“ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก” คุณปู่ซูกล่าวขัดขึ้น “ฉันรับศิษย์ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปรายงานเขา! แล้วก็ ยายหนู หนูควรเปลี่ยนคำเรียกได้แล้ว เลิกเรียกฉันว่าคุณปู่ซูได้แล้ว!”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการสืบทอด การรับศิษย์เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่คุณปู่ซูปรากฏตัวที่นี่วันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่รอคอยเธออยู่แล้ว
แต่วันนี้เธอไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จึงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ดังนั้นเธอจึงกราบไหว้อาจารย์ฝากตัวเป็นศิษย์ เปลี่ยนคำเรียกขาน ก่อนจะเปิดประตูรถเพื่อยกตะกร้าไข่ลงมาวางไว้ตรงหน้าคุณปู่ซู “ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่คิดว่าวันนี้จะได้กราบไหว้อาจารย์ จึงไม่ได้เตรียมของขวัญมาด้วย มีเพียงไข่ตะกร้านี้ ขอมอบให้ท่านบำรุงร่างกายค่ะ”
คุณปู่ซูไม่ได้ต้องการของขวัญจากการฝากตัวเป็นศิษย์อะไรมากมาย แต่เมื่อเห็นตะกร้าไข่ก็ยังอดขำไม่ได้ ทว่าเขาก็รับไว้และบอกให้เธอมาเรียนวิชาหมอกับเขาเมื่อมีเวลาว่าง แน่นอนว่าเธอตอบรับเต็มปากเต็มคำ
วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยต้องไปเข้าสอบที่โรงเรียน จึงไม่สามารถรั้งอยู่นาน หลังจากอธิบายให้คุณปู่ซูฟังแล้ว เธอก็ออกมาพร้อมกับฟางเสียนจือ
หลังจากขึ้นรถแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า วันนี้เธอได้กราบไหว้ซูจิ้งซานเป็นอาจารย์แบบงงๆ เขาคือบุคคลสำคัญในวงการแพทย์ เป็นปูชนียบุคคลในวงการแพทย์แผนจีนยุคใหม่ที่เธอเคารพมากที่สุดในชาติที่แล้ว!
เธอส่องกระจกรถพลางยื่นมือไปบีบแก้มตัวเอง ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอแล้วรู้สึกว่าช่างเหมือนเด็กน้อยเสียจริง จึงเอื้อมมือไปบีบจมูกเธอเบาๆ “คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่หรือไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกว่าท่าทางของตัวเองเมื่อกี้ค่อนข้างจะเซ่อซ่า จึงหัวเราะออกมา “เมื่อกี้รู้สึกเหมือนฝัน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ฟางเสียนจือ คุณว่าฉันโชคดีไหม?”
ฟางเสียนจือมองเธอแล้วพูดว่า “ไม่เห็นจะรู้สึกตรงไหน ก็ยาที่เธอปรุงมันดีจริงๆ พื้นฐานด้านการแพทย์แผนจีนก็แน่น แถมยังเคยช่วยชีวิตคุณปู่ซูไว้ การที่เขาจะรับเธอเป็นศิษย์ก็เป็นเรื่องปกติ”
“ฉันสงสัยด้วยซ้ำ ตอนที่เธออยู่บ้านตระกูลจิ่งมีผลการเรียนย่ำแย่ขนาดนั้น หรือว่าตอนที่เธอไม่ได้ทำอะไร ก็เอาเวลาไปเรียนหมอหมดเลยหรือยังไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเขาคงจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ จึงหัวเราะแห้งแล้วพูดว่า “ก็ไม่ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ ก็แค่เมื่อก่อนรู้สึกว่าแพทย์แผนจีนน่าสนใจดี ตอนที่ไปร้านหนังสือกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็เปิดตำราแพทย์ดูบ้าง เพราะเธอมักจะเลือกหนังสือช้า ใช้เวลาเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ฉันก็เลยมีเวลาอ่านหนังสือ”
ถึงแม้ฟางเสียนจือจะไม่เชื่อเรื่องที่เธอรู้วิชาแพทย์ แต่ก็รู้ว่าเมื่อก่อนเธอลำบากอยู่บ้าง และตอนนี้พยายามมากแค่ไหน เขาจึงพูดเบาๆ ว่า “ถ้าเธอชอบแพทย์แผนจีนจริงๆ ก็ตั้งใจเรียนกับคุณปู่ซูนะ”
ก่อนหน้านี้เขาก็ดูออกว่าเธอชอบแพทย์แผนจีน จึงคิดว่าจะรอให้เธอสอบเสร็จแล้วค่อยใช้เส้นสายของเขาหาแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงมาสอนเธอ แต่ไม่คิดว่าเธอจะช่วยชีวิตคุณปู่ซูเอาไว้และกลายมาเป็นศิษย์ของเขา
พูดจากใจจริง แพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงที่เขาจะหามาได้ย่อมต้องเก่งจริง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าคุณปู่ซู นี่ถือเป็นโชคของตัวเธอเอง
เมื่อคิดได้ดังนี้เขาก็รู้สึกดีใจ ภรรยาของเขาโชคดีไม่น้อย แถมยังขยันอีกด้วย สายตาของเขาช่างดีจริงๆ
เมื่อทั้งสองมาถึงโรงเรียน การสอบยังไม่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ จิ่งเยี่ยนกุยจึงเข้าไปแจ้งจุดประสงค์ของเธอที่ป้อมยาม จากนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ชี้ทางให้เธอ “อาคารเรียนชั้นสาม ห้องเรียนทางซ้ายมือ”
จิ่งเยี่ยนกุยขอบคุณแล้วหันไปบอกฟางเสียนจือ “ฉันจะเข้าไปสอบแล้วนะ คุณไปทำธุระเถอะค่ะ!”
ฟางเสียนจือรู้ว่าระหว่างที่เธอสอบ เขาช่วยอะไรไม่ได้ จึงพูดว่า “เธอตั้งใจสอบก็พอ ฉันได้ยินมาว่าการสอบครั้งนี้ ถ้าสอบผ่านเกณฑ์ระดับอนุปริญญา ก็จะมีโอกาสได้เข้าเรียน เกณฑ์เมื่อปีที่แล้วคือ 406 คะแนน เธอแค่ต้องสอบผ่านเกณฑ์ก็พอ”
“ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่บ้านก็ให้เธอทำแบบทดสอบไปหลายชุด ถ้าเธอทำได้ตามปกติก็ต้องผ่านเกณฑ์คะแนนนี้แน่นอน เพราะอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปเลย”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่กังวลหรอก”
ฟางเสียนจือเห็นเธอแย้มยิ้มอย่างสดใสไร้วี่แววความกังวล ก็นึกขึ้นได้ว่าภรรยาของเขาผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย สภาพจิตใจยอดเยี่ยมมาก เธอคงไม่กังวลเพราะเรื่องพวกนี้แน่นอน เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “สอบเสร็จแล้วฉันจะมารับ ไม่ว่าเธอจะสอบได้หรือไม่ได้ ฉันก็จะพาเธอไปกินของอร่อยๆ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกอบอุ่นใจ จึงตอบรับแล้วเดินขึ้นไปชั้นสาม ก็เห็นว่ามีนักเรียนหลายคนกำลังรออยู่และมีคนคุ้นๆ ปะปนอยู่ด้วย นั่นก็คือจิ่งเสี่ยวเยวี่ย
เมื่อเห็นเธอ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ทำสีหน้าไม่น่ามองนัก แทบจะพูดออกมาทันทีที่เห็นเธอว่า “แกมาทำอะไรที่นี่?”
จิ่งเยี่ยนกุยพบว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยยังมีผ้าพันแผลที่หัว เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายดีและยังต้องใช้ไม้ช่วยพยุง เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันมาสอบ”
“สอบ? อย่างแกเนี่ยนะ?” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยหัวเราะเยาะ “ตอนสอบทุกครั้งแกก็ได้ที่โหล่ของห้อง ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้กล้ามาสอบที่โรงเรียนที่ดีที่สุดในเมือง?”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าคำพูดนี้สมกับเป็นจิ่งเสี่ยวเยวี่ยจริงๆ เธอจึงพูดอย่างใจเย็นว่า “อาจเป็นเพราะฉันออกจากบ้านตระกูลจิ่งแล้ว ไม่มีเธอมาพูดจาแย่ๆ บั่นทอนกำลังใจทุกวัน ความมั่นใจของฉันก็เลยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวมั้ง!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร จึงได้แต่พูดว่า “ถึงเธอจะมั่นใจแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ โรงเรียนในเมืองไม่เหมือนโรงเรียนในอำเภอ แค่โรงเรียนในอำเภอแกก็ได้ที่โหล่ทุกครั้ง ไม่มีทางสอบเข้าโรงเรียนในเมืองได้หรอก!”
จิ่งเยี่ยนกุยยังคงพูดด้วยท่าทีสงบ “นักเรียนจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เธอเรียนวิชาภาษามาแล้ว น่าจะเคยได้ยินคำว่า จากกันสามวัน ต้องมองกันใหม่ เธอมามองฉันด้วยอคติแบบนี้ เดี๋ยวตอนสอบเสร็จแล้ว ถ้าถูกตบหน้าขึ้นมา ฉันยังจะรู้สึกแย่แทนเธอด้วยซ้ำ”
“อย่างเธอคงไม่ใช่ประเภท จากกันสามวัน ต้องมองกันใหม่ หรอก!” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยหัวเราะเยาะ “ฉันโตมากับแกตั้งแต่เด็ก นิสัยใจคอของแกเป็นยังไง ฉันจะไม่รู้หรือไง! วันนี้แกมาสอบก็เปลืองกระดาษคำตอบของโรงเรียน แล้วยังเสียเวลาของอาจารย์ที่ต้องตรวจข้อสอบอีก!”
เมื่อพูดจบก็หันไปพูดเสียงดังกับอาจารย์ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ “อาจารย์คะ หนูรู้จักผู้เข้าสอบคนนี้ เมื่อก่อนตอนที่อยู่ที่อำเภอก็ได้ที่โหล่ของโรงเรียนตลอด ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาสอบในครั้งนี้ หนูรู้สึกอับอายที่จะต้องมาสอบพร้อมกับหล่อนค่ะ!”
อาจารย์หญิงแซ่หลิว เป็นครูที่มีประสบการณ์การสอนมาสิบกว่าปี
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอเจอเด็กนักเรียนมาทุกรูปแบบ ถึงจะไม่รู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยมีความขัดแย้งอะไรกัน แต่การที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี เพราะการกระทำเล็กๆ น้อยๆ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงนิสัยใจคอของคนคนนั้นได้
เธอจึงชำเลืองไปทางจิ่งเยี่ยนกุย ก่อนจะมองไปที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “นักเรียนที่สมัครสอบไว้ ทุกคนต่างมีสิทธิ์เข้าสอบในการสอบครั้งนี้ ถ้าหนูไม่อยากสอบพร้อมกับหล่อน ถ้าอย่างนั้นหนูก็กลับไปได้เลยจ้ะ”
ใบหน้าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยแดงก่ำทันที จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของเธอแล้วก็รู้สึกขบขันในใจ เพราะเธอรู้ถึงแผนการในใจของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยดี