Antimage Master

    บทที่ 11 นิวาเรีย พาร์ท 1

    บทที่ 11 นิวาเรีย พาร์ท 1

     “มันถึงเวลาแล้วปราชญ์มังกร.. คิดว่าเราคงจะตกลงกันได้”

     ปราชญ์มังกรค่อนข้างประหลาดใจหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่อาคอนกล่าว อย่างไรก็ตามเขาค่อนข้างเป็นกังวลกับการข้อเสนอของอาคอน

     “ตกลงกับเจ้า??.. ข้ารอฟังอยู่.. ”แม้ว่าจะกังวลแต่ปราชญ์มังกรก็ยังคงรอฟังข้อเสนอ ในปัจจุบันเขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก นี่น่าจะเป็นหนึ่งในสองทางเลือก อย่างไรก็ตามอีกทางเลือกหนึ่งคือยอมตาย

     “ข้าต้องการยืมพลังของท่าน.. ความรู้เกี่ยวกับวิญญาณของท่าน ความฝันของท่าน… สิ่งที่ท่านทำยังไม่สำเร็จ..”อาคอนกล่าวพลางมองไปที่ปราชญ์มังกรด้วยรอยยิ้ม

     “ข้าควรจะได้อะไรจากข้อเสนอของเจ้า มีอะไรรับประกันว่าเจ้าจะไม่กำจัดข้าหลังจากที่เจ้าได้สิ่งที่ต้องการ.. ต่อให้ร่ายเวทพันธสัญญากับเจ้าแล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าจะไม่มีวิธีตุกติก.. ด้วยความสามารถของเจ้าและวิทยาการปัจจุบัน.. เป็นไปได้มากว่าข้าจะถูกเจ้าหลอกอีกครั้ง.. มนุษย์เจ้าเล่ห์เช่นเจ้าไม่คุ้มค่าสำหรับความเชื่อใจของใครรวมถึงข้า”ปราชญ์มังกรกล่าว

     เขาเข้าใจมันมากพอเกี่ยวกับความเจ้าเล่ห์ของชายที่อยู่ตรงหน้า เขาอาจจะมีทางเลือกไม่มากอย่างไรก็ตามการยอมตกลงกับอาคอนหรือไม่.. จุดจบมันอาจจะไม่ต่างกันมากมายเท่าใดนัก เขาอาจจะตายในตอนท้ายเหมือนเดิมแล้วมีเหตุผลอะไรที่เขาจะให้ในสิ่งที่อาคอนต้องการ

    ไม่มีทางที่เขาจะตกลงในกรณีที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับความไว้เนื้อเชื่อใจ และปราชญ์มังกรค่อนข้างมั่นใจว่าอาคอนจะไม่วางแผนการเจรจาอย่างโง่เง่าเช่นนั้น เขาเชื่อเหลือเกินว่าอาคอนจะมีข้อเสนอที่เพิ่มความน่าเชื่อถือของสำหรับตัวเองมากขึ้นจนมันกลายเป็นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

    “แล้วถ้าข้อเสนอของข้าไม่ได้เกี่ยวพันกับความน่าเชื่อถือของข้าล่ะ..“

    “ข้าฟังอยู่”

    “ข้าคิดว่าบางทีการทำสัญญากับยัยหนูนั่นอาจจะเป็นทางเลือกที่ท่านมองหา”อาคอนกล่าว

    “ข้าควรจะไว้ใจเด็กนั่นหรือเปล่า”ปราชญ์มังกรยังคงตั้งคำถาม.. เขามีปัญหากับความไว้เนื้อเชื่อใจมนุษย์มาตั้งแต่อดีตและการต่อสู้กับอาคอนยิ่งเพิ่มปัญหาดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

    “เด็กก็คือเด็ก.. ท่านควรจะเข้าใจว่าการได้รับการดูแลที่แตกต่างกันในวัยเด็กส่งผลขนาดไหนต่อลักษณะนิสัยของผู้คนในอนาคต.. ข้าศึกษาเรื่องของท่านมามากท่านแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆของราชวงศ์มังกร เธออายุแค่หกหรือเจ็ดขวบปีและเธอเป็นลูกศิษย์ข้า ท่านคิดว่าท่านควรจะปล่อยให้ข้ามีอิทธิพลกับเด็กคนนี้เพียงลำพังหรือไม่ ข้าหมายถึงท่านสามารถมีอิทพลกับเด็กคนนี้จนมากพอที่ทำให้ท่านเชื่อใจเธอได้ ทุกสิ่งมันขึ้นอยู่กับตัวท่านเองนั่นคือที่ข้าจะบอกท่าน.. และนั่นคือข้อเสนอของข้า”

    ข้อเสนอของอาคอนทำให้ปราชญ์มังกรคิดหนัก มันเป็นข้อเสนอที่ดีมากในสถานการณ์เช่นนี้ และการบอกว่าทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวเขาเองนั้นดึงดูดเขามากพอ นี่ไม่ได้พูดถึงการเชื่อใจคนอื่นนี่หมายถึงการเชื่อใจตนเอง มันโจมตีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่ามังกร ‘ความหยิ่งในสายเลือด’

    “เงื่อนไขการทำสัญญาเป็นยังไง” ปราชญ์มังกรถาม

    “ท่านต้องทำพันธสัญญาอสูรสีเลือด.. กับเธอ.. ข้าคงต้องบอกความเสี่ยงกับท่านอย่างจริงใจ เธอไม่สามารถควบคุมพลังเวทของเธอได้ดีเท่าใดนัก เธออาจจะไม่สามารถยกเลิกสัญญาให้ท่านได้แม้ว่าเธอจะอยากทำ.. เงื่อนไขสัญญาคือท่านต้องไม่ต่อต้านเธอ ท่านสามารถปฏิเสธสิ่งที่ท่านไม่ต้องการทำแต่ท่านไม่มีสิทธิ์ในการขัดขวางสิ่งที่เธอทำ.. “อาคอนยื่นข้อเสนอ

    ปราชญ์มังกรนั่งเงียบและพิจารณาเรื่องดังกล่าวสักพัก.. มันไม่ใช่ข้อเสนอที่แย่เลย ความจริงมันเป็นข้อเสนอที่ดี.. ดีเกินไปด้วยซ้ำ.. ด้วยข้อเสนอที่ดีเกินไปทำให้ปราชญ์มังกรกังวลเล็กน้อยกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน.. เขาต้องระวังทุกฝีก้าวกับการตกลงกับชายคนนี้และเงื่อนไขที่ดีเกินไปควรเป็นสิ่งที่ต้องกังวล

     “กำลังกังวลกับเงื่อนไขที่ดีเกินไปอยู่เหรอ.. ท่านไม่ควรกังวลกับมันมากไป เหตผลที่เงื่อนไขมันดีมากเพราะผลประโยชน์ที่จะเกิดกับศิษย์ของข้า.. อาเรีย.. เธอจะได้ประโยชน์มากจากเงื่อนไขดังกล่าว”อาคอนกล่าว เขาไม่กังวลมากเกินไปกับอิทธิพลของปราชญ์มังกรกับอาเรีย ความจริงอาคอนกังวลกับอิทธิพลของตนกับอาเรียมากกว่าเสียอีก อย่างน้อยเขาสามารถจินตนาการได้ว่าหากเธอทำทุกอย่างเหมือนกับเขาจริงๆ นั่นจะส่งผลเสียมากกับบุคลิกภาพของเธอในอนาคต เขาไม่ต้องการให้เธอเป็นเหมือนเขาจริงๆ แค่ต้องการให้เธอมีมุมมองเดียวกันกับเขา มุมมองที่ทำให้เขาไม่ถูกเอาเปรียบ และเขาต้องการให้เธอไม่ถูกเอาเปรียบจากใคร

     “ตกลง.. แต่ใครจะเป็นคนที่สร้างพันธสัญญา.. ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้เจ้าสร้างพันธสัญญา เจ้าก็คงไม่ยอมให้ข้าสร้างพันธสัญญา.. เด็กคนนั้นก็คุมพลังเวทตัวเองไม่ได้ ไม่มีทางที่เธอจะสร้างพันธสัญญาได้ เจ้าจะทำยังไงกับเรื่องนี้”ปราชญ์มังกรตอบตกลงและชี้ให้เห็นถึงปัญหาจากเงื่อนไขของอาคอน

     “อืมม.. ไม่ต้องห่วงเรื่ิองนั้ีนหรอก.. ท่านไม่สงสัยเลยเหรอเกี่ยวกับการทำนายที่ผิดพลาด มันดูเหมือนไม่พลาดแต่ข้าดูจนแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่ในคำทำนายคือข้าไม่ใช่โกเล็ม.. ความจริงข้าจำกัดผลทำนายไว้ในห้องแต่ดันมีพวกสอดรู้จากข้างนอกทำให้ผลของการทำนายถูกรบกวนไป”

     “นั่นก็เลยทำให้ข้ามีโอกาสวางแผนเผื่อเอาไว้อีกสำหรับในกรณีที่ท่านจัดการได้ยากกว่าที่คาดไว้และแผนที่ว่านั่นก็คือคนที่ข้าจะขอให้ช่วยทำสัญญาให้เรา”อาคอนกล่าว

     “หมายความว่าเจ้าต้องการให้ข้ายอมรับการร่ายพันธสัญญากับคนที่เจ้าวานให้มากำจัดข้าอย่างนั้นเหรอ.”ปราชญ์มังกรกล่าวหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่อาคอนพึ่งจะพูด

     “ก็.. ข้าหมายความแบบนั้นแหละ”อาคอนตอบอย่างใจเย็น

     “บ้า!! ไม่มีทางที่ข้าจะยอมรับเรื่องแบบนั้นหรอก”

     “ใจเย็นๆ ฮ่าๆๆๆ ไว้ท่านเห็นเดี๋ยวคงเข้าใจเอง.. ยังไงซะตอนนี้เธอมาถึงแล้ว เวทมายานี่ก็คงไม่จำเป็นเท่าไหร่แล้วล่ะ” อาคอนโบกมือและภาพรอบๆก็เปลี่ยนไป ห้องที่พวกเขาเคยใช้ต่อสู้กลับมาปรากฏในแนวสายตาอีกครั้ง อาเรียในปัจจุบันนั่งอยู่ครงมุมห้องด้วยสีหน้างุนงง

     สักพักประตูเริ่มเปิดออก ชายแก่และหญิงสาวเดินเข้ามาในห้อง เป็นวิริดิสและไวพิเรสนั่นเอง หลังจากที่อาคอนเริ่มการต่อสู้กับปราชญ์มังกรเขาได้วานให้วิริดิสตามไวพิเรสกลับมา

     ไวพิเรสเป็นอสรพิษที่มีความต้านทานเวทสูงและยังคงเป็นผู้ใช้แหวนเลือดมังกร เธอสามารถใช้คำสาปมังกรผ่านแหวนได้ดังนั้นสำหรับเธอการต่อสู้กับมังกรไม่ว่าจะเป็นวิญญาณมังกรหรือมังกรตัวเป็นๆก็มีความหวังน้อยมากที่จะรอดพ้นเงื่อมมือของเธอได้

     อาคอนวางแผนที่จะให้เธอเป็นคนช่วยวางพันธสัญญาให้เนื่องจากสายเลือดอสรพิษของเธอนั้นเป็นสายเลือดมีความภาคภูมิใจสูงส่งยิ่งกว่ามังกรเสียอีก นั่นทำให้เธอหรือเหล่าอสรพิษมีความน่าเชื่อถือมากเพราะด้วยชื่อเสียงของสายเลือดจะเป็นข้อผูกมัดไม่ให้พวกเขาทำเรื่องแย่ที่อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตน อย่างไรก็ตามมีน้อยคนมากที่รู้ว่าเธอมีสายเลือดอสรพิษ

     “อสรพิษ??!!“ ความตื่นตระหนกอย่างเห็นเห็นได้ชัดปรากฏขึ้นจากปราชญ์มังกร

     “โอ้สมกับที่เป็นมังกร ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่าคงจะรู้ทันทีว่าพวกนี้เป็นอสรพิษ.. แบบนี้ก็คงคุยกันง่ายขึ้น ถ้าอสรพิษเป็นคนวางพันธสัญญาท่านก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร”อาคอนกล่าว

     “ตกลง”

     “วางพันธสัญญาอะไรเหรอคะ”ไวพิเรสกล่าวหลังจากได้ยินสิ่งที่โครงกระดูกประหลาดและอาคอนคุยกัน

     “ไวพิเรส.. นี่คือปราชญ์มังกร.. ข้าคิดว่าจะให้อาเรียทำพันธสัญญาอสูรสีเลือดกับปราชญ์มังกรน่ะ”อาคอนอธิบาย

     “มังกรเหรอ… ฮึ่ม”

     “ก็แค่วิญญาณมังกรน่ะ.. ไม่ใช่อะไรที่เจ้าต้องกังวลหรอก.”อาคอนมองไปที่อาเรีย “อาเรียมานี่สิ”

     “ค่า.. ”

     “เราจะใช้อะไรในเป็นภาชนะแห่งพันธสัญญาดี ภาชนะแห่งพันธสัญญาคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากสำหรับเวทพันธสัญญาอสูรสีเลือด สิ่งที่เรียกว่าภาชนะแห่งพันธสัญญานั้น จะต้องเป็นสิ่งที่แสดงถึงตัวตนของผู้ถูกสะกดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพันธสัญญา สำหรับมังกรที่ตายมานานเป็นยี่สิบปีของแบบนั้นคงจะไม่มีเหลือแล้ว”ไวพิเรสกล่าว

     “ท่านไม่มีอะไรเหลือเลยงั้นเหรอปราชญ์มังกร” อาคอนหันไปถามปราชญ์มังกรแทน อย่างไรก็ตามอาคอนต้องผิดหวังเพราะปราชญ์มังกรเพียงส่ายหัวและตอบกลับมาว่าตนสนใจเพียงเวทมนตร์ไม่ได้ให้ค่ากับสิ่งของมากนัก

     เหตุผลที่อาคอนต้องการให้สร้างพันธสัญญาเลือดอสูรเพราะพันธสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนไขผูกมัดที่สามารถให้คนอื่นช่วยวางพันธสัญญาได้ สัญญาอื่นๆนั้นมักจะต้องเป็นการวางสัญญาของคู่พันธสัญญาเอง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้คิดไว้ว่าปราชญ์มังกรจะไม่เก็บอะไรไว้เลย

    “ข้าเองก็แอบดูตอนที่เจ้ามังกรนี่โผล่ออกมาจากร่างของยัยหนูอาเรียอยู่ ทำไมแกต้องจัดรูปพลังเวทมนตร์ให้เป็นรูปกระโหลกด้วยล่ะ”ชายชราวิริดิสถาม

    “พูดอะไรกัน.. ทำไมข้าต้องทำเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นด้วย”ปราชมังกรปฏิเสธทันทีที่ได้ยินสิ่งที่วิริดิสพูด

    “ถ้าเจ้าไม่ได้ตั้งใจแสดงว่ามันคงเป็นสิ่งที่เจ้าคุ้นเคยจนกลายเป็นตัวตนของเจ้าไปแล้วละ เพราะสำหรับข้ามันน่าจะออกมาเป็นรูปนักกล้าม.. ไม่ลองหากระโหลกสักอันมาเป็นภาชนะที่ว่านั่นดูละ”

    เขามองว่านั่นคือหลักการของเวทมนตร์ในตอนแรกแต่มันไม่ใช่ เขาแค่อยากรู้ว่าทำไมต้องเป็นรูปกระโหลกถ้าหากเป็นเขาเขาคงจะสร้างรูปนักกล้ามออกมาแทน

    ปราชญ์มังกรสร้างกระโหลกออกมาหลังจากนั้นและดูเหมือนว่ามันจะใช้ได้ พิธีสร้างพันธสัญญาจึงเริ่มขึ้น อาคอนส่งศิลาซึ่งสลักเงื่อนไขของสัญญาให้ไวพิเรสเพื่อดำเนินพิธีการ

    พันธสัญญาอสูรสีเลือดเป็นเวทมนตร์ที่แปลกประหลาด มันไม่จำเป็นต้องใช้การท่องคาถาหรือหนังสือเวทมนตร์เพียงแค่ใช้วงแหวนเวทที่วาดขึ้นมาก็เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น พันธสัญญาอสูรสีเลือดยังเป็นพันธสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันแต่กลับเป็นสัญญาที่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายนั่นทำให้ไม่มีการใช้งานพันธสัญญานี้มากนัก

    ไวพิเรสวาดวงแหวนพันธสัญญาไว้บนพื้นจากนั้นจึงให้ปราชญ์มังกรและอาเรียมานั่งอยู่ในวงแหวนพันธสัญญา เธอวางกระโหลกที่ปราชญ์มังกรสร้างขึ้นไว้ตรงกลางวงแหวนเวทมนตร์จากนั้นเธอจึงออกไปที่ขอบของวงเวทและเริ่มจ่ายพลังเวทให้กับวงแหวนแห่งพันธสัญญา

    แสงของพลังเวทเริ่มปรากฏขึ้นหลังจากนั้น วงแหวนพันธสัญญาเปล่งประกายด้วยพลังเวทของไวพิเรส

    “อาเรียเจ้ายอมรับเงื่อนไขของพันธสัญญาหรือไม่” ไวพิเรสหันมาถามอาเรียตามพิธีกรรมของสัญญาสัญญาหินศิลาเงื่อนไขหนึ่งก้อนถูกส่งลอยไปตรงหน้าของอาเรีย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าอาเรียยังคงสับสนอยู่มากเธอจึงหันไปหาอาคอนเพื่อขอคำตอบแทน

    “ข้า.. ข้ายอมรับ” อาเรียตอบหลังจากอาจารย์ของเธอพยักหน้าให้ หลังจากนั้นศิลาก้อนนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆและปรากฏลวดลายของคล้ายวงแหวนแห่งพันธสัญญาที่หลังมือขวาของอาเรีย

    “ปราชญ์มังกร เจ้าจะยอมรับเงื่อนไขของพันธสัญญาหรือไม่” หินศิลาเงื่อนไขอีกหนึ่งก้อนถูกส่งลอยมาอยู่ด้านหน้าของปราชญ์มังกรเช่นกัน

    “ข้ายอมรับ” หลังจากที่ปราชญ์มังกรกล่าวหินศิลาเงื่อนไขก็แตกกระจายออก อย่างไรก็ตามมันไม่ได้สร้างวงแหวนพันธสัญญาในร่างของปราชญ์มังกร

    วงแหวนที่เป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาปรากฏขึ้นที่หน้าผากของกระโหลกที่วางอยู่ตรงกลางวงเวทแทนจากนั้นร่างกายที่เป็นกระดูกของปราชญ์มังกรเปล่งแสงแสบตาและร่างกายทั้งหมดก็ถูกดูดเข้าสู่กระโหลกที่อยู่ตรงกลางวงแหวนเวท

    -พิธีกรรมเสร็จสิ้น-

    หัวกระโหลกเริ่มลอยเข้ามาหาอาเรีย จากนั้นจึงกล่าว “ยินดีที่ได้พบสาวน้อย ชื่ออาเรียสินะ ด้วยพันธสัญญาทำให้จากนี้ข้าต้องอยู่ตัวติดกับเจ้า ฝากตัวด้วยล่ะ”

    “เอ๋.. แล้วสกัลกลับออกมาเป็นตัวเต็มๆได้รึเปล่าคะ ถ้าเหลือแค่หัวคงทำอะไรได้ไม่มาก”อาเรียกล่าวกับหัวกระโหลกที่อยู่ตรงหน้า

    “สกัลเหรอ..??”

    “ก็บอกว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกันอีกนานนี่นาก็ควรจะมีชื่อเรียกกันหน่อยสิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ สกัล” อาเรียกล่าวพลางยิ้ม หัวกระโลกมองเธอจากนั้นจึงหันไปมองอาคอนแทน

    “หืมม.ก็ไม่ใช่ชื่อที่เหมาะดีหรอกเหรอ ยังไงในปัจจุบันก็เรียกท่านว่าปราชญ์มังกรไม่ได้แน่ๆก็ใช้ชื่อนี้ก็คงดีไปอีกแบบ “อาคอนกล่าวหลังจากที่หัวกระโหลกหันหน้ามาที่เขา

    “ฮึ่มม.. สกัลก็ได้… ยังไงก็ตามสาวน้อยข้าออกไปเป็นกระโหลกเต็มตัวไม่ได้หรอกอย่างน้อยก็จนกว่าเจ้าจะควบคุมพลังเวทของตนได้ดีพอจนสามารถควบคุมเวทแห่งพันธสัญญาได้ แต่ข้าเองก็เป็นนักเวทและเป็นถึงจอมปราชญ์ยังไงซะข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะช่วยเหลือเจ้าในกรณีที่ข้ามีพลังเวทมากพอ” หัวกระโหลกกล่าวกับอาเรียอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าอาเรียจะไม่เข้าใจที่เขาพูดเท่าใดนักก่อนเอียงศีรษะด้วยความมึนงงก่อนหันไปมองอาคอน

    “เขาหมายถึงเจ้าต้องจ่ายพลังเวทให้เขาอย่างสม่ำเสมอน่ะ ฮ่าๆๆ”

    **********

    ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เหมือนว่าจะเผลอลบพาร์ทนี้ไป read อ่านจะอ่านแบบงงๆหน่อย