องประดับโบราณอยู่หลายร้าน มณฑิราตั้งใจจะเดินผ่านไป หากปลายหางตาไม่สะดุดเข้ากับภาพวาดของชายผู้หนึ่งคล้ายกับชายซึ่งเปรียบเสมือนเ้ากรรมนายเวรของเธอ รู้สึกราวกับว่ามีกระแสไฟบางอย่างแล่นผ่านไปทั่วร่างแล้วไหลมารวมกันตรงหัวใจ
“ขอโทษนะคะ...เอ่อ...เอาภาพวาดนี้มาจากไหนคะ” เธอละล่ำละลักถาม
ชายชราเงยหน้าที่ถูกปิดตาไว้ด้วยผ้าข้างหนึ่งขึ้น เผยให้เห็นหนวดเครารกรุงรังสีเทา แลดูน่ากลัว หากยังมีรอยยิ้มอ่อนปรากฏ
รอยยิ้มนี้ทำไมคุ้นจัง หญิงสาวนิ่งคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะรอยยิ้มขรึมของเ้ากรรมนายเวรมันคุ้นกว่า
“ลุงวาดจากภาพนี้” คุณลุงยื่นล็อคเก็ตพร้อมสร้อยสีพิงค์โกลด์ให้
มณฑิรารับมาก่อนจะเปิดฝาล็อคเก็ตนั้นเบา ๆ ด้วยใจเต้นระรัว ภาพเดียวกันแต่ต่างกันตรงในมือขณะนี้คือภาพถ่ายของตัวจริง แม้ปากจะบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา หากในใจลึก ๆ และลึกมาก ๆ เพราะเ้าตัว้าปิดซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้กลับต่อต้าน
“หนูอยากจะซื้อสร้อยเส้นนี้ คุณลุงขายไหมคะ”
เชอะ! เกลียดตัวเองนักยัยเม นึกค่อนขอดด่าว่าตัวเองในใจที่ใจไม่แข็งพอ
“ลุงไม่ขาย แต่จะยกให้ ถ้าหนูชอบ” น้ำเสียงใจดีเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้ค่ะคุณลุง หนูไม่อยากเอาเปรียบใคร และคงไม่กล้ารับมาเปล่า ๆ หากคุณลุงไม่ขาย” คนเที่ยงธรรมเช่นเธอจะไม่ยอมเอาเปรียบใครเด็ดขาด
“ถ้าอย่างนั้นลุงขอสักห้าร้อยก็พอ”
หญิงสาวรีบส่ายหน้า ก่อนจะหยิบกระเป๋าเงินออกมา พร้อมยื่นธนบัตรฉบับละพันห้าใบยัดลงไปในมือของลุงคนขาย
“ถ้าลุงไม่รับ หนูก็ไม่เอานะคะ” เธอว่าพลางทำหน้าดุเชิงบังคับ
ลุงคนขายกล่าวขอบใจเธอเสียยกใหญ่ก่อนจะแถมภาพวาดของคนที่เธอเกลียดเข้ากระดูกใจ...กระดูกดำให้ด้วย
ชายชรายิ้มอ่อนอีกครั้ง มองร่างของหญิงสาวที่เดินจากไปด้วยความสุขใจ เมื่อรับรู้ได้ว่า...
พรหมลิขิตได้เริ่มทำงานอีกครั้งและอีกครั้ง
มณฑิรานั่งจ้องภาพในล็อคเก็ตนานนับชั่วโมง ก่อนจะบรรจงสวมสร้อยเส้นนั้นลงไปในคอของตน ป่านนี้คนที่เรือนนั้นคงจะดีใจที่ได้พบกับมณฑาตัวจริง โดยเฉพาะคุณหญิงพิกุลคงจะดีใจมากเป็พิเศษที่ได้พบกับบุตรสาว ช่างต่างจากชีวิตเธอเสียจริง ที่จนถึงนาทีนี้ยังมองหาหนทางที่จะพบกับมารดาแท้ ๆ ยังไม่ออก
มือบางเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะข้างเตียงออก หยิบภาพวาดเรือนไทยหลังใหญ่จากคนนิรนามขึ้นมาดู ยิ่งชวนให้นึกถึงพวกคนเ่าั้ที่อยู่อีก่เวลา โดยเฉพาะเ้าของใบหน้าคมคาย ปากหยักหนาคนนั้น
“ฉันไม่ได้คิดถึงคุณสักหน่อย ฉันแค่คิดถึงคนในเรือนคุณ และต่อแต่นี้ คุณเป็เพียงแค่ความฝัน ไม่มีอยู่จริงในชีวิตฉัน โอเค๊?”
ประหลาดจริง เธอกำลังคุยกับภาพวาด! ยัยบ้าเอ้ย
หันไปค้อนวงใหญ่ให้กับภาพวาดเสมือนจริงที่ยามนี้ ถูกตั้งไว้บนโซฟาในห้องนอนเสร็จก็รีบหันหลังให้ ล้มตัวลงนอน หวังสลัดความคิดบางอย่างไปให้พ้นหัวใจตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่า อีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ชายในภาพก็กำลังว้าวุ่นในใจไม่ต่างจากเธอเช่นกัน
แม่มณฑา