“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณท่านเ้าหอยิ่งนัก”
กู้หลานใจเต้นรัว เขานำสูตรโอสถเก้าเปลี่ยนเพลิงิญญา ออกมาจากอกเสื้อพร้อมกับสมุนไพรหลักสองอย่างที่เขามีอยู่แล้วส่งให้อีกฝ่าย
“ท่านเ้าหอ สูตรโอสถนี้ข้าสะสมส่วนประกอบสำคัญไว้ได้ส่วนหนึ่งแล้ว เหลือเพียงพระธาตุราชันปีศาจเท่านั้นที่ยังขาดอยู่ ไม่ทราบว่าทางหอเทียนจีพอจะมีบ้างหรือไม่? หากมี ข้าขอซื้อต่อ...”
กู้หลานมั่นใจในฐานะการเงินของตนมาก
ทั้งสมบัติที่ยึดมาจากสำนักฮวาเจี้ยนและที่เพิ่งได้มาจากตระกูลหลิว พื้นที่ในระบบของเขาสามารถเรียกได้ว่าเก็บเงินทองไว้เป็ูเาเลากา
พระธาตุราชันปีศาจแม้จะล้ำค่าเพียงใด แต่ถ้าใช้เงินซื้อมาได้เขาก็ยินดี
หรือจะให้บุกไปเอาที่โลกปีศาจก็ได้เช่นกัน แต่มันเสียเวลาแถมยังเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตน หากไม่จำเป็จริง ๆ เขาก็ไม่อยากเลือกทางนั้น
อวิ๋นหลงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธระรัว
“สหายเต๋า ท่านตกลงจะช่วยชีวิตศิษย์ของอาตมา นั่นถือเป็พระคุณอันใหญ่หลวงต่อหอเทียนจีแล้ว เช่นนี้อาตมาจะกล้าให้ท่านเสียทรัพย์ได้อย่างไร”
กู้หลานรู้สึกว่าจนจะประเมินสถานะของเด็กหนุ่มคนนี้ในหอเทียนจีต่ำไปเสียแล้ว!
อวิ๋นหลงรู้ดีว่าอายุขัยของตนเหลือน้อยเต็มที ความหวังเดียวของเขาจึงฝากไว้ที่ศิษย์เพียงคนเดียวผู้นี้ ซึ่งก็คือว่าที่เ้าหอเทียนจีรุ่นถัดไป!
ตราบใดที่สามารถช่วยให้ศิษย์ผ่านทัณฑ์์ไปได้ อวิ๋นหลงก็ไม่้าสิ่งอื่นใดอีก
“บอกตามตรง หอเทียนจีของพวกเราไม่มีพระธาตุราชันปีศาจหรอก... เพียงแต่... อาตมา ยินดีจะไปเยือนโลกปีศาจสักคราเพื่อนำมันมาให้ท่านเอง
เมื่อถึงเวลานั้น อาตมาจะหลอมโอสถให้สำเร็จแล้วนำมาส่งมอบให้ถึงมือท่านเอง” อวิ๋นหลงกล่าวด้วยความจริงใจ
กู้หลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกปีติยินดีขึ้นมาในอก!
เมื่อมีอวิ๋นหลงช่วย ทุกอย่างที่เคยคิดว่าเป็เื่ยากลำบากก็กลับดูราบรื่นขึ้นมาทันตาเห็น!
‘การออกมาข้างนอกคืนนี้ช่างคุ้มค่าจริง ๆ !’
“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว” กู้หลานตอบรับอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก่อนจะประสานมือ “ท่านเ้าหออวิ๋นหลง ท่านนักพรตน้อยจงเหริน ลาก่อน!”
“สหายเต๋า รอเดี๋ยว!”
นักพรตเฒ่าหยิบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งมอบให้กู้หลานด้วยท่าทีจริงจัง
“ในเมื่อท่านเมตตาช่วยเหลือศิษย์ของอาตมาทั้งที่เพิ่งเคยพบกันเพียงครั้งเดียว นับว่าท่านกับหอเทียนจีของเรามีวาสนาต่อกันอย่างยิ่ง นี่คือวิชาลับ ‘วิชาดูดวงชะตา’ ของหอเรา อาตมาขอมอบให้ท่านเป็การตอบแทน!”
“ต่อจากนี้ไป ท่านคือที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เพียงหนึ่งเดียวของหอเทียนจีเรา!”
[วิชาดูดวงชะตา · ระดับเซียน (สามารถเลื่อนระดับได้) ]
[คำอธิบาย สามารถมองทะลุโชคชะตาและชะตากรรมของผู้อื่น ล่วงรู้อนาคตได้ แต่การหยั่งรู้ลิขิต์ย่อมง่ายต่อการถูก์อิจฉา ผู้ที่ไม่มีโชคชะตาแข็งแกร่งเพียงพอห้ามใช้บ่อย]
กู้หลานกวาดสายตามองเพียงครู่เดียวก็ตื่นเต้นจนหัวใจพองโต!
แม้จะเป็วิชาลับสุดยอดของหอเทียนจี แต่หากมองไปทั่วทั้งแผ่นดินนี้ ก็คงไม่มีใครเหมาะจะใช้มันไปมากกว่าเขาอีกแล้ว!
ด้วยบัฟโชคชะตาจากกายาเซียน ตราบใดที่เขาไม่คิดไปล้วงความลับระดับเทพที่ร้ายแรงเกินไป ผลกระทบย้อนกลับจากทัณฑ์์ย่อมไม่เกิดขึ้น!
“ท่านเ้าหอไม่รู้แม้กระทั่งว่าข้าชื่ออะไร หรือหน้าตาเป็อย่างไร แต่กลับกล้ามอบวิชาลับก้นหีบของหอให้ข้าเชียวหรือ?” กู้หลานที่ยังคงสวมผ้าปิดหน้าเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“สหายเต๋าไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน อาตมาย่อมไม่ซักไซ้ และไม่คิดสงสัย... อาตมาทำสิ่งใดขอเพียงไม่ละอายต่อใจ อีกทั้งอาตมายังมั่นใจว่าท่านไม่ใช่คนผิดคำพูด”
อวิ๋นหลงยิ้มอย่างเปิดเผยก่อนจะจัดเสื้อคลุมนักพรต
“หากในภายภาคหน้าท่านสามารถต่อยอดวิชานี้จนสำเร็จถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ได้ อาตมาคงวางใจว่าสมบัติชิ้นนี้จะไม่ถูกปล่อยให้ฝุ่นจับอยู่ในหอเทียนจีโดยไร้ค่าอีกต่อไป”
‘แหม... ตาเฒ่านี่พูดจาเข้าหูจริง ๆ ’
“เช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้ด้วยความเคารพ!”
กู้หลานประสานมือลา “ท่านเ้าหอพาจงเหรินไปหาข้าที่เมืองหลางโจวได้ทุกเมื่อ เมื่อข้าััได้ถึงการมาเยือน ข้าจะออกไปต้อนรับเอง”
“ได้!”
อวิ๋นหลงยิ้มพลางจูงมือลูกศิษย์ตัวน้อยโบกมือลา
ทั้งสองมองดูร่างของกู้หลานที่กลายเป็ลำแสงหายลับไปในท้องฟ้า
ในตอนนั้นเอง อวิ๋นหลงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองตามแผ่นหลังของกู้หลานไปครู่ใหญ่โดยไม่ขยับไปไหน
แววตาของเขาฉายความสงสัยเล็กน้อย!
จงเหรินแหงนหน้าถาม “ท่านอาจารย์ ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือขอรับ?”
อวิ๋นหลงได้สติกลับมา ลูบเคราสีขาวพลางส่ายหน้าเบา ๆ “บางทีอาจารย์อาจจะตาฝาดไป... บนร่างของสหายเต๋าผู้นั้น ดูเหมือนจะมีไอพลังัของแคว้นต้าจิ้งจาง ๆ อยู่...”
“แคว้นต้าจิ้ง? ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์อาเ้ากรมไม่ได้คำนวณไว้แล้วหรือขอรับว่า ราชวงศ์นี้ดวงเมืองจะดับสูญภายในร้อยปีนี้?”
นักพรตเฒ่าลูบศีรษะศิษย์พลางยิ้ม "อืม... แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีตัวแปรบางอย่างเกิดขึ้นเสียแล้วล่ะ”
“...”
.....
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ในขณะที่ราษฎรแคว้นจิ้งยังไม่ตื่นจากการหลับใหล การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพชายแดนและโลกปีศาจก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เขตอวิ๋นโจว นอกด่านอวี้เหมิน
ยามนี้เมฆดำปกคลุมเมืองจนดูเหมือนจะถล่มลงมา!
อู๋เฟิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองทะลุหมอกควันไปยังค่ายกองทัพปีศาจในระยะไกล
ครึ่งปีที่ผ่านมา ั้แ่เขารับหน้าที่เ้าเมืองอวิ๋นโจวสืบต่อจากบิดา เขาก็ปักหลักอยู่ที่ชายแดน คอยบัญชาการรับมือกับโลกปีศาจมาโดยตลอด
ความไร้เดียงสาในอดีตเลือนหายไป ใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มมีความแข็งแกร่งและมั่นคง
แต่ในยามนี้ แววตาของอู๋เฟิงกลับฉายความกังวลอย่างสุดซึ้ง!
เดิมทีอาศัยเมล็ดพันธุ์ข้าววิเศษที่ราชสำนักมอบให้ กองทัพชายแดนยังพอมีลุ้นว่าจะปกป้องบ้านเมืองได้ แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน ราวกับพวกมันรู้ว่าเสบียงเริ่มขาดแคลน สามจักรพรรดิปีศาจกลับยกทัพมาถึงด่านอวี้เหมินโดยไม่ทันตั้งตัว!
เล่นเอาทุกคนตั้งรับไม่ทัน!
วันนี้กองทัพปีศาจสามแสนตนเริ่มการโจมตีครั้งใหญ่ อู๋เฟิงแม้จะมีความจงรักภักดีต่อแคว้นจิ้งอย่างสุดซึ้ง แต่เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพสามแสนนาย ใครเล่าจะต้านทานไหว
เขาครุ่นคิดทั้งคืนก็ยังหาหนทางแก้ไม่ได้
ยากเหลือเกิน!
และที่ยากกว่าคือขวัญกำลังใจในเมืองเริ่มสั่นคลอน เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพปีศาจที่มืดฟ้ามัวดินเช่นนี้ เหล่าทหารต่างหมดสิ้นซึ่งกำลังใจ
“หากเป็เช่นนี้ต่อไป ต่อให้ละทิ้งเมืองเพื่อรักษาชีวิต าในภายภาคหน้าก็ไม่มีทางชนะได้เลย…”
อู๋เฟิงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
เขารู้สึกมืดแปดด้านต่ออนาคตของแคว้นจิ้งยิ่งนัก และยิ่งรู้สึกผิดต่อพระเมตตาที่จักรพรรดินีประทานให้แก่ตระกูลอู๋!
อวิ๋นโจวตรึงกำลังต้านทานมาหลายเดือน บรรดาทหารเองก็เหนื่อยล้าเต็มที ยามนี้แคว้นจิ้ง้าชัยชนะที่สามารถทำลายทางตันครั้งนี้ได้เท่านั้น ถึงจะพอมีทางพลิกสถานการณ์ได้!
แต่การจะชนะกองทัพสามแสนและสามจักรพรรดิปีศาจได้ คงไม่ต่างอะไรกับการฝันกลางวัน
‘หนังสือราชการถูกส่งกลับเมืองหลวงแล้ว ไม่รู้ว่ากองทัพเสริมของฝ่าาจะมาถึงเมื่อไหร่…’
อู๋เฟิงถอนหายใจ พลางสวมเกราะเตรียมจะเดินลงจากกำแพงเมือง
แต่ทันใดนั้นเอง นักพรตเฒ่าผู้หนึ่งที่มีกลิ่นอายดุจเซียนก็ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังเขา พลางมองเขาด้วยรอยยิ้ม
อู๋เฟิงใสะดุ้งสุดตัว
จากนั้นก็ได้ยินนักพรตเฒ่ากล่าวขึ้นลอย ๆ ว่า “แคว้นจิ้งเกิดตัวแปรขึ้นจริง ๆ ด้วย ขุนนางผู้ภักดีที่ควรจะตายไปแล้ว กลับได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อ ช่างน่าอัศจรรย์นัก...”
‘ตาแก่คนนี้พูดจาอัปมงคลจริง ๆ !’
อู๋เฟิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาของอีกฝ่าย เขาก็ได้สติ
‘ตาแก่คนนี้ต้องเป็ผู้ฝึกตนแน่ ๆ !’
อู๋เฟิงรีบโค้งตัว “ผู้น้อยคารวะท่านเซียน!”
“อาตมาตั้งใจจะไปทวงของบางอย่างจากจักรพรรดิปีศาจ ระหว่างทางผ่านมาเห็นชะตาของเ้าพลิกผันไปมาก เลยอยากรู้นิดหน่อย”
นักพรตเฒ่าคนนี้ก็คืออวิ๋นหลงที่เพิ่งลาจากกู้หลานมาเมื่อคืนนั่นเอง
ต้องบอกเลยว่าเ้าหอผู้นี้พึ่งพาได้จริง ๆ อะไรที่รับปากคนอื่นไว้ เขาไม่เคยทิ้งขว้างเลยสักนิด!
ในขณะที่อู๋เฟิงยังไม่ทันเข้าใจในคำพูดของเขา อวิ๋นหลงกลับยื่นแส้ปัดรังควานมาแตะที่กลางกระหม่อมของเขาเบา ๆ
“เ้ามีวาสนากับที่ปรึกษาของหออาตมา อาตมาจะมอบโชคลาภให้เ้าสักครั้ง ถือเป็การสะสมกุศลเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตในใต้หล้า”
สิ้นเสียงนั้น ร่างของอวิ๋นหลงก็ค่อย ๆ จางหายไป!
อู๋เฟิงตัวแข็งทื่อ!
ที่ปรึกษา?
ที่ปรึกษาไหนกัน?
เขาที่อยู่ในสภาพบิดามารดาตายหมด กองทัพประชิดเมืองจนแทบจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ แต่กลับยังมีวาสนาหล่นทับอยู่อีกหรือ?
แต่ทว่า…
อู๋เฟิงก็พบในไม่ช้าว่า นักพรตคนนี้ไม่ได้หลอกเขา
ในร่างกายของเขามีกระแสความร้อนพลุ่งพล่านจากจุดตันเถียน กระจายไปทั่วเส้นชีพจรทั่วร่าง!
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
เขาเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาส่องประกายเจิดจ้า เขาสามารถเลื่อนระดับจากคนธรรมดาขึ้นสู่ระดับหลัง์ได้สำเร็จ!
การก้าวะโผ่านสี่ระดับใหญ่เช่นนี้ ทำให้อู๋เฟิงตื่นเต้นจนแทบบ้า!
แม้นี่อาจจะพอฆ่าสัตว์ปีศาจทั่วไปได้ แต่ถ้าต้องรับมือกับจักรพรรดิปีศาจ... ก็ยังห่างไกลนัก!
ในขณะที่อู๋เฟิงกำลังครุ่นคิด เขาก็เหลือบไปเห็นกองทัพปีศาจจากที่มืดมิดในระยะไกล
และแล้วเขาพบว่า!
กองทัพปีศาจที่เคยเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบ จู่ ๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้น!