คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 150 คำถามของผู้ร่วมสำนัก

            

            ซูฉางอันนิ่งไปในทันที

            กู่เซี่ยนจวินก็เช่นกัน

            มารพิฆาต สวีรั่ง  กระบี่พิรุณ หลัวอวี้เอ๋อร์คุณชายเกศเงิน โฮ่วหรูอี้ นักรบชุดเพลิง ฮวาเฟยจั๋ว...

            นี่เป็นนามที่หายไปนานกว่าสิบปีแล้ว

            และเป็นนามที่ทำให้คนทั้งแผ่นดินยอมศิโรราบด้วยเช่นกัน

            พวกเขาเคยอยู่ในยุคเดียวกับมั่วทิงอวี่ ซึ่งนับเป็นความโชคดีทว่าก็ถือเป็นความโชคร้ายเช่นกัน

            แสงจากดาบของนักดาบ มั่วทิงอวี่ บดบังแสงในตัวของพวกเขาลงจนสิ้น

            หาใช่เพราะพวกเขาแข็งแกร่งไม่พอแต่เป็นเพราะมั่วทิงอวี่แข็งแกร่งเกินไปต่างหาก

            แควก

            ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะได้เอ่ยสิ่งใดออกไป

            ชุดคลุมฟางรวมไปถึงหมวกฟางถักของทั้งสี่ถูกโยนขึ้นสูงในพริบตาเผยให้เห็นร่างที่แท้จริง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมแสนอัปลักษณ์ในที่สุด

            ผู้นำกลุ่มเป็นชายอายุราวสี่สิบปี ผู้มีใบหน้าที่แลดูธรรมดา ไม่สะดุดตาเลยสักนิดทว่าใบหน้านั้น กลับแฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกที่ชวนให้รู้สึกห่างเหินเหลือเกินเขาอยู่ในชุดคลุมสีขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย แบกหอกสีแดงและม่วงเอาไว้อย่างละเล่มที่ด้านหลังคนผู้นี้ก็คือคนที่บอกว่าชื่อสวีรั่งนั่นเอง

            ทางซ้ายมือของเขา เป็นชายในชุดคลุมสีแดงผู้หนึ่ง เพราะเขาอยู่ในที่มืดจึงมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดนัก แต่ที่เอวของเขา มีรอยนูนขึ้นเล็กน้อย ราวมีบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้นดูจากชุดที่เขาสวมใส่ คนผู้นี้คงจะเป็นนักรบชุดเพลิง ฉวาเฟยจั๋วเป็นแน่

            ผู้ที่ยืนอยู่ทางขวามือของชายตรงหน้า เป็นชายที่มีรูปร่างสง่าใบหน้าหล่อเหลา คล้ายกับนักกวีที่มักแต่งกลอนอยู่ริมธารน้ำมิผิด ทว่าผมสีขาวที่ถูกรวบเป็นทรงหางม้าของเขาช่างโดดเด่นสะดุดตาเหลือเกินนี่คงจะเป็นคุณชายเกศเงิน โฮ่วหรูอวี้สินะ เขาขยิบตามาให้ราวรับรู้ได้ถึงสายตาแกมสำรวจของซูฉางอันเช่นนั้น

            ที่มุมขวาสุด ยังมีร่างของใครบางคนยืนอยู่ ซึ่งเจ้าของร่างเป็นสตรีผู้หนึ่ง

            นางสวยมาก และดูอ่อนเยาว์มากเช่นกัน คือน่าจะมีอายุเพียงยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีเท่านั้นทว่ากลิ่นอายแห่งพลังในร่างของนางกลับแลดูลึกลับเหลือเกิน นางทัดกระบี่เรียวเอาไว้ที่ข้างเอวเมื่อได้เห็นซูฉางอันชัดๆ นางก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นอย่างไม่ชอบใจทันที

            ทั้งสองฝ่ายมองสำรวจกันและกันอย่างต่อเนื่องทำให้บรรยากาศเงียบสงัดลงอย่างประหลาด

            ซูฉางอันรู้สึกราวคลื่นยักษ์กำลังถาโถมอยู่ภายในใจ

            หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขารู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน

            ราวเด็กน้อยที่รอจนผู้ปกครองกลับมา หลังต้องทนถูกรังแกอยู่นาน...

            เขาสงบจิตสงบใจลง เตรียมจะกล่าวบางอย่างออกมา แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆเสียงที่เย็นยะเยือกของใครบางคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

            “เจ้าก็คือซูฉางอันเช่นนั้นหรือ?” ชายที่เป็นผู้นำกลุ่มเปิดปากออกเล็กน้อยแล้วถามขึ้น

            เสียงของเขาไม่ได้อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างที่คิดเอาไว้ ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ทำให้พูดไม่ออกต่างหาก

            ซูฉางอันนิ่งไป ทันใดนั้น จู่ๆ ความตื่นเต้นในใจก็ลดลงไปมาก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังตอบกลับไปแต่โดยดี “ข้าเองขอรับ”

            “ดีมาก” ชายที่แบกหอกคู่มาด้วยพยักหน้าน้อยๆ

            อาจเพราะชายตรงหน้ามีท่าทีเย็นชาจนเกินไปหรืออาจเป็นเพราะซูฉางอันรู้สึกตื่นเต้นเกินไป จึงทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นรังสีประหลาดที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของชายตรงหน้า

            “อาจารย์อา! ข้างนอกอากาศหนาวพวกท่านเดินทางมาไกล ต้องเหนื่อยล้าเป็นแน่ เชิญเข้าพักข้างในก่อนเถิดแล้วข้าจะให้หรูเยว่นำอาหารและเครื่องดื่มมาให้” พูดไปพลางซูฉางอันก็เตรียมจะพาทั้งสี่เข้าไปในสำนักเทียนหลานทันที

            ถูกต้อง ซูฉางอันเรียกถูกแล้ว

            ทั้งสี่ล้วนเป็นอาจารย์อาของซูฉางอันด้วยกันทั้งสิ้นพวกเขาเป็นศิษย์ของนักรบแห่งดาราจักรคนอื่นๆ ในสำนักเทียนหลาน ทั้งยังเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในสิบอันดับแรกของอันดับผืนฟ้าอีกด้วย

            แน่นอนทุกคนต่างรู้เรื่องนี้ดี แต่เพราะพวกเขาหายตัวไปนับสิบปีคนส่วนมากจึงแทบจะจำไม่ได้แล้วหากไม่ใช่เพราะนักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาวยังไม่ลบชื่อของพวกเขาออกจากอันดับผืนฟ้ามาจนถึงทุกวันนี้เกรงว่าคนอื่นๆ คงคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว

            ในจดหมายที่อวี้เหิงทิ้งเอาไว้ให้ มีการกล่าวถึงพวกเขาอยู่ บอกว่าซูฉางอันต้องรอจนกว่าพวกเขาจะกลับมาทั้งยังบอกว่าพวกเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้อีกด้วย

            ทั้งสี่ถูกเลือกให้เข้าเป็นศิษย์แท้ของสำนักเทียนหลาน แสดงว่าพวกเขามีความสำคัญเป็นอย่างมากแม้จะไม่ได้มีพรสวรรค์เท่ามั่วทิงอวี่แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งจนเทียบชั้นกับนักดาบอย่างฉู่ซีฟงได้คาดว่าพวกเขาคงจะแข็งแกร่งพอๆ กับอินซานโจ๋วเลยทีเดียวแม้การมาของพวกเขาจะไม่อาจแก้วิกฤตที่สำนักเทียนหลานกำลังประสบ แต่อย่างน้อยก็ทำให้สำนักมีโอกาสรอดจากแผนร้ายในครั้งต่อไปได้มากขึ้นหลายเท่านัก

            อีกอย่าง ในฐานะศิษย์ร่วมสำนักซูฉางอันย่อมดีใจอยู่แล้วที่ได้พบพวกเดียวกัน

            “ไม่ต้อง” ทว่าชายที่เป็นผู้นำกลุ่มกลับยื่นมือออกมาหยุดซูฉางอันเอาไว้เสียก่อน

            ซูฉางอันชะงักลงทันที เขาหันไปมองชายเจ้าของใบหน้าเย็นชาอย่างไม่เข้าใจทว่าในตอนที่เขากำลังจะถามออกไป ก็พบว่าสายตาของชายผู้นั้นพุ่งมายังกระบี่ที่เขาแบกอยู่เสียก่อน

            จากนั้น เสียงเย็นยะเยือกของเขาก็ดังขึ้นที่ข้างหูของซูฉางอันอีกครั้ง

            “ส่งกระบี่สิบทิศและดาบเก้าผจญมา แล้วไสหัวออกไปจากสำนักเทียนหลานเสีย”

            เพียงสิ้นเสียง ซูฉางอันที่เคยมีสีหน้าดีใจก็รู้สึกร่างแข็งทื่อไปทันทีราวยังได้ยินสิ่งที่ชายผู้นั้นพูดไม่ชัดนัก

            “ท่านว่าอย่างไรนะ?” เขาถามขึ้นอีกครั้ง

            “ข้าบอกว่า ส่งกระบี่สิบทิศกับดาบเก้าผจญมา! แล้วไสหัวออกไปจากสำนักเทียนหลานเสีย!” ชายผู้นั้นพูดออกมาด้วยเสียงต่ำราวกับมองไม่เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของซูฉางอันเช่นนั้น

            แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ซูฉางอันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย

            แม้อวี้เหิงจะบอกกับเขาในจดหมายตั้งแต่แรกว่าคนเหล่านี้จะเดินทางกลับมาทันทีที่รู้ข่าวเรื่องการตายของเขา

            แต่ซูฉางอันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะมาถึงเร็วเพียงนี้ ทั้งยังปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันเช่นนี้อีก

            จริงอยู่ที่การมาเยือนของพวกเขานับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นซูฉางอันจึงรู้สึกดีใจมาก

            เพราะอวี้เหิงเคยบอกเอาไว้ในจดหมาย ว่าเขาสามารถเชื่อใจคนเหล่านี้ได้หมดใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา...

            ซูฉางอันเชื่ออาจารย์อวี้เหิง เช่นนั้น เขาจึงต้อนรับและเรียกขานคนเหล่านี้อย่างสนิทสนมและเป็นกันเองทั้งยังคิดจะพูดคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับพวกเขาเสียด้วยซ้ำ

            แต่เขาคิดไม่ถึงเลย ว่าคำแรกที่คนเหล่านี้เอ่ยออกมาจะเป็นคำนี้

            จู่ๆ หิมะก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและร้อนระอุของเด็กหนุ่มกลับเย็นชืดลงในพริบตาเช่นเดียวกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่หมองลงในทันที

            ซูฉางอันมองไปที่ชายเจ้าของใบหน้าเย็นชาอย่างตั้งใจกระทั่งมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ฟัง หรือเข้าใจความหมายของชายผู้นี้ผิดไปจึงกล่าวขึ้นดังนี้...

            “เพราะเหตุใดกัน?” เขาถามออกไปแบบนั้น

            “เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ?” ชายคนนั้นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยราวเพิ่งได้ฟังเรื่องที่น่าขันที่สุดในโลกไปเช่นนั้น “เพราะเจ้าไม่คู่ควร!”

            ไม่คู่ควร...

            ตอนเพิ่งมาที่เมืองฉางอัน เขาได้ยินคำนี้บ่อยเหมือนกัน

            เด็กบ้านนอกจากดินแดนทางเหนือกลับได้เข้าศึกษาในสำนักที่เป็นดั่งที่พำนักของเทพเจ้าในสายตาของคนทั้งแผ่นดินแน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหไม่น้อย

            แต่ต่อมา เพราะเขาล้มคนถึงเจ็ดคนได้พร้อมกันในงานหลอมดาว รวมกับเรื่องที่เขาบุกไปช่วยหรูเยว่ที่หอหมู่ตันกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลังก็ทำให้คำว่าไม่คู่ควรเลือนหายออกไปเรื่อยๆจนในงานร้อยสำนัก เห็นได้ชัดว่าคนส่วนมากต่างก็เลือกเข้าข้างเขา

            ทั้งหมดนี้ ทำใหซูฉางอันเข้าใจแล้วว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลบคำสบประมาทหาใช่การอธิบายไม่ แต่เป็นการเหวี่ยงฟันทำลายทุกอย่างด้วยดาบต่างหาก

            แต่ปัญหาก็คือ พวกคนตรงหน้าเป็นอาจารย์อาของเขา

            แม้จะไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใดพวกเขาถึงพูดจาเย็นชาใส่ แต่ไม่ว่าอย่างไรอาจารย์อาก็เป็นอาจารย์อาอยู่วันยังค่ำ ซูฉางอันสู้พวกเขาไม่ได้ และลงมือกับคนเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน

            เหตุนี้ เขาจึงจ้องไปที่ชายตรงหน้าด้วยแววตาหมองเศร้าโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก

            “เป็นอะไรไป? คิดว่าข้าพูดผิดเช่นนั้นหรือ? ศิษย์ของคนไร้ประโยชน์ ก็ไร้ประโยชน์ไม่ต่างไปจากอาจารย์จริงๆ”เขารับรู้ได้ว่ามีพลังวิญญาณกระจายออกมาจากร่างของซูฉางอันอย่างบ้าคลั่งแต่ก็ถูกเก็บเข้าไปอีกครั้งในวินาทีต่อมา นั่นจึงทำให้เขาแสยะยิ้มแล้วกล่าวขึ้นด้วยท่าทางหยามหมิ่น

            ทันทีที่สิ้นเสียง ซูฉางอันก็เบิกตาขึ้นทันที

            ชิ้ง...

            แสงสีขาวเปล่งประกายขึ้นเฉียบพลัน ดาบของเขาถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็วก่อนซูฉางอันจะจับมันเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง และระเบิดพลังวิญญาณออกไปในพริบตา

            “อาจารย์ข้าไม่ใช่คนไร้ประโยชน์!” ดวงตาที่ใสสะอาดจ้องไปที่ชายผู้นั้นไม่กะพริบแล้วเสียงที่เย็นยะเยือกก็พ่นออกมาทีละพยางค์

            หากไม่มีมั่วทิงอวี่ ก็ไม่มีซูฉางอันในตอนนี้เช่นกัน

            เขาไม่ยอมให้ใครมาพูดดูถูกท่านอาจารย์โดยเด็ดขาด ต่อให้คนผู้นั้นจะเป็นอาจารย์อาก็ตามนี่คือเส้นตายของเขา...

            เมื่อได้เห็นท่าทางของซูฉางอัน ชายผู้นั้นกลับไม่โมโหเลยสักนิด ทว่าเขากลับเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างใจเย็น

            “เป็นอะไรไป? ข้าพูดผิดไปอย่างนั้นหรือ? เขาทำให้อาจารย์ของตัวเองต้องตายแล้วยังอ้างว่าจะแก้แค้นให้อาจารย์เพื่อร้องขอชีวิตและอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีมานานถึงสิบปี แล้วสุดท้ายเล่า? เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ตายแล้วหรือ?บอกข้ามา มั่วทิงอวี่ฆ่าวู๋ถงแล้วหรือยัง?”เสียงของชายผู้นั้นดังขึ้นอย่างฉับพลัน ทันใดนั้นดวงตาที่เคยเย็นยะเยือกก็มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาแทนที่ เขาจ้องมาที่ซูฉางอันราวกำลังเค้นหาคำตอบจากเขา

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน