5
พบหน้ามิประทับใจ
“กระหม่อมรู้สึกว่าภาพนี้ของคุณหนูหวังเปี่ยมไปด้วยปรัชญา มากด้วยความคิดเลยตั้งใจจะนำไปแขวนไว้เตือนตนพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงหลินเป็หลานชายของใต้เท้าเจียงแห่งกรมยุติธรรม บ้านสกุลเจียงสืบต่อตำแหน่งขุนนางกรมยุติธรรมมาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นการศึกษาของบุตรหลานจึงไม่ย่อหย่อน ในชาติก่อนสุดท้ายเจียงหลินก็สอบเป็จ้วงหยวน กลายเป็ขุนนางคนสำคัญเคียงข้างฮ่องเต้ก่อนจะถูกจัดการเมื่อหลี่เยียนรวบอำนาจ
บุรุษผู้นี้ไม่เพียงครอบครัวดี มีความสามารถ แต่เขายังนับได้ว่าเป็ชายงามอันดับหนึ่งของแคว้น
ใบหน้างดงามละมุนละไมประหนึ่งบัณฑิตในภาพฝัน รอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยไหลเรื่อยประดุจสายน้ำ ดวงตาของเขาสุกสกาวราวดวงดาว เปล่งประกายจับตาจนไม่อาจละจากไป ยามยิ้มเห็นฟันขาวเรียงสวยให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม ยามสวมชุดสีขาวเช่นนี้ยิ่งขับให้เขาดูสูงส่งเกินเอื้อมถึง
หวังกุ้ยฮวากัดฟันกรอด นางเกือบลืมไปแล้วว่าที่เกลียดสีขาวนักเพราะเจียงหลินนิยม
กลับกลายเป็ว่าความผิดพลาดนี้ทำให้นางกับเจียงหลินดูประหนึ่งนัดกันสวมอาภรณ์สีขาวก็ไม่ปาน
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีผู้เป็อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เมื่อยืนเทียบกันแบบนี้บุปผาในอุทยานคล้ายหมองลงหลายส่วน
“เปี่ยมไปด้วยปรัชญา?” เหอกุ้ยเฟยทวนคำ คิ้วที่วาดสวยเลิกสูงราว ตามองเจียงหลินราวกับเขาถูกคนทุบตีจนเสียสติ
“พ่ะย่ะค่ะ” เจียงหลินไม่อธิบายต่อ เขาลอบมองไปทางหวังกุ้ยฮวาที่มีใบหน้าเรียบเฉย ยังไม่ทันได้เย้าแหย่ให้หางคิ้วของหญิงสาวยับย่นสมใจ หลี่เยียนกลับขัดขึ้นก่อน
“คุณชายเจียงคงไม่ได้ตั้งใจช่วยคุณหนูหวังกระมัง”
“ช่วย?” เจียงหลินทวนคำพลางหัวเราะ “กระหม่อมกับคุณหนูหวังไม่ได้รู้จักกันเป็การส่วนตัว แต่อย่างที่กล่าวไปแล้ว กระหม่อมประทับใจภาพวาดของคุณหนูหวังจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคนเอ่ยคือเจียงหลิน ความน่าเชื่อของหวังกุ้ยฮวาในสายตาของผู้คนพลันเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เริ่มมีคนกระซิบกระซาบและวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง
“ถ้าหากเ้าเจ็บมือเ้าจะวาดอย่างไร ระหว่างแต้มหนึ่งจุดหรือฝืนวาดจนดูไม่รู้เื่”
“ข้าว่าคุณหนูหวังก็ต้องคิดมาแล้วถึงทำเช่นนี้ เรียกว่าแต้มพู่กันอย่างกล้าหาญ สร้างเสียงวิจารณ์ขจรขจาย”
สายลมเริ่มพัดไปทางหวังกุ้ยฮวา ทว่าในใจของหญิงสาวกลับหนักอึ้ง
อะไรที่เรียกว่าวางแผน อะไรที่เรียกว่ากล้าหาญ นางแค่ตั้งใจจะทำตัวเป็คนโง่งมเท่านั้นเข้าใจยากที่ใดเล่า!
“เช่นนั้นรบกวนถามคุณชายเจียง ปรัชญาใดที่เ้าเห็นจากภาพวาดผืนนี้เล่า”
น้ำเสียงของหลี่เยียนเย้ยหยัน เป็ครั้งแรกที่หวังกุ้ยฮวารู้สึกว่าองค์ชายสิบผู้นี้ทำสิ่งที่เหมาะสม ดวงตาหงส์ตวัดตามไปที่เจียงหลินอย่างใครรู้ นางก็อยากรู้เช่นกันว่าบุรุษผู้นี้คิดอะไรอยู่
ปล่อยให้นางถูกเหยียดหยามก็ดีแล้ว จะเอาเชื่อเสียงของตัวเองมาแลกทำไม
“อันอ๋องล้อกระหม่อมเล่นหรือพ่ะย่ะค่ะ เป็ไปไม่ได้ที่พระองค์จะไม่เห็นว่ากระดาษนี้คือใต้หล้าอันไพศาล ส่วนจุดเตี่ยนที่คุณหนูหวังแต้มขึ้นมาคืุ์ คนเราเปรียบดังธุลีหนึ่งในธรรมชาติ เล็กจ้อยแค่ปลายพู่กันขนาดเล็กสุด ขณะเดียวกันผืนผ้าก็เปรียบดังคนผู้หนึ่ง แม้จะขาวสะอาดเพียงใด แต่เมื่อถูกแต้มจนด่างพร้อยเพียงนิดผู้คนกลับจดจารแค่เพียงแต้มดำนั้น”
น้ำเสียงของเจียงหลินน่าฟัง มีจังหวะจะโคนชวนให้คล้อยตาม ผู้คนล้วนแต่มองตามด้วยด้วยความชื่นชมอันลึกล้ำ ส่วนจิตรกรผู้ได้รับคำชมกำลังสงสัยว่านางคิดมากเพียงนั้นั้แ่เมื่อไร
แต่ประโยคสุดท้ายนั่น...
ไม่ต่างกับตบหน้าผู้คนที่ด่าว่านางเมื่อครู่เลยใช่หรือ...
รวมทั้งเหอกุ้ยเฟยด้วย
“สมกับเป็คุณชายเจียง ความปราดเปรื่องนี้สมควรได้รับการชมเชยอย่างแท้จริง” คนที่ก้าวเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์คือหลี่จง เขาคลี่ยิ้มให้เหอกุ้ยเฟยก่อนกล่าว “เสด็จแม่ คุณหนูหวังเป็บุตรสาวของท่านเสนาดี ความคิดลึกล้ำกว่าทั่วไป แม้มือเจ็บก็ยังพยายามจะสร้างผลงานอันน่าชมเชย นับว่าน่าประทับใจยิ่ง จริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เหอซูเมิ่งรู้สึกราวกับถูกล้อม เมื่อครู่นางกำลังจะผลักหวังกุ้ยฮวาหล่นจากหน้าผาอยู่แล้ว แต่กลับมีวีรบุรุษ้าช่วยหญิงงาม เห็นเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกเดียดฉันท์นัก
แต่รัชทายาทมอบทางลงให้นางแล้ว ถ้าหากไม่คว้าเชือกเส้นนี้ไว้เกรงว่าจะไม่มีโอกาสอีก
“เป็ข้าที่หูตาคับแคบ ได้คุณชายเจียงเปิดหูเปิดตาแล้ว”
“มิกล้า แรกข้าก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อพิจารณาความสามารถของคุณหนูหวังประกอบแล้วล้วนแต่เป็ไปตามที่กล่าวไปพ่ะย่ะค่ะ แม้นร่างกายไม่พร้อมแต่ก็ยังสร้างผลงานอันล้ำค่า สมกับเป็บุตรสาวที่ท่านเสนาบดีชื่นชม”
หวังกุ้ยฮวากำลังหล่นลงเหว เป็เหวลึกที่มีเจียงหลินผลักลงไป นางยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย น้อมรับอย่างไม่ถือโทษโกรธเคือง
“ข้ามิได้ลึกล้ำเพียงนั้น หลายอย่างก็ได้คุณชายเจียงช่วยชี้แนะเช่นกัน”
“คุณหนูหวัง มิทราบว่าแผลที่มือเป็อย่างไรบ้างแล้ว ให้หมอหลวงดูสักหน่อยจะดีกว่ากระมัง”
หลี่จงเห็นท่าทางกำมือแน่นของหวังกุ้ยฮวาก็ไหล่คิดไปว่านางเจ็บแผล พอถูกทักหญิงสาวก็ชะงัก แม้ไม่อยากยอมรับแต่นางเบื่อหน่ายงานเลี้ยงเต็มทนแล้ว
อดีตเห็นไม่ชัดเพราะหลี่เยียนบดบัง แต่ดูเหมือนเหอกุ้ยเฟยจะไม่ได้ชมชอบนางเท่าไร
ถึงว่า... ถ้าหากเหอซูเมิ่งเอ็นดูนางอย่างปากกล่าวคงไม่ส่งจีอิ๋งเฟยเป็รางวัลให้กับหลี่เยียนถึงเตียงหรอก
มอบอนุให้บุตรชายคนแล้วคนเล่า ไม่สนสีหน้าชายาเอกอย่างนางสักนิด
“งานชมบุปผาจะขาดไท่จื่อไปได้อย่างไรเล่า ขอแค่บ่าวนำทางให้หม่อมฉันสักคนก็พอแล้วเพคะ ไม่รบกวนพระองค์”
“เช่นนั้นให้กระหม่อมเป็ผู้นำทางคุณหนูหวังเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เจียงหลินแทรกขึ้นมาระหว่างที่หลี่จงกำลังอ้ำอึ้ง เห็นดังนั้นรัชทายาทจึงได้แต่ยอมแพ้ “เช่นนั้นเปิ่นหวางจะเก็บภาพผืนนี้ไว้ให้ รบกวนคุณชายเจียงแล้ว”
“ทูลลาเพคะ”
หวังกุ้ยฮวาไม่ได้เจาะจงว่าอำลาใคร ไม่ว่าจะเหอกุ้ยเฟย รัชทายาทหรือองค์ชายสิบล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง หญิงสาวซ่อนมือไว้ใต้แขนเสื้อยาว เดินตามเจียงหลินออกจากอุทยานโดยที่ไม่ได้หันไปมองมารดารองกับพี่สาวแม้แต่นิดเดียว
หวังกุ้ยผิงบีบถ้วยชาแน่น นางกำลังจะชิงความโดดเด่นมาได้อยู่แล้ว แต่หวังกุ้ยฮวากลับมีคนช่วยเหลือเสียได้
“ผิงเอ๋อร์... สงบใจหน่อย อย่าให้การมาร่วมงานคราวนี้สูญเปล่า”
จีซือเจียงเตือนบุตรสาวเพราะเห็นว่าสายตาของอันอ๋องยังทอดมองร่างบอบบางในอาภรณ์สีแดง ถึงแม้จะเก็บเกี่ยวได้ไม่มากเท่าที่หวัง แต่หากสามารถผลักดันจนบุตรสาวเข้าวังก็นับว่าคุ้มค่า
ถึงเวลานั้นใครต่อใครในสกุลหวังย่อมไม่อาจดูถูกนางได้อีกต่อไป!
หวังกุ้ยฮวาเดินตามเจียงหลินออกจากอุทยานหลวง นางในชาตินี้ไม่รู้จักที่ทางมากนัก แต่ชาติก่อนเส้นทางภายในกำแพงใหญ่ไม่มีที่ใดเล็ดลอด คราวนี้นางก็แค่ใช้เขาเป็ข้ออ้างออกจากงานเลี้ยงเท่านั้น
“ขอบคุณคุณชายเจียงที่ช่วยเหลือ แต่ข้ายอมรับคำวิจารณ์ผลงานของตนเองได้เ้าค่ะ”
หญิงสาวหยุดฝีเท้า เจียงหลินที่เดินต่อไปอีกสามก้าวจึงหันมาพลางเลิกคิ้วมอง
“ที่แท้คุณหนูหวังก็ไม่้าชื่อเสียงแล้วจริงๆ”
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าดรุณีน้อยตรงหน้ากำลังบอกว่า ‘ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ แต่จะดีกว่าถ้าไม่มายุ่ง’
“ชื่อเสียงเป็เพียงอาภรณ์ห่มตัว หยิบใช้ได้เพียงครั้งคราว เติบโตไปก็ไม่มีค่าพอให้ใส่ใจอีกแล้ว”
“นับถือ นับถือ คุณหนูหวังถึงกับวางความพยายามตลอดหลายปีเพียงแค่ข้ามคืน” รอยยิ้มของเจียงหลินอ่อนนุ่ม แต่หวังกุ้ยฮวากลับรู้สึกคล้ายเขากำลังหยอกเย้าตน มีไม่กี่คนที่มองนางออกจนหมดจด หนึ่งในนั้นคือจ้วงหยวนในอนาคตผู้นี้
เขากำลังยั่วนาง หากเป็นางคนก่อนคงตบเขาไปแล้ว
“หลายปีนี้ข้าได้เติบโต พอพบรอยแผลมากมายบนร่างก็รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสุขภาพแข็งแรง”
หวังกุ้ยฮวาไม่ได้มีแผลมากมายจนน่าตะลึง แต่นางตั้งใจใช้เข็มเจาะมือ หญิงสาวไม่ได้วางใจว่าทุกอย่างจะเป็ไปตาม้า ต่อให้เคยผ่านมาแล้วชาติหนึ่ง แต่ความเคลื่อนไหวของผู้คนรอบข้างยากคาดเดา นางย่อมต้องเตรียมการเผื่อไม่เป็ไปตามคาดหมาย
“สุขภาพแข็งแรงแต่กลับทิ่มแทงจนเจ็บมือ คุณหนูหวังไม่รู้สึกว่าย้อนแย้งหรือ”
“เจ็บชั่วครั้งชั่วคราวกับป่วยจนต้องรักษาตลอดชีวิต เกรงว่าข้าจะนิยมอย่างแรกมากกว่าเ้าค่ะ คุณชายเจียงเล่า... หากสุดท้ายตำแหน่งที่ไขว่คว้ากลับกลายเป็หุบเหว ท่านจะทำเช่นไร”
ดวงตาสองคู่สบกันอย่างหยั่งเชิง เป็เจียงหลินที่หลุบตาก่อน
“ยามนี้ไม่อาจตอบ แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง...ข้าจะบอกอีกที”
“วันนี้รบกวนคุณชายเจียงยิ่งแล้ว หวังว่าคราวหน้าที่ได้พบ...ท่านจะเพียงชมมองอย่างสงบ”
เจียงหลินหัวเราะ ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ
“ต้องดูว่ากระดานของคุณหนูหวังน่าสนใจเข้าร่วมหรือไม่”
หวังกุ้ยฮวาไม่ได้ไปที่โรงหมอ แต่กลับเดินไปขึ้นรถม้าของจวนที่คอยอยู่ เมื่อนางบอกให้ออกรถคนขับหันมามองด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเพียงทำหน้าที่ของตนอย่างจริงจังเท่านั้น
หญิงสาวกระตุกยิ้ม นางรู้ว่าผู้อื่น้าถามอะไร มาสามกลับหนึ่งเช่นนี้ อีกสองคนที่ยังอยู่ในงานเลี้ยงจะทำเช่นไร
แม่รองกับพี่สาวของนางเก่งกาจเพียงนั้น... จะหาทางกลับจวนไม่ถูกได้อย่างไร