อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 23 ความเร็วในการฝึกฝนที่น่ากลัว (2)

            ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเย่ชิงหานอาศัยกระแสพลังสีขาวมหัศจรรย์ที่อยู่ภายในแหวนทองเหลืองตอนกลางวันออกล่ามารอสูรระดับหนึ่งอย่างบ้าคลั่งตอนกลางคืนฝึกพลังปราณรบตลอดทั้งคืนเพื่อทะลวงจุดชีพจรโดยใช้วิธีที่บ้าระห่ำนั้น

            หนึ่งเดือนของการฝึกฝนอย่างหนักสามสิบคืนที่สุดแสนจะเจ็บปวดทรมานจนหมดสติไปแทบทุกคืนแต่หลังจากที่หมดสติไปแหวนทองเหลืองก็จะเริ่มดำเนินการปกป้องผู้เป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติโดยปล่อยกระแสพลังสีขาวออกมารักษาจุดชีพจรและร่างกายส่วนที่บาดเจ็บของเขา

            หนึ่งเดือนสามสิบคืนแห่งการฝึกฝนอย่างหนัก สิ่งที่ได้รับเป็นที่น่ายินดีหรืออาจพูดได้ว่าเป็นที่น่าตกตะลึงอย่างน่ากลัว

            ในเดือนนี้คุณสมบัติทางร่างกายของเย่ชิงหานพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะจุดชีพจรพัฒนาขึ้นอย่างน่ากลัวที่สุด

            ภายในเวลาเพียงเดือนเดียวเขาสามารถทะลวงจุดชีพจรได้ถึงหกแห่ง!ปัจจุบันจุดชีพจรทั้งเก้าแห่งเหลือเพียงแค่จุดเจว๋ม่ายเพียงครึ่งเดียวก็จะสามารถทำให้จุดชีพจรทั้งเก้าเชื่อมต่อกันได้สำเร็จทำให้พลังปราณรบไหลเวียนได้ทั่วทั้งเก้าจุดเพื่อเลื่อนขึ้นสู่ระดับขอบเขตยอดยุทธ์

            เพียงเดือนเดียวทะลวงจุดชีพจรได้ถึงหกแห่ง!

            สถิติเช่นนี้ทั่วทั้งทวีปมังกรเพลิงถือว่าเป็นสถิติที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากผู้ที่จะสามารถทำได้เช่นนี้มีเพียงแค่ผู้ที่มีสิ่งอุดตันภายในจุดชีพจรน้อยมากๆมาแต่กำเนิดเท่านั้นหรืออาจจะพูดว่าแทบจะไม่มีสิ่งอุดตันภายในจุดชีพจรเลยอย่างผู้ที่ถูกเรียกว่า "ผู้ที่มีพรสวรรค์" ถึงจะทำได้

            หากยังจดจำได้เย่เตาบิดาของเย่ชิงหานที่มีพรสวรรค์ที่ร้ายกาจแต่เย่เตาทะลวงจุดชีพจรทั้งสิบสองแห่งทั่วร่างยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีจุดชีพจรเล็กเก้าแห่ง จุดชีพจรหลักอีกสามแห่งทั้งสองอย่างอย่างละครึ่งก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามเดือน

            เย่ชิงหานจดจำได้อย่างแม่นยำว่าในบันทึกประวัติศาสตร์ของทวีปมังกรเพลิงผู้ที่ทะลวงจุดชีพจรเล็กทั้งเก้าแห่งได้ในระยะเวลาอันสั้นที่สุดคือเมื่อสามร้อยปีก่อนคนของตระกูลเฟิงผู้มีพรสวรรค์ร้ายกาจเป็นอันดับหนึ่งใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนทะลวงจุดชีพจรเล็กได้ทั้งเก้าแห่งทำเอาผู้คนตื่นตระหนกตกใจไปทั่วทั้งทวีป

            แม้เย่ชิงหานหนึ่งเดือนจะทะลวงจุดชีพจรได้เพียงแค่หกแห่งแต่ต้องเข้าใจว่าจุดชีพจรของเขานั่นแตกต่างจากจุดชีพจรของพวก "ผู้มีพรสวรรค์" หรือ "เด็กอัจฉริยะ" เพราะจุดชีพจรของเย่ชิงหานนั้นเต็มไปด้วยสิ่งอุดตันมากมาย

            ถ้าหาก...ถ้าหากว่าสถานการณ์ตอนนี้ของเย่ชิงหานถูกตระกูลเย่รู้เข้าหรือประกาศออกไปให้ผู้คนในทวีปได้รับรู้ละก็เขาต้องกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน

            ความจริงก็เป็นเช่นนั้นเฉพาะภายในเดือนนี้เย่ชิงหานพัฒนาขึ้นไปอย่างเป็นประวัติการณ์แต่สิ่งที่แลกมากับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็คือความเจ็บปวดทรมานของทุกๆครั้งที่มีความสำเร็จเกิดขึ้น จุดชีพจรระเบิดแตกออกหมดสติเจียนตายแล้วก็กลับมาฟื้นฟูดังเดิม แล้วระเบิดแตกออกอีกแล้วก็กลับมาฟื้นฟูวนซ้ำอยู่แบบนี้จนกว่าจะสำเร็จ

            ในโลกนี้จะมีสักกี่คนโดยเฉพาะที่เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงแค่สิบห้าปี สามารถมีจิตใจที่แน่วแน่แข็งแกร่งทรหด เด็ดเดี่ยวและหนักแน่นต่อสู้อย่างถึงที่สุดถ้าไม่สำเร็จก็คือตายมีจิตใจที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ เช่นนี้

            เย่ชิงหานร่างกายแม้อายุเพิ่งจะสิบห้าแต่ตายแล้วเกิดใหม่มาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นระดับของจิตใจรวมกันแล้วเท่ากับคนอายุสามสิบชาติที่แล้วเป็นเด็กกำพร้าผ่านการลิ้มรสสุขทุกข์ในโลกมาหมดสิ้น ชีวิตนี้หลังจากบิดาตายจากไปได้รับการดูถูกเหยียดหยามนับไม่ถ้วนคืนฝนตกหน้าหอผู้อาวุโส สัตย์สาบานหน้าหลุมศพมารดาถูกเสว่อู๋เหินซัดกระเด็นที่ถนนหนิวหลันสายตาเย็นชาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของลุงใหญ่ที่หอสัตว์อสูร...ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลล้วนปรากฏลอยเด่นอยู่ในหัวของเขาคอยย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาต้องแข็งแกร่งขึ้น! ต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นถึงจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ หากคิดจะฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนแปลงโชคชะตามีเพียงทางเดียวคือต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น

            อีกอย่างคือในโลกนี้จะมีใครที่มีแหวนทองเหลืองเหมือนกับวงที่อยู่บนนิ้วนางของเย่ชิงหาน? จะมีใครที่มีแหวนทองเหลืองที่สามารถปลดปล่อยกระแสพลังสีขาวที่มีคุณสมบัติในการรักษาเยียวยาที่มหัศจรรย์เช่นนั้น?

            ทั้งหมดทั้งมวลมันได้สร้างให้เป็นเย่ชิงหานในวันนี้ผู้ที่มีระดับความเร็วในการฝึกฝนพลังยุทธ์ในระดับที่น่ากลัวเกิดขึ้นมา

            แต่ว่า!

            แม้ระดับความเร็วในการฝึกฝนของตนเองจะน่าตื่นตระหนกอยู่บ้างแต่ก็อยู่ในขอบเขตที่รับได้แต่สิ่งที่ทำให้ตื่นตระหนกตกใจยิ่งกว่าคือพลังฝีมือและระดับความเร็วของสัตว์อสูรน้อยเสี่ยวเฮย

            นับเวลาตั้งแต่ที่เรียกเสี่ยวเฮยออกมาจากหุบเขาสัตว์อสูรถึงตอนนี้ห่างกันเพียงแค่สองเดือนเท่านั้นเดือนก่อนเสี่ยวเฮยนอกจากกินก็คือนอนแต่หลังจากเข้ามายังเทือกเขารกร้างเวลาในการนอนของมันก็ลดน้อยลงเรื่อยๆตามที่ผู้อาวุโสเทียนสิงแห่งหอสัตว์อสูรกล่าวไว้สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสัตว์อสูรกำลังจะข้ามผ่านช่วงระยะอ่อนแอคือเวลาที่มันใช้นอนจะลดน้อยลงเรื่อยๆหากวันใดที่มันไม่นอนเลยเป็นเวลาตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนมีโอกาสมากที่มันได้เข้าสู่ช่วงระยะเติบโตแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของมันจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นอย่างชัดเจน

            ทุกวันนี้เสี่ยวเฮยอย่างน้อยยังใช้เวลานอนหนึ่งในสามของเวลาทั้งหมดร่างกายใหญ่ขึ้นจากเดิมเพียงแค่นิดเดียว จากเมื่อก่อนที่ขนาดเพียงแค่ฝ่ามือตอนนี้มีขนาดเทียบเท่าหัวของเด็กทารก ส่วนอื่นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงพิเศษใดๆให้เห็นอย่างชัดเจน แสดงว่าเจ้าอสูรน้อยยังคงอยู่ในช่วงระยะอ่อนแอ

            อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้อาวุโสเย่เทียนสิงกล่าวไว้อย่างชัดเจนคือสัตว์อสูรที่อยู่ในช่วงระยะอ่อนแอพลังในการต่อสู้คือศูนย์

            แต่สิบกว่าวันก่อนเกิดการต่อสู้โดยบังเอิญขึ้นเสี่ยวเฮยกลับลงมือฆ่ามารอสูรระดับหนึ่งได้อย่างง่ายดายหรืออาจเรียกได้ว่ามารอสูรระดับหนึ่งถูกเสี่ยวเฮยกัดเพียงครั้งเดียวก็จัดการได้แล้วราวกับระดับพลังอยู่กันคนละชั้น ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือระดับความเร็วของมันเย่ชิงหานตอนนี้ที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตขั้นสูงเมื่อเทียบด้านความเร็วกับเสี่ยวเฮยแล้วกลับห่างชั้นกันอย่างลิบลับจนเทียบไม่ติด

            พลังฝีมือของเสี่ยวเฮยที่เพิ่มสูงขึ้นปริมาณอาหารที่มันต้องการก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกันจากเดิมแรกเกิดที่ต้องการแก่นผลึกมารอสูรเพียงห้าเม็ดจนถึงตอนนี้เพิ่มเป็นสิบเม็ดต่อวันซึ่งเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว ดังนั้นแผนการต่างๆของเย่ชิงหานจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน

            ในตอนกลางวันหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรตระเวนออกล่าไปทั่วเขตรอบนอกของเทือกเขาเพื่อเสาะหาฝูงมารอสูรระดับหนึ่งโดยเฉพาะจากนั้นกระโจนเข้าเข่นฆ่าอย่างไม่เกรงกลัวอาศัยกระแสพลังสีขาวจากแหวนทองเหลืองเย่ชิงหานไม่เกรงกลัวสิ่งใดขอเพียงไม่ใช่แขนขาดขาขาดหรือถูกฆ่าตายในคราเดียว บาดเจ็บสาหัสเพียงใดกระแสพลังสีขาวก็สามารถรักษาให้หายกลับมาเหมือนเดิมได้

            เสี่ยวเฮยยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่ามันอาศัยระดับความเร็วที่น่ากลัวนั้นแม้แต่มารอสูรระดับหนึ่งจะสัมผัสผิวหนังของมันก็ยังทำไม่ได้เลยยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำให้มันได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งมันยังมีเขี้ยวฟันที่แหลมคมอย่างน่ากลัวมารอสูรระดับหนึ่งระดับสองถูกมันกัดราวกับกัดเต้าหู้กัดแต่ละทีทั้งเลือดทั้งเนื้อสาดกระเซ็น

            เมื่อถึงเวลาค่ำเสี่ยวเฮยก็จะกลับเข้าไปยังมิติสัตว์อสูรเพื่อนอนส่วนเย่ชิงหานก็จะเริ่มการฝึกฝนที่แสนเจ็บปวดทรมานเป็นประจำคืนละครั้ง

            .................................

            ในตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดบนต้นไม้ใหญ่ดึกดำบรรพ์ต้นหนึ่งเย่ชิงหานเริ่มการฝึกฝนที่แสนจะเจ็บปวดทรมานอีกครั้ง

            คืนนี้!เขาจะทะลวงจุดชีพจรทั้งเก้าที่มีสิ่งอุดตันเหลืออยู่ให้หมดไปในคราเดียวเขาจะทำให้จุดชีพจรทั้งเก้านี้เชื่อมโยงประสานกันให้ได้ให้พลังปราณรบไหลเวียนไปมาทั่วทั้งเก้าแห่งเพื่อเลื่อนขึ้นสู่ระดับขอบเขตยอดยุทธ์

            “ชิงหานลุงสามทำดีที่สุดแล้ว เป็นเพราะลุงใหญ่และเย่หรงที่กดดันและคัดค้านอย่างแข็งขันเหล่าผู้อาวุโสก็อับจนปัญญา และมันก็ผิดกฎของตระกูลด้วยที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือเจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้มากก่อนอายุสิบหกปีบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์ให้ได้หรือเรียกสัตว์อสูรคุณภาพระดับหกขึ้นไปออกมาจากนั้นเข้าร่วมเป็นศิษย์สายในของตระกูลถึงเวลานั้นลุงจะลองพูดเรื่องนี้กับฝ่ายหอผู้อาวุโสอีกครั้งอย่างนี้ถึงจะมีหวังทำความปรารถนาครั้งสุดท้ายของพี่สะใภ้รองให้สำเร็จได้...”

            ภายในหัวของเย่ชิงหานปรากฏภาพเหตุการณ์ที่ท่านลุงสามเย่เชียงพูดกับตนเองในคืนวันที่มารดาเสียชีวิตคืนที่ตนเองคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่หอผู้อาวุโสภายในใจของเขาในตอนนี้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ผ่านพ้นคืนนี้ไปเขาก็จะบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์แล้ว!และตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุเพียงสิบห้าปีกว่าเท่านั้นหากอาศัยการช่วยเหลือจากแหวนทองเหลืองระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ก็ไม่ใช่อะไรที่ห่างไกลอีกต่อไปแถมตนเองยังมีเจ้าอสูรน้อยเสี่ยวเฮยที่มีระดับคุณภาพที่สูงกว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำครั้งนี้กลับไปยังตระกูลเข้าร่วมเป็นศิษย์สายในได้อย่างแน่นอน

            “ท่านแม่ลูกกำลังจะทำให้ความปรารถนาสุดท้ายของท่านสำเร็จแล้วลูกไม่ได้ทำให้ท่านแม่ผิดหวัง...ฮึ! เย่ชิงขวง เย่หรง เย่เจี้ยนเจ้าพวกคนใหญ่คนโตทั้งหลายคอยดูเถอะสักวันข้าจะต้องเหยียบย่ำพวกเจ้าทั้งหมดให้มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้าให้ได้...”

            เย่ชิงหานปากแสยะยิ้มขึ้นอย่างชั่วร้ายจากนั้นหลับตาลงเริ่มต้นการฝึกฝนที่เจ็บปวดทรมานขึ้น

            ที่ใดมีแสงที่นั่นย่อมมีความมืดมิดที่ใดมีผู้คนที่นั่นย่อมมีสังคม และแน่นอนว่าที่ใดมีผลประโยชน์ที่นั่นย่อมมีคนที่ยอมทำเรื่องที่คนไม่ชอบใจ

            หลายวันมานี้เย่ชิงหานอารมณ์ค่อนข้างดี  เพราะในคืนนั้นในที่สุดเขาก็ลบล้างคำว่าไอ้ขยะออกไปได้เขาประสบผลสำเร็จในการทะลวงจุดชีพจรเส้นสุดท้าย - เจว๋ม่ายพลังฝีมือบรรลุถึงขั้นที่ผู้คนมากมายไม่สามารถก้าวข้ามได้...ระดับขอบเขตยอดยุทธ์

            ระดับขอบเขตยอดยุทธ์สำหรับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายแล้วไม่ถือว่าเป็นระดับที่สูงแต่อย่างใดสำหรับตระกูลใหญ่ทั้งห้ายิ่งเป็นระดับที่ธรรมดาทั่วไปมากๆแต่ว่าอายุสิบห้ามีพลังฝีมือระดับขอบเขตยอดยุทธ์ ไม่ว่าจะในตระกูลเย่หรือในทวีปมังกรเพลิงถือว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่เลวดังนั้นตระกูลเย่จึงได้ตั้งเงื่อนไขในการรับศิษย์สายในว่าก่อนอายุสิบหกปีต้องบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์ให้ได้

            พลังปราณรบเปรียบเสมือนเหล้าร่างกายเปรียบเสมือนภาชนะที่บรรจุเหล้า หากภาชนะเล็กเกินไปและไม่แข็งแรงอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของเหล้าที่ใส่ลงไปแน่นอนว่าช่วงเวลาในการสร้างภาชนะนั้นสำคัญดังนั้นจุดชีพจรระยะเริ่มต้นยิ่งทะลวงได้เร็วเพียงใดยิ่งดีมันเป็นสิ่งที่สำคัญและถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

            สิ่งที่เป็นปัญหามาตลอดสิบปีในที่สุดก็ได้ถูกขจัดออกไปด้วยการฝึกฝนอย่างเจ็บปวดทรมานตลอดสามสิบคืนเย่ชิงหานตอนนี้รู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถเงยหน้าอ้าปากได้เสียที

            ความลำบากความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวดและความทรมานทางจิตใจสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากจะพบพานสำหรับคนที่มีระดับจิตใจที่แข็งแกร่งทรหดและมีความคิดที่เติบโตเต็มที่สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่นับว่าน่ากลัวแต่อย่างใดแต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหลังจากที่ลำบาก เหนื่อยล้าเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแล้วไม่มีผลงานหรือความสำเร็จใดๆ ให้เห็นเลยการมีความฝันแล้วพยายามทำตามความฝันอย่างยากลำบากจนประสบผลสำเร็จถือเป็นเรื่องที่ปีติสุขอย่างยิ่งอย่างน้อยที่สุดสำหรับเย่ชิงหานในตอนนี้ภายในใจรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            เสี่ยวเฮยแม้จะตัวยังเล็กเหมือนเดิมแต่เมื่อใดที่มันระเบิดพลังความเร็วและเขี้ยวฟันที่แหลมคมออกมามันทำให้เย่ชิงหานมีความสุขทุกครั้งหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรออกล่าตามเขตรอบนอกของเทือกเขารกร้างด้วยฝีมือของเย่ชิงหานในตอนนี้ที่อยู่ในระดับขอบเขตยอดยุทธ์บวกกับพลังความเร็วและเขี้ยวฟันอันแหลมคมของเสี่ยวเฮยมันทำให้เย่ชิงหานรู้สึกเหมือนกับว่าทั้งสองไร้คู่ต่อกรฉันนั้นด้วยเหตุนี้หลังจากผ่านการคิดพิจารณาบวกกับเลือดนักสู้ที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายเย่ชิงหานตัดสินใจเดินทางเข้าไปยังภายในส่วนที่ลึกของเทือกเขาอีกหน่อย

            เย่ชิงหานและเสี่ยวเฮยเดินทางออกล่าเข้าไปยังส่วนที่ลึกขึ้นนอกจากบางครั้งที่พบกับมารอสูรระดับสี่ตัวสองตัวที่ทำให้เขารู้สึกตึงมือหน่อย ที่เหลือล้วนไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดฝีมือ ประสบการณ์ และสัตว์อสูรล้วนพัฒนาเติบโตขึ้นพร้อมๆ กันมันยิ่งทำให้เย่ชิงหานปลื้มปีติยินดีมากยิ่งขึ้น