บทที่ 9 หลานแท้ ๆ ยังต้องหลีกทางให้ (รีไรต์)
เมื่อเห็นว่าผู้เป็มารดาโกรธเช่นนั้น อวี้ซานเป้าก็ไม่กล้าซักไซ้สิ่งใดต่อไป เพียงแต่รีบเดินออกจากโต๊ะอาหารตรงไปยังห้องของตน และยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้งอแงว่า "ข้าหิวข้าว ข้าอยากกินข้าว!"
ตามมาด้วยเสียงสะใภ้สามเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "ยังจะกินอีกหรือ เดี๋ยวแม่สามีก็ไม่ให้พวกเรากินข้าวอีก แม่ทนอับอายขายหน้าไม่ไหวหรอกนะ"
อวี้ซานเป้ารีบเปิดประตูผางเข้าไปพลางขมวดคิ้ว "หมายความว่าอย่างไร"
"ท่านพ่อ!" อวี้หย่งจวี๋วิ่งเข้ามาซุกตัวในอ้อมกอดของพ่อตนเอง
อวี้ซานเป้าอุ้มลูกชายขึ้นมาทันที
พอเห็นคนเป็สามี ซูโหรวเอ๋อร์ก็หันหลังให้ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ "เ้าไม่รู้หรอกว่าท่านแม่ของเ้าทำสิ่งใดลงไป!"
คิ้วของอวี้ซานเป้าขมวดเข้าหากันแน่น "พูดเื่อะไรกัน? แม่ข้าแม่เ้าอะไรกัน! แม่ของข้ามิใช่แม่ของเ้าหรือไร?"
ซูโหรวเอ๋อร์ยิ่งเศร้าโศกเสียใจหนักกว่าเดิม "เ้าไม่รู้หรอกว่าวันนี้ท่านแม่ของเ้าทำสิ่งใดลงไป! ท่านพูดจาดูถูกข้าต่อหน้าหลานชายฝั่งบ้านใหญ่และบ้านรอง ทำเอาข้าเสียหน้ายิ่ง ทั้งยังเสียศักดิ์ศรี แล้วยังตามมาที่ห้อง เอาเสื้อผ้าที่ข้าอุตส่าห์ตัดไว้ให้อวี้หย่งจวี๋ไปครึ่งหนึ่งด้วย!"
ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหลพราก ซูโหรวเอ๋อร์ยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้ออกมา
อวี้ซานเป้าขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะค่อย ๆ คลายออก
‘เื่แค่นี้เองหรือ?’
อวี้หย่งจวี๋ไม่เข้าใจเื่ราวความคับข้องใจของผู้ใหญ่ เขาเอาแต่เอาตัวถูไถอวี้ซานเป้าให้พาไปกินข้าว
อวี้ซานเป้าตีเบา ๆ ที่ก้นของลูกชาย "ลูกไปก่อนเถิด อีกสักพักพ่อกับแม่จะตามไป"
เขาวางอวี้หย่งจวี๋ลง เด็กน้อยก็รีบวิ่งออกไปทันที
อวี้ซานเป้าจึงหันกลับมาโอบกอดซูโหรวเอ๋อร์ แล้วปลอบโยนว่า "โธ่เอ๋ย เื่แค่นี้เองหรือ? ท่านแม่เป็ผู้ใหญ่ พูดกับเ้าสักสองสามคำก็ไม่เห็นจะเป็อะไร นี่ก็แค่ผ้าผืนเดียว ท่านแม่อยากได้ก็ให้ท่านไปเถิด เดี๋ยวข้าพาเ้าไปซื้อผืนใหม่ที่สวยกว่าเดิมที่ในเมืองก็ได้"
อวี้ซานเป้านั้นหน้าตาดี แถมยังคารมคมคาย ซูโหรวเอ๋อร์ที่เป็สาวเมืองจึงยอมแต่งงานมาอยู่บ้านนอกก็เพราะเหตุนี้ ทั้งสองคนรักใคร่กันดี ยิ่งอวี้ซานเป้ามาโอบกอดปลอบประโลม ซูโหรวเอ๋อร์จึงยอมหยุดร้องไห้ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง
อวี้ซานเป้าจึงถือโอกาสพูดขึ้นว่า "เดี๋ยวเข้าไปในห้อง ยามเมื่อพบท่านแม่แล้ว เ้าก็ขอโทษท่านซะ ท่านแม่ไม่เคยทำไม่ดีกับเ้าสักครั้งมิใช่หรือ เ้าจะมาชักสีหน้าใส่ท่านเพราะเื่แค่นี้ก็ไม่ถูก"
ซูโหรวเอ๋อร์เม้มปาก แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็รู้ดีว่าสามีนั้นเป็คนกตัญญู เห็นแก่ความกตัญญูของเขา นางจึงยอมตกลงแต่โดยดี
เพียงแต่สุดท้ายแล้ว ซูโหรวเอ๋อร์ก็ยังอดไม่ได้ พึมพำออกมาว่า “เด็กน้อยชื่อซิ่งซิ่งนั่น ไม่รู้ว่าทำเสน่ห์อะไรให้ท่านแม่ ท่านถึงได้หลงหัวปักหัวปำขนาดนี้... ข้าว่าแม้แต่หลานชายแท้ ๆ อย่างจวี๋เอ๋อร์ของเรายังเทียบไม่ติดเลย”
อวี้ซานเป้าอดพูดไม่ได้ “ข้าได้ยินที่ท่านพ่อพูด เด็กคนนั้นก็น่าสงสาร ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่รับเลี้ยงนางมาแล้ว ต่อไปเ้าก็ถือเสียว่านางเป็เหมือนพี่ไหว พี่ไป๋ที่เป็หลานเถิด”
ซูโหรวเอ๋อร์เบ้ปาก นางไม่พอใจยิ่งนัก แต่พอเห็นสีหน้าของสามี สุดท้ายก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา
สามีภรรยาเดินไปที่ห้องอาหาร คนอื่น ๆ กำลังกินข้าวกันอยู่แล้ว อวี้หย่งจวี๋ก็นั่งอยู่ตรงนั้น ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
บนโต๊ะมีข้าวสองชาม เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้ให้อวี้ซานเป้ากับซูโหรวเอ๋อร์
อวี้ซานเป้ารู้สึกซาบซึ้งใจ เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ท่านแม่ของเขาจะปากร้าย แต่จริง ๆ แล้วก็กลัวว่าเขาและภรรยาจะหิว
“ท่านแม่ ข้าดุโหรวเอ๋อร์ไปแล้ว” อวี้ซานเป้ารีบพูด “เป็โหรวเอ๋อร์ที่งี่เง่าเอง คราวหน้านางจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วขอรับ”
พูดจบ อวี้ซานเป้าก็ดึงแขนเสื้อภรรยาตนเบา ๆ
ซูโหรวเอ๋อร์จึงก้มหน้าลง พูดอย่างฝืนใจว่า “ท่านแม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็ความผิดของข้าเอง คราวหน้าข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
แม่เฒ่าเว่ยกล่าว “แล้วอย่างไรต่อ”
ซูโหรวเอ๋อร์จวนจะทนไม่ไหว
‘อะไรกัน ยังมีอีกหรือ!’
อวี้ซานเป้าก็งง มองไปทางแม่ของตนอย่างไม่เข้าใจ
เห็นได้ชัดว่าแม่เฒ่าเว่ยไม่พอใจ "พี่จวี๋ทำผิดก่อน ยังมาลงที่น้องสาวอีก ผลักจนน้องล้ม เกือบหัวแตก แบบนี้จะว่าอย่างไร"
เด็กอ้วนเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าเว่ยอย่างไม่เชื่อสายตา "ท่านย่า!"
แม่เฒ่าเว่ยทำหน้าบึ้ง
เด็กชายรู้สึกน้อยใจอย่างที่สุด จึงพูดอย่างโมโหว่า "ข้ามิได้ทำ!"
อวี้ซานเป้าขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นพร้อมกับทำหน้าถมึงทึง แล้วตะคอก "เ้าจวี๋! พูดกับท่านย่าแบบนี้ได้อย่างไร?!"
อวี้หย่งจวี๋ถูกพ่อทำหน้าดุใส่จนใ ตัวซีดเผือด ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
"ไปขอโทษท่านย่ากับซิ่งซิ่งประเดี๋ยวนี้!" อวี้ซานเป้าคำรามเสียงดัง
เห็นลูกชายตัวซีดเผือดเพราะความกลัว ซูโหรวเอ๋อร์ก็ใจจะขาด แต่นางจะมาขัดสามีต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ไม่ได้ ได้แต่กำมือแน่น น้ำตาคลอมองลูกชาย
พ่อเฒ่าอวี้เองก็อดสงสารหลานไม่ได้ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็มิได้พูดออกไป
แม่เฒ่าเว่ยทำหน้าบึ้งมองหลานชายคนที่ห้าของตน
อวี้หย่งจวี๋ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำหน้าสำนึกผิดขอโทษแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านย่าขอรับ ข้าจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ"
แล้วก็ฝืนใจหันไปมองซิ่งซิ่งที่ยังคงมึนงง พูดเสียงอ่อนลงว่า "ข้าไม่น่าผลักเ้าเลย ขอโทษนะ"
เมื่อซิ่งซิ่งได้สติ นางก็ดูใ รีบโบกมือปฏิเสธทันีท "ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ไม่เป็ไร ซิ่งซิ่งไม่เป็ไรเ้าค่ะ!"
ซิ่งซิ่งดูประหม่า ถ้าไม่ติดว่าแม่เฒ่าเว่ยจับตัวไว้ นางคงวิ่งแจ้นเข้าห้องไปหลบแล้ว
สุดท้าย อวี้หย่งจวี๋ก็ทนไม่ไหว โผเข้าไปซุกอกซูโหรวเอ๋อร์แล้วร้องไห้จ้า
ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกเ็ปหัวใจยิ่งนัก!
อวี๋ซานเป้าไม่สนใจลูกชาย เขาพูดกับแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านแม่ ต่อไปถ้าพี่จวี๋ยังดื้อด้านอีก ท่านบอกข้านะขอรับ ข้าจะจัดการเขาเอง!"
แม่เฒ่าเว่ยไม่ได้ใจร้ายอะไร อีกอย่างลูกชายคนที่สามก็ทำงานหนักมาทั้งวัน นางไม่อยากให้ลูกชายต้องท้องว่างอีก จึงทำสีหน้าเ็าก่อนตอบรับในลำคอเสียงหนึ่ง แล้วพูดว่า "กินข้าวกันเถอะ เื่นี้ถือว่าจบไป”
หลังจากกินข้าวเสร็จ แม่เฒ่าเว่ยก็เรียกไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "สะใภ้รอง ตามข้ามาในห้องหน่อย ข้ามีเื่ให้เ้าช่วย"
"ได้เลยเ้าค่ะ" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหมือนแม่ทัพที่ได้รับชัยชนะ มองหลี่ชุนฮวาและซูโหรวเอ๋อร์ด้วยความภาคภูมิใจ "ข้าเข้าไปในห้องกับท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่กับน้องสะใภ้สามช่วยกันเก็บโต๊ะด้วยนะ"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินตามแม่เฒ่าเว่ยเข้าไปในห้องด้วยท่าทางกระตือรือร้นและภาคภูมิใจ
หลี่ชุนฮวาก็เก็บโต๊ะด้วยความหดหู่ใจ
เหตุใดน้องสะใภ้รองถึงได้ถูกแม่สามีให้ความสำคัญกว่านางล่ะ?
ส่วนซูโหรวเอ๋อร์นั้นพอจะเดาเื่ราวได้บ้างแล้ว
ในบ้านหลังนี้ ฝีมือการเย็บปักถักร้อยของไป๋เสี่ยวเฟิ่งนั้นดีที่สุด คาดว่าแม่สามีคงจะให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเอาผ้าของพี่จวี๋ไปแก้เป็เสื้อผ้าให้เด็กหญิงคนนั้นเป็แน่!
‘อาหารบนโต๊ะหกเลอะเทอะเช่นนี้จะให้ข้าเก็บกวาดลงได้อย่างไร!’
นางพูดทิ้งท้ายไว้ว่า "ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย" แล้วก็หน้าซีดเดินจากไป
หลี่ชุนฮวามองตาค้าง แต่ก็ไม่กล้าโวยวายในห้องโถงใหญ่ ได้แต่กัดฟันกรอดเก็บกวาดข้าวของอยู่คนเดียว
ภายในห้อง ไป๋เซียวเฟิ่งเห็นแม่เฒ่าเว่ยหยิบเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเตรียมเอาไว้แล้วยื่นให้ "ข้าตัดตามขนาดตัวของซิงซิงเรียบร้อยแล้ว ฝีเข็มเ้าปราณีตอยู่แล้ว ว่าง ๆ ก็ทำให้ซิ่งซิ่งสักชุดเถิด"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตาดี จำได้ทันทีว่าเมื่อก่อนแม่สามีมอบผ้าผืนนี้ให้ซูโหรวเอ๋อร์เอาไปทำเสื้อผ้าให้พี่จวี๋ทั้งผืน
เหตุใดตอนนี้ถึงกลับมาอยู่ในมือแม่สามีได้อีกล่ะ?
ถึงไป๋เสี่ยวเฟิ่งจะรู้สึกขัดเคืองใจอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงสภาพของซูโหรวเอ๋อร์ก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ไม่มีปัญหาเ้าค่ะท่านแม่ วันสองวันนี้ข้าจะพักงานอื่นไว้ก่อน แล้วรีบทำให้เสร็จทันที"
นางยังหยิบผ้าเช็ดหน้าในอ้อมกอดออกมาให้แม่เฒ่าเว่ยดูอย่างเอาใจ พร้อมกับพูดว่า "ท่านแม่ ข้าทำผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ให้ซิ่งซิ่ง ท่านช่วยดูหน่อยสิว่าใช้ได้หรือไม่"
งานเย็บปักถักร้อยของไป๋เสี่ยวเฟิ่งนั้นไม่เป็สองรองใคร พอแม่เฒ่าเว่ยเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ก็พบว่าสะใภ้รองทำออกมาได้สวยงามประณีต ขอบผ้าเย็บเรียบร้อย มุมผ้าเช็ดหน้ายังปักเป็รูปผลหวงซิ่งเล็ก ๆ ดูน่ารักยิ่งนัก
แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยปากชมไม่หยุด "ดี! ดีมาก! ในบรรดาสามสะใภ้ของข้า เ้าใส่ใจที่สุดแล้ว!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้รับคำชมจากแม่เฒ่าเว่ยแล้วเดินตัวลอยกลับมายังบ้าน พร้อมถือผลการเย็บผ้ากลับมาด้วย จากนั้นเริ่มต้นทำชุดให้ซิ่งซิ่งด้วยแรงใจเต็มที่
ยังไปคุยโอ้อวดกับอวี้เอ้อร์หู่ว่า “ท่านแม่เพิ่งชมข้า ว่าข้าเป็สะใภ้ที่ใส่ใจที่สุด!”
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมีความสุขมาก
พรุ่งนี้ต้องไปบอกกับพี่สะใภ้ใหญ่ และน้องสะใภ้สาม คุยให้ทุกคนรู้!
ต้องพูดให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไป!