แน่นอนว่าหลังจากนั้นฉันก็ได้รับการอธิบายคร่าวๆจากคุณแม่มิเกลของฉันว่าพลังเวทย์นั้นถูกจัดแบ่งระดับออกเป็7 ชนชั้น คือ
1.ทาส
2.สามัญ
3.นักรบ
4.เผ่าพันธุ์
5.ดาวดวง
6.ศักดิสิทธิ์
7.เทวะ
และสามอันดับแรกคือพลังเวทย์ชนชั้นต่ำที่สุดเรียกว่ากลุ่มเหล่านี้สามารถพัฒนาพลังเวทย์เพิ่มขึ้นได้เพียงแค่ 1 ระดับเท่านั้นส่วนลำดับที่ 4-6 เป็พลังเวทย์ชนชั้นปกติที่เรียกว่าคนมีพร์สามารถพัฒนาตนเองได้เรื่อยๆ และลำดับที่ 7 เรียกได้ว่าหากใครมีพลังเวทย์ชนชั้นนี้เป็พวกเติมทรูค่ะเทพแบบเทพสุดๆ เกิดมาก็ถือคทาเวทย์กับตำราเวทย์มาเกิดด้วยเลยก็ว่าได้
และนอกจากระดับชนชั้นทั้ง 7 แล้วพลังเวทย์ยังถูกแบ่งออกเป็ เวทมนตร์สายธาตุพื้นฐานและเวทมนตร์สายธาตุพิเศษ
1.เวทมนตร์สายธาตุพื้นฐาน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟธาตุปกติที่พบเห็นโดยทั่วไป
2.เวทมนตร์สายธาตุพิเศษ คือ แสงสว่าง ความมืด ิญญามายา และมิติ ธาตุกลุ่มนี้เป็ธาตุที่พบเจอได้น้อย เลยจัดอยู่ในสายพิเศษ
เมื่ออายุ 7 ขวบ จะมีเด็กถูกนำให้ไปตรวจวัดพลังเวทย์เด็กส่วนใหญ่มักจะปรากฏว่ามีธาตุหลายๆสายเกินกว่า 2 เสมอกลุ่มเหล่านี้จัดเป็เพียงกลุ่มพื้นฐานเท่านั้นเพราะที่นี่เขาคลั่งไคล้กลุ่มธาตุบริสุทธิ์กันค่ะคือประมาณว่ามีธาตุเดี่ยวๆในตัวเองนะแหละ เช่น
พลังเวทย์เดี่ยวธาตุน้ำ ชนชั้นนักรบ
อนาคตสามารถดำรงตำแหน่งอัศวินชั้นปลายแถวของอาณาจักรได้เลยเพราะคนพวกนี้มีความรู้ในธาตุๆเดียวอยู่แล้ว ในขณะที่คนอื่นๆต้องเรียน 2-3 ธาตุขึ้นไป
เอาล่ะ ได้ความรู้กันพอสมควรที่นี่ก็ได้ฤกษ์เรียกลูกค้าสักที ถ้าปล่อยให้คุณแม่มิเกลนั่งยิ้มมองแผงขายขนมแบบนี้คงขายไม่หมดกันพอดี
มิน่าล่ะ เงินทองไม่เคยพอใช้ข้าวต้มน้ำใสขนาดนั้น วันหน้าฉันจะต้องเนรเทศมันออกไปจากชีวิตฉันให้ได้
“คุณลุงซื้อขนมไหมคะ”ฉันยิ้มหวานให้กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก่อนจะรีบวิ่งไปหาชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูจากเสื้อผ้าแล้วหรูหรากว่าคนในหมู่บ้านนี้หลายร้อยเท่า
แน่นอนว่าจะขายขนมทั้งทีก็ต้องเลือกสักหน่อย
“ขนมของหนูกับแม่อร่อยมากเลยนะคะ”
ที่จริงฉันยังไม่เคยได้ชิมหรอกต้นทุนมันค่อนข้างสูงพอสมควร ปกติแม่จะขายหมดทุกวัน เพราะแม่จะขายมันจนมืดประจำ
ส่วนทุ่งนาหลังบ้านที่มีไม่กี่ไร่นั่นมันก็เลยหน้าทำนามานานแล้วทำได้ก็แค่พอกินเท่านั้นแหละ เอาง่ายๆเลยว่าชีวิตแบบฉัน ณ ตอนนี้ดูไม่มีอนาคตเลย
ให้ตายเถอะริต้ารับไม่ได้
“ขนมอะไรจ๊ะหนู”
“นี่ค่ะ ขนมละอองดอกบัวค่ะ”
ฉันใช้นิ้วเล็กๆนั้นชี้ขนมละอองดอกบัวที่มีลักษณะสีชมพูสดราวกับมีชีวิตนั้นให้กับคุณลุงคนนั้นได้ดูขนมนี้ตอนแรกที่ฉันเห็นฉันก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยเลยเพราะขนมนี้มีรูปแบบเหมือนดอกบัวจริงๆแต่ที่แปลกออกไปคือมันมีละอองน้ำลอยละล่องอยู่ทั่วทั้งตัวกลีบฉันแทบจะสังเกตได้ด้วยสายตาตัวเองเลยล่ะ
แต่คนอื่นๆคงไม่สนใจหรืออาจจะเป็ความปกติของโลกนี้อยู่แล้วก็เป็ได้
ก็ที่นี่คือโลกแฟนตาซีนี่เนอะ
“นะ...นี่มัน”คุณลุงคนนั้นเห็นขนมแล้วก็ชะงักไปนิดนึงก่อนจะหันมามองหน้าฉันอีกครั้ง
นี่มองขนาดที่สำรวจั้แ่หัวจรดเท้าเลยก็ว่าได้แปลกตรงไหนกัน? ไม่เคยเห็นเด็กหญิงผู้น่ารักเลยหรือไง
“ใครเป็คนทำขนมนี้จ๊ะ”
รู้สึกแปลกๆแหะเหมือนว่าคุณลุงคนนี้จะไม่ใช่คนในพื้นที่หมู่บ้านอันห่างไกลความเจริญแห่งนี้
“แน่นอนว่าต้องเป็แม่หนูสิ คุณลุงถามทำไมคะ”ฉันตอบกลับ
สายตาระยิบระยับแวววาวนั้นฉันมองเห็นนะ ท่าทางจะไม่ดีแล้วสิ
“โอ้ นี่ฉันไม่เห็นขนมที่มีพลังธาตุิญญามานานแล้วสินะคีธ”ชายคนนั้นยิ้มแล้วก็หันไปพูดคุยกับคนที่อยู่ด้านหลังไปนิดหน่อยด้วยแววตาประหลาดใจ
แต่ฉันนี่สิประหลาดใจมากกว่า
พลังธาตุิญญางั้นหรอ?
อย่าบอกนะว่าเ้าที่ระยิบระยับแวววาวราวกับมีชีวิตนั้นคือิญญา
ฉันยกมือปิดปากด้วยความใ มือสั่นๆขึ้นมาทันทีที่จำได้ว่าเมื่อเช้าเพิ่งจะช่วยแม่มิเกลถือตะกร้าขนม
“โฮสต์ใจเย็นๆครับ พลังธาตุิญญาครับไม่ใช่ิญญาจริงๆแม่ของโฮสต์ในโลกนี้ เธอมีพลังเวทย์เดี่ยวธาตุพิเศษครับ นั่นคือธาตุิญญา”
โอ้ นี่แม่ฉันก็เติมทรูมาเหมือนกันงั้นเหรอ?
“มันคือคำเหน็บแหนมหรือเปล่าครับ”
ไม่ๆ ฉันกำลังยกย่องแม่ฉันอยู่เนี่ยระบบอย่างนายจะไปเข้าใจอะไร
แต่ทำไมคนอื่นๆไม่รู้เลยล่ะว่านั้นเป็ขนมที่มีพลังธาตุิญญา
“คนในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่มีระดับชนชั้นทาสและสามัญครับเป็เื่ปกติที่เขาจะมองไม่เห็นแสงระยิบระยับแบบที่โฮสต์เห็น เลยทำให้ไม่รู้ว่ามีพลังธาตุิญญาอยู่ในขนมครับ”
ฉันฟังระบบอธิบายแล้วก็เข้าใจมิน่าล่ะทำไมแม่มิเกลขายไม่ค่อยได้ต้องอยู่ที่ตลาดนานๆแล้วยังต้องมาขายในราคาที่ต่ำอีก
“ไปเถอะหนูฉันออกจะสนใจขนมของหนูแล้วสิ”ชายคนนั้นบอกด้วยรอยยิ้ม
แน่สิ! นั่นมันขนมพลังธาตุิญญาเลยนะขนาดฉันเองยังสนใจขึ้นมาเลย