ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นเหล่าผู้าุโทะเลาะถกเถียงกัน นั่นก็เป็เพราะพวกเขาต่างสงวนท่าทีไม่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยหรือโต้แย้งกันต่อหน้าคนสกุลลู่นั่นเอง
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขากำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก
ดังนั้น ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังแท่นสูงมองดูการปะทะคารมของบรรดาผู้าุโเป็ตาเดียว... ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะจบลงเช่นไร?
อันที่จริง แม้ผู้าุโสามลู่เทียนซิงจะแข็งแกร่งมาก แต่มีอำนาจในตระกูลเป็รองผู้าุโใหญ่อย่างลู่หย่งฟางและผู้าุโเก้า ลู่เซียนจือ ทว่าบัดนี้ เขากลับท้าทายคนทั้งสองอย่างไม่เกรงกลัว
คาดว่าผลสรุปของเื่นี้คือลู่เฉินจะต้องถูกขับออกจากตระกูล
แม้แต่ประมุขของตระกูลอย่างลู่จินอวิ๋น ก็ยังไม่ออกความเห็น
“ผู้าุโสาม ใจเย็นๆ ก่อนนี่เป็กฎของสกุลลู่ ต่อให้ลู่เฉินเป็หลานท่าน ก็ต้องปฏิบัติตามอยู่ดี ท่านไม่อาจใช้อำนาจมาฝ่าฝืนได้” ลู่เซียนจือมองลู่เทียนซิง พร้อมเอ่ยเสียงต่ำ
“ผู้าุโเก้าเ้าคิดว่าข้าโง่ถึงขนาดไม่รู้กฎของตระกูลหรือ? กฎเ่าั้ข้าย่อมรู้ดี มันกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ไร้พลังธาตุต้องถูกขับออกจากตระกูลแต่มิได้รวมถึงอนุชนที่หลอมยาได้เสียหน่อย” ลู่เทียนซิงกล่าว พลางแสยะยิ้ม
กฎของตระกูลอย่างนั้นหรือ? ไร้สาระ!
แม้จะเป็กฎของสกุลลู่แต่ทุกคนก็รู้ ว่าเคยมีผู้ไร้พลังธาตุบางคนที่ไม่ถูกขับออกจากตระกูล ขอแค่สนิทสนมกับผู้าุโใหญ่แล้วให้เขาช่วยออกปากรับรอง ก็จะสามารถอยู่ในตระกูลต่อไปได้
ซึ่งเื่นี้ หัวหน้าตระกูลอย่างลู่จินอวิ๋นก็มิได้ยื่นมือเข้าแทรกปล่อยให้มันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
“หึๆๆ...” ลู่หย่งฟางหัวเราะ “ผู้าุโสาม ใครๆ ก็รู้ว่าลู่เฉินเป็เพียงหมอยาระดับต้นเราย่อมไม่อาจละเว้นได้ หมอยาระดับต้นจะทำประโยชน์อันใดให้ตระกูลได้? อีกอย่าง ผู้าุโเก้าก็ได้ตัดสินใจไปแล้วเราควรเคารพการตัดสินใจของเขา เพราะวันนี้เขาคือประธานในพิธี”
หมอยาระดับต้น ย่อมหลอมได้เพียงยาระดับต้นอย่างยาหลอมกระดูกที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดเท่านั้น มันจึงมิได้สำคัญอันใดนัก ต่างจากหมอยาระดับกลางโดยสิ้นเชิง
ทุกวันนี้ เมื่อเทียบอัตราส่วนระหว่างหมอยาระดับต้นกับหมอยาระดับกลางในเมืองชิงเฟิงนับเป็ร้อยต่อหนึ่ง
ในสกุลลู่เอง ตอนนี้ก็มีหมอยาระดับต้นอยู่ไม่น้อยแต่มีหมอยาระดับกลางแค่สามคน ส่วนหมอยาระดับสูงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ซึ่งนี่ก็เป็เหตุผลที่ทำให้ลู่เซียนจือมีฐานะสูงส่งเพราะเขาคือหมอยาระดับสูงเพียงคนเดียวของตระกูล ดังนั้นลู่เซียนจือจึงสามารถยืนอยู่ในตำแหน่งผู้าุโลำดับที่เก้าได้ ทว่าพลังธาตุของเขานั้นอยู่แค่ระดับสามหากมิได้ใช้ทรัพยากรไปเป็จำนวนมาก คงไม่อาจทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อ์ได้
“ใครบอก ว่าลู่เฉินเป็หมอยาระดับต้น?” ลู่เทียนซิงเหลือบมองลู่หย่งฟาง
ในสายตาของคนสกุลลู่ลู่เทียนซิงถือเป็บุคคลที่แข็งแกร่ง และมีความสุขุม สุภาพต่อผู้อื่น แต่ภายใต้ความอ่อนน้อมนั้นมิได้หมายความว่าผู้ใดจะกลั่นแกล้งเขาได้ง่ายๆ
หากมีการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆต่อให้จะมีลู่หย่งฟางสองคน ก็ไม่อาจเอาชนะลู่เทียนซิงได้ ทุกคนเชื่อว่าเขาคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลลู่บางทีคงมีแต่ท่านประมุขเท่านั้น ที่จะประมือกับลู่เทียนซิงได้อย่างสูสี
ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้เขายังต้องกลัวลู่หย่งฟางหรือ?
“หืม?” ลู่หย่งฟางเบิกตากว้าง
มิใช่แค่เขาแต่ประมุขตระกูลอย่างลู่จินอวิ๋นก็ตะลึงงันไม่แพ้กันทุกคนหันไปมองลู่เทียนซิงด้วยความสงสัย
“ลู่เฉินบอกผู้าุโทั้งสองไป ว่าการหลอมยาของเ้าเป็อย่างไรแล้ว” ลู่เทียนซิงมองหลานชาย พลางเอ่ยปาก
“ตอนนี้ ข้าเป็หมอยาระดับสูงแล้วขอรับ” ลู่เฉินประกาศกร้าว
ก่อนทะลวงสู่ขั้นกายเบาเขายังเป็เพียงหมอยาระดับกลาง แต่หนึ่งเดือนต่อมา นอกจากลู่เฉินจะทะลวงเข้าสู่ขั้นกายเบาตอนกลางได้แล้วยังเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับสูงได้อีกต่างหาก เพราะถัดมาอีกครึ่งเดือน เขาก็หลอมยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกได้สำเร็จทั้งยังเป็โอสถชั้นเลิศเสียด้วย
“อะไรนะ?”
“เป็ไปไม่ได้!”
“เ้าเด็กปากพล่อย พูดจามั่วซั่วกล้าโป้ปดมดเท็จได้อย่างไร?” ลู่หย่งฟางตวาดกร้าว
ลู่เซียนจือมีสีหน้ามืดครึ้ม
อีกด้านหนึ่งลู่เทียนซิงก็ตะลึงลานไม่แพ้กัน เมื่อได้ยินลู่เฉินประกาศตัวออกไปเช่นนั้น
เขารู้ว่าหลานชายหลอมยาระดับกลางได้แต่ไม่รู้ว่าลู่เฉินจะหลอมยาระดับสูงได้ด้วย ผ่านมาเพียงเดือนกว่าๆ เขากลายเป็หมอยาระดับสูงแล้วหรือ?
ลู่เทียนซิงคิดไม่ถึงเลยจริงๆ
“ลู่เฉินเ้าเลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!” คิ้วของลู่จินอวิ๋นขมวดแน่นพลางตำหนิทันที
คำพูดที่ลู่เฉินเอ่ยออกมาทำให้ทุกคนมองเขาราวกับคนโง่!
“ฮ่าๆๆ... น่าขันนัก! ลู่เฉิน เ้ากล้ายกยอตัวเองเช่นนี้ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือ? หากบอกว่าเป็แค่หมอยาระดับกลางคงจะน่าเชื่ออยู่บ้าง แต่นี่ประกาศตัวว่าเป็หมอยาระดับสูง เ้ายังมีสมองอยู่หรือเปล่า?” ลู่เยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะลั่น
แม้เขาจะแสดงท่าทีหยาบคายแต่ก็ไม่มีผู้ใดตำหนิ เพราะหากเทียบกันแล้ว ดูเหมือนคำพูดของลู่เฉินจะน่าผิดหวังกว่ามาก
หากหมอยาระดับสูง เป็กันได้ง่ายๆเช่นนั้น ตอนนี้สกุลลู่คงจะมิได้มีหมอยาระดับสูงเพียงคนเดียวแน่
“ลู่เยี่ยน เ้าช่างปากเหม็นนัก!” ลู่เฉินโบกมือ คล้ายได้กลิ่นจริงๆ
“น่ารังเกียจ! ลู่เฉิน เ้ารนหาที่ตายเสียแล้ว!” ลู่เยี่ยนตวัดสายตามองด้วยความโมโห ประหนึ่ง้าจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
“ลู่เยี่ยน ในสายตาข้าเ้าก็เป็เพียงขยะชิ้นหนึ่ง ตอนแรกข้าว่าจะไม่ถือสา แต่เ้ากลับไม่รู้ความเอาเสียเลยหากเ้ายังเป็เช่นนี้อีก ข้าก็ยินดีที่จะสอนบทเรียนให้” ลู่เฉินปรายตามอง ก่อนเอ่ยเสียงเยียบเย็น
“ลู่เฉิน!” ลู่เทียนซิงร้องปราม
“ท่านผู้าุโสามอย่าตำหนิข้าเลย เป็ลู่เยี่ยนต่างหากที่เริ่มก่อน” ลู่เฉินกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
ต่อหน้าคนอื่นลู่เฉินจะเรียกลู่เทียนซิงว่า ‘ผู้าุโสาม’ แทนท่านปู่
“เ้าโง่ลู่เฉิน ตอนแรกข้าคิดว่าเ้าเป็เพียงคนไร้พลังธาตุไม่มีประโยชน์ไม่คิดเลยว่าจะนิสัยเสียขนาดนี้ ต่อหน้าผู้าุโ เ้ายังกล้าพูดปดมดเท็จสำหรับคนเช่นเ้า คงต้องใช้กฎของตระกูลแล้ว” ลู่หย่งฟางเอ่ย
ในเมื่อลู่เฉินพูดจาอวดดีกล้าว่าลู่เยี่ยนหลานชายเขาเป็ขยะ ลู่หย่งฟางย่อมไม่อาจนิ่งเฉย
“ผู้าุโใหญ่ ข้าโกหกตอนไหนกัน? หากท่านไม่มีหลักฐานต่อให้เป็ผู้าุโใหญ่ก็ไม่อาจกล่าวหาข้าได้” ลู่เฉินเบิกตากว้าง
“โอหัง!” ลู่หย่งฟางตัวสั่นเทา มีอย่างที่ไหน โดนอนุชนสั่งสอนต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
“ประมุขข้าว่าเราต้องใช้บทลงโทษของตระกูลจัดการกับเขาแล้ว” ลู่หย่งฟางหันไปมองลู่จินอวิ๋น
ถ้าไม่อาจลงโทษเด็กอวดดีเช่นลู่เฉินได้โทสะในใจของผู้าุโใหญ่คงยากจะระงับ
หากทำเช่นนั้นลู่เฉินจะถูกส่งตัวไปลงโทษตามกฎของตระกูล สำหรับบุตรหลานสกุลลู่แล้ว ถือเป็เื่น่ากลัวนักเพราะไม่ว่าใครก็ตาม หากได้รับโทษตามกฎของตระกูล ล้วนต้องมีสภาพน่าเวทนาไม่สมบูรณ์แข็งแรงเช่นแต่ก่อน ดังนั้น ทุกคนจึงหลีกเลี่ยงที่จะสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับตระกูล
“นั่นมัน...” ลู่จินอวิ๋นมองไปยังลู่เทียนซิง
อันที่จริง ลู่จินอวิ๋นก็รักและเอ็นดูลู่เฉินไม่ต่างกันเมื่อครั้งลู่เฉินยังเยาว์วัย เขาก็อุ้มชูเด็กคนนี้เสมอ หากมิใช่เพราะเอ็นดูคงไม่ปล่อยให้บุตรสาวของตน ลู่เหยียนหราน มาวิ่งเล่นกับอีกฝ่ายแน่
“ผู้าุโใหญ่ ท่านดูเองเถอะว่านี่คือสิ่งใด?” ลู่เฉินหยิบขวดยาออกมาเขย่าเล็กน้อย ก่อนโยนไปยังลู่หย่งฟาง
ลู่หย่งฟางกัดฟันกรอดรับขวดลายครามไว้ พลางจ้องลู่เฉินเขม็ง
“ผู้าุโใหญ่ท่านดูยาในขวดก่อนเถอะ แล้วค่อยพูด” ลู่เฉินเหยียดยิ้ม
“เหอะ! ข้าอยากรู้นัก ว่าเ้าจะมีเล่ห์กลอันใดอีก” ลู่หย่งฟางเอ่ย พร้อมเปิดขวดยา
“อะไรกัน?”
“นี่มัน...” สีหน้าของลู่หย่งฟางเปลี่ยนไปเขาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“ผู้าุโใหญ่เกิดอะไรขึ้น? ในขวดนั่นเป็ยาชนิดใดเป็โอสถกายเบาหรือไม่?” พอเห็นท่าทีตื่นตะลึงของลู่หย่งฟาง ลู่เซียนจือก็สนใจใคร่รู้
“ผู้าุโเก้าท่านเดาผิดแล้ว นั่นมิใช่ยาอายุวัฒนะกายเบาหรอกขอรับ” ลู่เฉินกล่าวยิ้มๆ
“แน่นอน ข้ารู้อยู่แล้ว ว่ามันต้องมิใช่โอสถกายเบาแน่” ลู่เซียนจือมองลู่เฉิน
“ผู้าุโเก้าข้ายังพูดไม่จบ ที่ข้าจะบอกก็คือ มันเป็ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกขอรับ” ลู่เฉินยังคงฉีกยิ้มต่อไป
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” ลู่เซียนจือหรี่ตาลง
“ข้าบอกว่า มันคือยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกทั้งยังเป็โอสถชั้นดีด้วยขอรับ” ลู่เฉินเอ่ย
อันที่จริงเขาคิดจะโยนยาชั้นเลิศออกไปแต่หากทำเช่นนั้น เมืองชิงเฟิงคงโกลาหลเป็แน่
“ชั้น... ชั้นดีหรือ?” ลู่เซียนจือปากสั่น เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดผู้าุโใหญ่จึงมีท่าทีเช่นนั้น
โอสถล้างไขกระดูกชั้นดีขนาดเขาที่เป็หัวหน้าหมอยา ก็ยังไม่อาจหลอมมันขึ้นมาได้!
“ลู่เฉิน พูดมา! ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกนี่เ้าได้มาอย่างไร?” ลู่หย่งฟางถามด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
เขาไม่เชื่อ ว่าลู่เฉินจะเป็ผู้หลอมยาขึ้นมาเอง แต่ในมือเขา เป็โอสถล้างไขกระดูกชั้นดีไม่ผิดแน่หากมันมิใช่ของปลอม คำถามก็คือ ลู่เฉินไปได้มาจากไหน?
ที่หอสมบัติสกุลลู่มียาล้างไขกระดูกชั้นดีอยู่ แต่มันคือของล้ำค่าที่ถูกดูแลรักษาอย่างดี มีการคุ้มกันแ่าไม่มีทางที่ลู่เฉินจะขโมยออกมาได้