“การประลองล้วนเป็นไปด้วยความสมัครใจ วันนี้ข้าไม่ต้องการจะสู้ต่อแล้วไม่ได้หรืออย่างไร?” เย่เฉินเอ่ยอย่างเรียบๆ
“เจ้าทำร้ายพวกศิษย์น้องจนแทบจะพิการ แล้วจะสะบัดก้นหนีอย่างนั้นหรือมันจะไม่ง่ายไปหน่อยหรือ” เสียงพูดอันเย็นชาดังขึ้นมาศิษย์ชุดขาวคนหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามา
เมื่อกวาดสายตามองไปยังผู้ที่กำลังเข้ามาเย่เฉินก็หรี่ตาลง รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่คลุมเครือ จึงทำให้เขาต้องสงวนท่าทีไว้
“เขาคือศิษย์แท้จริงลำดับที่หนึ่งของยอดเขาเหรินหยาง มีนามว่า เจียงเฮ่า”หมีสองที่อยู่อีกด้านหนึ่งเตือนเย่เฉินขึ้นมา ในดวงตาเล็กๆนั่นของเขา เขายังสามารถมองเห็นการสงวนท่าทีของเจียงเฮ่าได้
“เย่เฉินทำร้ายคนแล้วจะหนีไปแบบนี้เจ้าทำเหมือนไม่เห็นหัวพวกเราอย่างนั้นหรือ?” มีเสียงอีกเสียงหนึ่งดังตามขึ้นมาศิษย์ชุดม่วงคนหนึ่งได้ตามเข้ามาอย่างสง่างามและลมหายใจของเขาไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของเจียงเฮ่าเลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์ที่แท้จริงลำดับที่หนึ่งของยอดเขาตี้หยาง เขามีนามว่า จื่อซาน”เจ้าหมีสองบอกเย่เฉินอีกครั้ง
“ก้าวหนึ่งของเขาเข้าสู่ขั้นพลังหยางแล้ว” ตอนนี้เย่เฉินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน
เขามั่นใจแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะสมบูรณ์ ก็ยากที่จะต่อสู้กับพวกเขาทั้งสองได้
ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ของพวกเขาสองคน ศิษย์แท้จริงของเหรินหยางและตี้หยางทั้งสองยอดเขา ไม่ว่าเขาจะยโสโอหังเพียงใดก็ยากนักที่สองหมัดจะเอาชนะสี่มือได้
เว้นเสียแต่ว่าเลือดลมอสูรจะถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้ง กำลังของการต่อสู้จะพุ่งทะยานจึงจะสามารถจัดการกับทุกคนได้ แต่วิถีปีศาจนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักหากเปิดเผยวิถีปีศาจออกมา เขาก็อาจจะถูกสายฟ้าฟาดจากผู้แข็งแกร่งของสำนักเหิงเยว่ฟาดตายตั้งแต่ต้น
“ขึ้นมาบนลานประลองแต่โดยดีเถอะ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้”เจียงเฮ่ามองไปยังเย่เฉินและกล่าวขึ้นอย่างเยาะเย้ย
“ศิษย์พี่เจียง นี่ท่านกำลังบังคับให้ข้าต่อสู้งั้นหรือ?” เย่เฉินจ้องมองเจียงเฮ่าอย่างเย็นชา “การประลองบนลานเมฆวายุการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายล้วนเกิดจากความสมัครใจ การมาบังคับขู่เข็ญเช่นนี้ท่านจะละเลยต่อกฎของสำนักเหิงเยว่หรือไง?”
“แล้วจะทำไม”จื่อซานยิ้มอย่างขี้เล่น “พวกเราไม่มานั่งคิดเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก”
“ใช้จำนวนมากรังแกผู้มีจำนวนน้อยอาศัยความแข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอ พวกเจ้ายังมีความละอายกันอยู่อีกไหม”เจ้าหมีสองมองไปยังศิษย์ที่แท้จริงจำนวนมาก “ผลัดกันขึ้นไปสู้เพื่อจัดการกับผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังคนหนึ่งพวกเจ้าก็เปล่าประโยชน์ที่เป็นศิษย์ที่แท้จริง”
พูดจบเขาจึงต้องการจะดึงตัวเย่เฉินออกมา
“จะไปไหน”ยังไม่ทันจะได้เคลื่อนไหวใดๆคาดไม่ถึงว่าศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางก็ลงมือทันทีฝ่ามือหนึ่งก็ถูกปล่อยออกมาจากด้านหลัง
ดวงตาของเย่เฉินเย็นชาเขาจะไปนึกได้อย่างไรว่าศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางจะกล้าลอบโจมตีอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้ชมด้านล่างการประลองเช่นนี้
นึกว่าจะช้าไปแต่กลับรวดเร็วกว่าที่คิด เขาหันตัวกลับในทันทีและใช้ฝ่ามืออสุนีบาตฟาดลงไปอย่างแรง
ตูม!
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องเย่เฉินซึ่งไม่ได้อยู่ในสภาวะสมบูรณ์ถูกฝ่ามือโจมตีเข้าใส่จนกระอักเลือดถอยไปด้านหลัง
เช้ง!
ก่อนที่จะหยุดฝีเท้าลงศิษย์แท้จริงของยอดเขาตี้หยาง ได้ใช้กระบี่สังหารจู่โจมมาทางด้านข้างกระบี่นั้นชี้ไปยังเบื้องหลังของเย่เฉิน
“น่ารังเกียจ”เจ้าหมีสองตะโกนด้วยความโกรธ จากนั้นจึงดึงกระบองฟันหมาป่าของเขาออกมาและช่วยสกัดกั้นกระบี่ฟ้าคำรามเล่มนี้
เมื่อเห็นดังนั้นในฝูงชนก็มีศิษย์ยอดเขาตี้หยางอีกคนโจมตีเข้ามา ปล่อยพลังหมัดออกมาเสียงดังสนั่น
เย่เฉินที่ต้องรับมือจากการโจมตีถึงกับกระอักเลือดจนถอยไปอีกครั้ง
“ตายเสียเถอะ!” มีศิษย์ยอดเขาเหรินหยางคนหนึ่งลงมือจู่โจมมาจากทางด้านหลังอย่างกะทันหันเจาะลงไปบนหลังของเย่เฉินเพียงนิ้วเดียวจากนั้นจึงพลิกฝ่ามือผลักเย่เฉินจนเซถลาไปในทันที
พัฟ!
แสงสะท้อนของเลือดสั่นไหว ทันทีที่เขายืนหยัดกลับมาได้ เขาก็ถูกกระบี่แทงเข้าที่ไหล่
“เอาชีวิตมาให้ได้”เสียงตะโกนดังออกมา ศิษย์ของทั้งสองยอดเขาต่างเคลื่อนไหวในทันทีห้อมล้อมเย่เฉินเอาไว้ จากนั้นก็หมายจะสังหารให้ถึงแก่ความตาย
ในฉากนี้เหล่าศิษย์ที่ดูอยู่โดยรอบต่างตกตะลึง
ใครจะไปคาดคิดว่าศิษย์ที่แท้จริงของสองยอดเขาทั้งตี้หยางและเหรินหยางจะกล้าลงมืออย่างเปิดเผยต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้อีกทั้งยังจะมีการจับกลุ่มกันขึ้นมาอีกเพื่อที่จะโจมตีศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังเพียงแค่คนเดียว
“นี่มันเป็นการละเมิดต่อกฎสำนัก! พวกเขาไม่เกรงกลัวการถูกลงโทษจากสำนักหรืออย่างไร?
“นั่นนะสิ! ทำไมผู้อาวุโสผู้คุมกฎจึงไม่ออกมาจัดการล่ะ”
“เจ้าดูไม่ออกหรือ? ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางและยอดเขาเหรินหยางกล้าจะลงมือเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัลนั่นหมายความว่าจะต้องมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังดังนั้นแม้ว่าผู้อาวุโสผู้คุมกฎก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ อีกอย่างวันนี้ผู้อาวุโสผู้คุมกฎก็ไม่ได้อยู่ในสำนัก”
“ถ้าอย่างนั้นเย่เฉินก็คงต้องตายแน่แล้วใช่ไหม?”
ตูม!
ระหว่างการสนทนาก็มีเสียงตูมตามดังกึกก้องไปทั่วลานเมฆวายุ
เมื่อมองไปโดยรอบการต่อสู้ในระยะประชิด นึกไม่ถึงว่าจะมีคนใช้คาถาอสุนีสวรรค์ศิษย์แท้จริงกลุ่มหนึ่งถึงกับมีท่าทีลังเลใจต่อเสียงระเบิดนั่น
ฉากที่สับสนวุ่นวายเกิดขึ้นทั้งบริเวณท่ามกลางหมอกควันที่ตลบอบอวลได้มีเงาร่างของเย่เฉินที่ชุ่มไปด้วยเลือดเดินโซเซออกมา
“เข้ามาสิ!” เย่เฉินก้าวเท้ายาวออกมา ใบหน้าอันงดงามตอนนี้เริ่มมีความน่าเกลียดอยู่เล็กน้อย
เมื่อมองไปยังมือของเขานึกไม่ถึงว่าจะยังถือยันต์คาถาอสุนีสวรรค์จำนวนสี่แผ่นเอาไว้และดูเหมือนว่าคนที่ใช้คาถาอสุนีสวรรค์ก่อนหน้านี้ก็น่าจะเป็นเขา
บางทีนี่อาจเป็นการถูกบังคับให้เหมือนตายไปแล้วครึ่งหนึ่งไร้พลังในการต่อต้านจากการโดนห้อมล้อมโดยศิษย์ที่แท้จริงจำนวนมากมาย นี่นับว่าเป็นแผนที่เลวร้ายที่สุดและการใช้คาถาอสุนีสวรรค์ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎของสำนักทำให้ศิษย์ที่อยู่โดยรอบต่างตกใจ
“เย่เฉินนึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าฝ่าฝืนกฎของสำนักด้วยการใช้คาถาอสุนีสวรรค์” ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนด่าดังมาจากรอบด้าน
“พวกเจ้ากล้าที่จะปิดล้อมเพื่อโจมตีข้างบนลานเมฆวายุได้แล้วทำไมข้าจะใช้คาถาอสุนีสวรรค์ไม่ได้ จะซ้ายหรือขวาก็คือความตายหนทางสู่ยมโลกคงขาดพวกเจ้าไม่ได้แล้ว” เย่เฉินเต็มไปด้วยใบหน้าที่ดูบ้าคลั่งมองดูศิษย์ที่แท้จริงหลายคนนั้นอย่างเย้ยหยัน ตอนนี้เขาทุ่มไปจนสุดตัวแล้วเพื่อจะลากเอาศิษย์แท้จริงหลายคนนั้นไปในเส้นทางเดียวกัน
“เขาเป็นบ้าไปแล้ว”ศิษย์แท้จริงหลายคนขบฟัน
“ข้าบ้าไปแล้ว”เย่เฉินเลียเลือดที่มุมปากของเขา “ถ้ากล้าก็เข้ามาพวกเรามาร่างกายแหลกเหลวไปพร้อมกัน ภายใต้พลังของคาถาอสุนีสวรรค์เถอะ”
“เย่เฉิน”มีเสียงตะโกนที่รุนแรงดังขึ้น นอกฝูงชนมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาคนที่เข้ามาคือผู้นำศิษย์ของวิหารประกาศิต นามว่า อิ่นจื้อผิง
“เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักนึกไม่ถึงว่าอยู่ในเขตสำนักจะกล้าใช้คาถาอสุนีสวรรค์อย่างเปิดเผยเช่นนี้” อิ่นจื้อผิงตะโกนขึ้นมาอย่างรุนแรงจุดยืนของเขายิ่งเด่นชัดขึ้นมาก ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตามแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ฝั่งของเขาอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่อิ่นท่านเห็นแต่เพียงข้าใช้คาถาอสุนีสวรรค์หรือท่านมองไม่เห็นว่าพวกเขากำลังห้อมล้อมข้าอยู่ด้านล่างลานประลอง?” เย่เฉินพูดอย่างเย็นชาและมองไปยังอิ่นจื้อผิงแต่ในมือก็ยังคงถือคาถาอสุนีสวรรค์เอาไว้
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะสามารถใช้คาถาอสุนีสวรรค์”
“น่าขันยิ่งนักหรือมีดาบจี้คอท่านอยู่หรืออย่างไร ท่านจึงได้ยอมถูกจูงจมูกไปฆ่าอย่างนั้นหรือ? ข้าใช้คาถาอสุนีสวรรค์ ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพื่อป้องกันตัวเอง”
“ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไปสืบหาความจริงกันที่วิหารประกาศิต” อิ่นจื้อผิงตะโกนออกมาอย่างเย็นชาแสงไฟสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อเมื่อดูให้ดีจึงรู้ว่ามันคือเชือกเส้นหนึ่งที่ดูราวกับงูร้าย มันมีความรวดเร็วอย่างมาก
บางทีอาจเป็นเพราะการลงมือที่กะทันหันของอิ่นจื้อผิงหรือความรวดเร็วเป็นพิเศษของเชือกเส้นนี้ ขณะที่เย่เฉินยังไม่ทันรู้ตัวก็ถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา
เย่เฉินพยายามดิ้นรนแต่ความลึกลับของเชือกเส้นนี้เกินความคาดหมายของเขาไปมากไม่เพียงแต่จะสามารถกักพลังปราณของเขาเอาไว้ได้เท่านั้นมันยังสามารถพันธนาการเขาไว้ได้อย่างแน่นหนา จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
“พาตัวไป”อิ่นจื้อผิงตะโกน
ทันใดนั้นศิษย์จากวิหารประกาศิตก็รีบวิ่งออกมา และพาตัวเย่เฉินออกไป
เพื่อแสดงความยุติธรรมอิ่นจื้อผิงจึงสั่งให้ศิษย์ของวิหารประกาศิตนำตัวศิษย์ที่แท้จริงของสองยอดเขาออกมาจากฝูงชน
เพียงแต่ในขณะที่กำลังแยกออกจากฝูงชน อิ่นจื้อผิงและศิษย์แท้จริงของทั้งสองยอดเขาต่างมองหน้ากันและกันพร้อมกับมีรอยยิ้มขึ้นมาราวกับว่าฉากเหตุการณ์นี้ได้ถูกวางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว
การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของพวกเขาถูกเจ้าหมีสองจับได้แล้ว
แม้ว่าเขาจะดูไม่น่าเชื่อถือแต่กลับมีความชาญฉลาดมาก นี่เป็นแผนชั่วร้ายสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างวิหารประกาศิตและสองยอดเขาพวกเขามีความคิดเช่นเดียวกัน วันนี้เย่เฉินถูกจับตัวไป ก็ยากที่จะมีชีวิตรอดออกมา
“หมีสองเจ้าพาพวกหู่หวาออกไปจากสำนักเหิงเยว่” เย่เฉินที่กำลังถูกลากได้แผดเสียงคำรามออกมาอย่างร้อนรน
บางทีเขาอาจจะดูออกเช่นกันว่าวันนี้เมื่อเข้าไปยังวิหารประกาศิตแล้ว ก็คงจะยากที่จะมีชีวิตรอดออกมาเขาไม่อยากให้หลังจากเขาตายจากไป คนที่เขาเป็นห่วงจะต้องมาถูกรังแกสิ่งที่เขาจะทำได้ จึงมีเพียงการฝากฝังพวกหู่หวาไว้กับเจ้าหมีสอง
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินถูกลากออกไปแล้วเจ้าหมีสองก็ขบฟัน รังเกียจผู้ที่อยู่เบื้องหลังสองยอดเขาเป็นอย่างมากแม้ว่าเขาจะมาจากตระกูลสยง แต่ก็ยากที่จะช่วยรักษาชีวิตของเย่เฉิน
ผู้อยู่เบื้องหลังงั้นหรือ?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้เจ้าหมีสองก็ตาสว่างขึ้นทันที
“ผู้อยู่เบื้องหลังแข็งแกร่งนักหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะตามหาผู้อยู่เบื้องหลังที่พวกเจ้าแตะต้องไม่ได้มาช่วยเย่เฉิน”