พื้นกระเบื้องแกรนิตของสถานีรถไฟใต้ดินกลายเป็สีเทาขุ่นมัวคราบโคลนและเศษหิมะที่ละลายแล้วถูกย่ำยีด้วยพื้นรองเท้านับพันคู่จนกลายเป็แอ่งน้ำแฉะๆลื่นและสกปรก กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าวูลเปียกน้ำผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อกลิ่นน้ำหอมราคาถูก และกลิ่นของทอดจากร้านสะดวกซื้อ้าเสียงเครื่องสแกนบัตรโดยสารดังปี๊บๆถี่รัวแทบจะกลืนเป็เนื้อเดียวกับเสียงบ่นพึมพำและเสียงกระแอมไอกระคอกกระแคกของผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่หน้าเครื่องตรวจสัมภาระ
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานกะพริบติดๆ ดับๆตามจังหวะการกระชากของกระแสไฟฟ้า
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่หน้าแนวกั้นของเครื่องจำหน่ายตั๋ว
เขาไม่ได้คิดอะไรในหัว ไม่มีถ้อยคำอธิบายความรู้สึกไม่มีเสียงสะท้อนของการวิเคราะห์ตรรกะกล้ามเนื้อกรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนปวดร้าวไปถึงขมับลมหายใจของเขาพ่นออกมารัวและแรงกว่าปกติหน้าอกสะท้อนขึ้นลงภายใต้เสื้อโค้ตที่ชุ่มไปด้วยน้ำเย็นจัด น้ำจากปลายผมหยดลงบนปกเสื้อเชิ้ตด้านในความเย็นเยียบซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามากัดกินิั
ปลายนิ้วที่แข็งทื่อของเขากำเหรียญพลาสติกสีน้ำเงินไว้แน่นจนข้อศอกเกร็งตึง
ชายหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้ารองเท้าหนังที่เต็มไปด้วยรอยด่างของน้ำเกลือย่ำลงบนคราบโคลนเขาไม่สนใจจะหลบเลี่ยงแอ่งน้ำอีกต่อไป สองเท้าก้าวเร็วขึ้นเร็วขึ้นจนเกือบจะเป็การพุ่งตัวเขาแทรกผ่านช่องว่างระหว่างมนุษย์เงินเดือนที่กำลังแบกเป้ใบใหญ่ไหล่ของเขากระแทกเข้ากับใครบางคนแต่เขาไม่ได้หยุดหันไปมอง
เสิ่นเยี่ยนฉือทาบเหรียญลงบนเครื่องสแกน ดันแผงกั้นเหล็กออกแล้วเดินแกมวิ่งลงบันไดเลื่อนไปสู่ชั้นชานชาลา
อากาศเบื้องล่างอุ่นกว่า้าเล็กน้อยแต่มันเต็มไปด้วยความอึดอัดและฝุ่นผงผู้คนยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัดจนแทบไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัว
เคทยืนอยู่หลังเส้นเตือนสีเหลืองเธอดึงคอเสื้อไหมพรมขึ้นมาจนเกือบปิดริมฝีปากเพื่อป้องกันกลิ่นอับของสถานีรองเท้าบูตของเธอเปียกชื้นน้ำหนักของเสื้อโค้ตที่อมความชื้นทำให้ไหล่ของเธอตึงและปวดเมื่อยหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลบศอกของชายวัยกลางคนที่กำลังยืนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างๆ
กู้เหยียนโจวยืนอยู่ถัดจากเธอไปเพียงครึ่งก้าวเขาย้ายถุงพลาสติกยับย่นที่บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกระป๋องกาแฟเย็นชืดมาถือไว้ในมือซ้ายมือขวาของเขาล้วงลึกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวหลวมชายหนุ่มยกไหล่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีลมกระโชกจากการเคลื่อนตัวของฝูงชน เขาจามออกมาติดกันสองครั้ง
"คุณไหวไหม" เคทถามเสียงของเธอถูกกลืนหายไปครึ่งหนึ่งด้วยเสียงจอแจรอบข้าง
กู้เหยียนโจวพยักหน้า เขาไม่ได้หันมามองเธอสายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอดิจิทัลที่บอกเวลาขบวนรถถัดไป
"สบายมากครับ แค่ฝุ่นมันเยอะ"
การสนทนาจบลงแค่นั้น
ไม่มีใครพยายามสานต่อ ไม่มีใครพยายามขุดคุ้ยหาความหมาย พวกเขาแค่เหนื่อยเคทเหนื่อยกับการทำความสะอาดร้านฟรีๆ และการเผชิญหน้ากับกลไกประตูที่พังส่วนกู้เหยียนโจวเหนื่อยล้าจากการอดนอนและการต่อสู้กับระบบประสาทของตัวเองสิ่งเดียวที่พวกเขามีร่วมกันในตอนนี้คือความ้าที่จะกลับไปซุกตัวใต้ผ้าห่มหนาๆในห้องพักของตัวเอง
ห่างออกไปห้าเมตร ด้านหลังเสาคอนกรีตต้นใหญ่
เสิ่นเยี่ยนฉือหยุดยืนอยู่ตรงนั้น
เขาไม่ได้พยายามซ่อนตัวแต่คลื่นมนุษย์ที่หนาแน่นบดบังเขาไว้ได้อย่างมิดชิดชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทให้คลายออก กางเกงสูทของเขาแนบติดกับหน้าแข้งมันเหนอะหนะและน่าขยะแขยง ปลายนิ้วเท้าของเขาชาจนแทบไม่รู้สึกถึงพื้นรองเท้าเขาหายใจเข้าลึก รับเอากลิ่นเหม็นอับของสถานีเข้าไปเต็มปอด
สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่แผ่นหลังของคนสองคนนั้น
เขาเห็นผู้ชายในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลขยับตัวบังทิศทางที่ฝูงชนเบียดเข้ามาหาผู้หญิงคนนั้นมันไม่ได้ดูเหมือนการปกป้องที่ยิ่งใหญ่มันเป็แค่การขยับเท้าเพื่อรับแรงกระแทกแทนตามสัญชาตญาณของการอยู่ร่วมกันในพื้นที่แออัดและผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาขัดขืน เธอเพียงแค่ยืนนิ่งปล่อยให้ความวุ่นวายของสถานีรถไฟไหลผ่านตัวไปโดยมีแผ่นหลังของคนแปลกหน้าเป็โล่กำบังบังลมและข้อศอกของคนรอบข้าง
กรามของเสิ่นเยี่ยนฉือขบแน่นขึ้นอีก เขาล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ตกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
เสียงล้อเหล็กบดกับรางดังสนั่นหวั่นไหวลมลูกใหญ่พัดหอบเอาฝุ่นและกลิ่นสนิมพุ่งพรวดออกมาจากอุโมงค์มืดมิดขบวนรถไฟใต้ดินแล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาแสงไฟจากขบวนรถสาดกระทบใบหน้าที่เหนื่อยล้าของทุกคน
ประตูอัตโนมัติเปิดออก
ความโกลาหลขนาดย่อมปะทุขึ้น ผู้คนด้านในพยายามเบียดตัวออกขณะที่ผู้คนด้านนอกก็พยายามดันตัวเข้ากู้เหยียนโจวถูกแรงกระแทกจากกระเป๋าเป้ของนักศึกษาคนหนึ่งจนเซไปข้างหน้าเขาไม่ได้บ่นชายหนุ่มยกแขนซ้ายที่ถือถุงพลาสติกขึ้นระดับอกเพื่อสร้างพื้นที่ว่างเล็กๆ เขาหันไปพยักหน้าให้เคท
"ระวังพื้นลื่นนะครับ" เขาบอกสั้นๆ
เคทก้าวตามเขาเข้าไปในตู้โดยสารพื้นยางของรถไฟเปียกแฉะและเต็มไปด้วยคราบโคลนไม่ต่างจากด้านนอกเธอเอื้อมมือไปคว้าห่วงจับ้าร่างกายของเธอถูกบีบอัดอยู่ระหว่างกู้เหยียนโจวและมนุษย์ออฟฟิศอีกสองคนไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัว กู้เหยียนโจวยืนหันหลังให้ประตู เขาจับราวเหล็กแนวตั้งไว้แน่นท่อนแขนของเขาเฉียดกับไหล่ของเธอทุกครั้งที่ฝูงชนขยับเบียดเข้ามา
มันอึดอัด ร้อนอบอ้าวจากเสื้อผ้าหน้าหนาวที่เปียกชื้นและเต็มไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์
ไม่มีใครรู้สึกถึงความโรแมนติกเคทมองหยดน้ำที่เกาะบนปกเสื้อของกู้เหยียนโจวเธอรู้สึกเพียงความเหนื่อยล้าที่เกาะกินกระดูก ส่วนกู้เหยียนโจวหลับตาลงพยายามเพ่งสมาธิไปที่การทรงตัวไม่ให้ล้มทับคนอื่นเมื่อรถไฟกระชากออกตัว
ประตูรถไฟกำลังจะปิด
เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวพรวดเดียวผ่านช่องว่างแคบๆ ของฝูงชนแทรกตัวเข้าไปในตู้โดยสารเดียวกันได้เฉียดฉิวในวินาทีสุดท้ายยางขอบประตูหนีบเข้าที่ชายเสื้อโค้ตของเขาชายหนุ่มออกแรงดึงมันหลุดออกมาอย่างกระด้าง
เขาถูกดันให้ไปยืนเบียดอยู่ตรงมุมประตูฝั่งตรงข้ามห่างจากคนทั้งสองไปเพียงแค่ความกว้างของทางเดินตรงกลางแต่ความหนาแน่นของผู้โดยสารทำให้มันดูเหมือนห่างไกลกันคนละซีกโลก
เสิ่นเยี่ยนฉือยกมือขวาขึ้นจับราวเหล็กเหนือศีรษะ โลหะนั้นเย็นเฉียบแต่สู้ความเย็นที่แผ่ซ่านจากร่างกายของเขาไม่ได้ ชายหนุ่มหลุบตาลงมองเห็นโคลนที่เลอะกางเกงสูทของตัวเอง เขาหายใจหอบเบาๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งตึง
รถไฟกระชากตัวออกไปข้างหน้า
ทุกคนในตู้โดยสารเอนเอียงไปตามแรงเหวี่ยงกู้เหยียนโจวขยับเท้าเพื่อรักษาสมดุล แขนของเขาเบียดเข้ากับไหล่ของเคทมากขึ้นเคทขยับตัวปรับจุดศูนย์ถ่วง เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งคู่ทนรับความเบียดเสียดนั้นอย่างจำยอม
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนนิ่งเป็หิน
เขาไม่ได้มองไปทางพวกเขาอีกสายตาของเขากดต่ำลงบนหยดน้ำสีหม่นที่กำลังไหลซึมไปตามพื้นยางของตู้โดยสารเสียงล้อเหล็กกระแทกรางสลับกับเสียงลมที่ลอดผ่านซอกประตูดังอื้ออึงอยู่ในหูเขาปล่อยให้ความอึดอัดของการเดินทาง ความเปียกชื้นของเสื้อผ้าและความปวดร้าวของกล้ามเนื้อทำหน้าที่ของมันไป