ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 ลอบโจมตี


            ตอนนี้ด้านล่างมีคนเหลือไม่มากแล้ว ในกลุ่มนั้นรวมเฉินอ้าวเทียน ซ่างกวนหง โจวมู่ไป๋ เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ และเฟิงเฉียน ส่วนคนอื่น ๆ พ่ายแพ้ให้กับพลังกดดันแห่งฟ้าดินที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถอยลงจากบันได เพราะหากอยู่ต่อก็อาจถูกพลังที่น่าสะพรึงกลัวนั่นกดทับจนตาย

            ทุกคนต่างมองเย่เฟิงไม่ละสายตา พวกเขาอยากเห็นว่าชายผู้นี้จะคว้าผลเทียนเสวียนผลที่เก้ามาครองได้หรือไม่ และจากนั้นเขาจะเป็นอย่างไรต่อ

            ทว่าเย่เฟิงไม่สนใจสายตาคนอื่น เขาเดินไปทางด้านผลเทียนเสวียนพร้อมกับมีอำนาจฟ้าดินแพร่กระจายไปทั่วอากาศเข้ากดทับร่างเย่เฟิง แต่ร่างกายของเย่เฟิงราวกับหลอมรวมกับอำนาจชนิดหนึ่งที่สอดคล้องกับฟ้าดิน

            ทุกย่างก้าวของเขาล้วนมั่นคงขณะเดินไปหาผลเทียนเสวียน แม้จะมีพลังกดดันจู่โจมร่างกาย แต่กลับทำอะไรเขาไม่ได้ ตอนนี้เย่เฟิงรู้สึกได้จาง ๆ ว่าอำนาจที่เขาเรียนรู้ก่อนหน้านี้กำลังยกระดับศักยภาพ สามารถสื่อสารกับฟ้าดินและได้รับพลังที่แข็งแกร่งขึ้น

            เฉินอ้าวเทียนต้องหน้าบูดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด แม้เขาจะไม่กดระดับการบ่มเพาะ แต่ก็ขึ้นบันไดมาได้แค่ขั้นที่แปด ยังห่างชั้นกับเย่เฟิงอีกมากโข

            ในที่สุดผู้คนก็เห็นเย่เฟิงคว้าผลเทียนเสวียนผลที่เก้ามาอยู่ในมือได้สำเร็จ นาทีนี้ทุกคนต่างอดใจเต้นโครมครามไม่ได้ แปดผลในเก้าผลเทียนเสวียนตกอยู่ในมือของคนผู้เดียว ซึ่งอยู่เพียงขั้นบ่มเพาะกายาที่ 7 และมีระดับการบ่มเพาะต่ำที่สุดในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ ฟังแล้วก็ช่างน่าขันยิ่งนัก

            “อยากฆ่าข้าพวกเจ้ายังอ่อนหัดนัก!” เย่เฟิงกล่าวเสียงเย็นขณะกวาดตามองด้านล่าง ผลเทียนเสวียนปรากฏ เขาเย่เฟิงพึ่งพิงสติปัญญาจนคว้าผลเทียนเสวียนมาได้แปดผล นี่ถือว่าพิสูจน์ความสามารถของเขาแล้ว

            โลกของผู้แข็งแกร่งก็เป็นเช่นนี้แล เมื่อเจ้ามีพละกำลังมหาศาลก็ยิ่งได้ทรัพยากรชั้นยอด และไร้ซึ่งความเมตตาใด ๆ

            “ปัง!” ตอนนั้นเองมีเสียงระเบิดดังขึ้น พื้นดินสั่นไหว ลำต้นขนาดใหญ่ของต้นเทียนเสวียนเริ่มสั่น ก่อนพื้นดินจะยุบและต้นไม้ค่อย ๆ มุดลงพื้นดินไปทีละนิด

            “นี่มัน...” ผู้คนต่างนิ่งงัน ผู้คนที่อยู่ใต้ต้นเทียนเสวียนก็รีบถอยออกห่าง

            “ผลเทียนเสวียนถูกเก็บหมดแล้ว ต้นเทียนเสวียนจึงลงดินอีกครั้ง!” มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้เย่เฟิงและคนอื่น ๆ ที่อยู่บนต้นไม้เริ่มทยอยหนีออกมา

            “ครืน!” เสียงสะเทือนยังคงดัง ต้นไม้มุดลงดินอย่างต่อเนื่อง พลอยทำให้พื้นดินรอบ ๆ แตกร้าวจนกลายเป็นหลุมยุบ

            เย่เฟิงร่อนลงพื้นดินและเดินไปหาไป๋หลิงกับซุนจิ้ง

            “เราไปกันเถอะ!” เย่เฟิงกล่าวกับไป๋หลิง เขาคนเดียวคว้าผลเทียนเสวียนมาได้ถึงแปดผล จึงกลายเป็นเป้าสายตาของใครหลาย ๆ คน เขาจึงย่อมอยู่ที่นี่ไม่ได้

            ไป๋หลิงกะพริบตาปริบ ๆ ขณะมองเย่เฟิง แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ เย่เฟิงก็ยังไม่ลืมนางกับซุนจิ้ง นี่ทำให้ไป๋หลิงรู้สึกซาบซึ้งใจ

            “ศิษย์น้องเย่ ข้าซึ้งใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้ารู้สถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้ดี หากข้ากับศิษย์น้องข้าไปด้วยก็จะเป็นภาระของเจ้าเสียเปล่า ๆ เพราะงั้นเจ้าไม่ต้องห่วงเราสองคน ไปเถิด หากเราสองคนเจอเรื่องไม่คาดฝันก็จะใช้ยันต์เคลื่อนย้ายทันที” แววตาของไป๋หลิงเผยประกายแสงและพูดต่อ “ศิษย์น้องรีบไปเถอะ ข้าหวังว่าเจ้าจะสร้างปาฏิหาริย์มากขึ้นในการทดสอบนี้”

            ขณะที่เย่เฟิงมองไป๋หลิง เขาก็อ่านความคิดของอีกฝ่ายออก ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ ไป๋หลิงกับซุนจิ้งยังมีพลังไม่เพียงพอ จากไปเช่นนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ดังนั้นเย่เฟิงจึงพยักหน้าให้ไป๋หลิงพร้อมกล่าว “เจ้าสองคนรักษาตัวด้วย ข้าไปก่อนละ!”

            เมื่อกล่าวจบ เย่เฟิงใช้ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อไปจากที่นี่อย่างไม่ลังเล

            “อย่าให้เขาหนีไปได้ ทุกคนตาม!” มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ซึ่งเป็นไปตามที่เย่เฟิงคาดการณ์ไว้ มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากแห่กันไล่ตามเขาไป

            ต้องรู้ก่อนว่าเขาในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากคลังสมบัติที่มีขาเดินได้ ตราบใดที่ฆ่าเขา เช่นนั้นผลเทียนเสวียนทั้งแปดผลก็จะตกเป็นของพวกเขา

            แววตาของเย่เฟิงเผยประกายเยือกเย็น พลังดาราโคจรบนร่างกาย พร้อมย่างก้าวดาวตกผีเสื้อเร่งถึงขีดสูงสุด เขาจึงรวดเร็วอย่างไม่น่าเหลือเชื่อ มีคนมากมายไล่ตามเขามาขนาดนี้ เขาอยู่เพียงขั้นบ่มเพาะกายาที่ 7 แม้เขาเพิ่งจะเรียนรู้อำนาจอย่างลึกซึ้งที่บันไดเถาวัลย์ของต้นเทียนเสวียน แต่ผู้ฝึกยุทธ์มีมากเช่นนี้ เขายังคงรับมือไม่ได้และอาจตายก็เป็นได้

            “หยุดนะ!” หลังจากหนีมาได้สักระยะหนึ่ง พลันมีสองเงาร่างปรากฏตัวที่ข้างหน้าและขวางทางเย่เฟิง สายตาที่พวกเขามองมาที่เย่เฟิงมีแต่ความเย็นยะเยือกและแฝงด้วยจิตสังหาร

            “เจ้าสวะ ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อของตระกูลหวังข้าไม่แพร่งพรายให้คนนอกรู้ แล้วเจ้าไปเรียนมาจากที่ไหน?” หนึ่งในนั้นกล่าวเสียงเย็นพลางมีไอสังหารแผ่ออกจากร่าง

            เย่เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทราบตัวตนของสองคนนี้ในทันที นั่นคือคนของตระกูลหวังแห่งเมืองหลวง

            เพราะการเดินทางไปยังเมืองหลวง เย่เฟิงจึงพบกับซ่งซินหลิงที่เทือกเขาปี้หลิงและได้เป็นเพื่อนร่วมทางกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้โจวมู่ไป๋จงเกลียดจงชัง จึงส่งหวังหลงไปลอบสังหารเย่เฟิง ทว่าเย่เฟิงกลับสังหารพวกหวังหลงจนเกลี้ยง จากนั้นเก็บทักษะย่างก้าวดาวตกผีเสื้อจากหวังหลงไปและฝึกมัน

            ในระหว่างการฝึก เย่เฟิงรู้ซึ้งถึงความน่าอัศจรรย์ของทักษะย่างก้าวดาวตกผีเสื้อชุดนี้ จึงเดาว่าทักษะชุดนี้ไม่ใช่ทักษะธรรมดา ๆ แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าย่างก้าวดาวตกผีเสื้อจะเป็นทักษะเคล็ดวิชาของตระกูลหวัง ไม่แปลกใจที่ทักษะย่างก้าวนี้จะน่าอัศจรรย์ขนาดนี้

            “ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ไสหัวไป!” เย่เฟิงตอบกลับ ไม่ว่าอีกจะฝ่ายเป็นใคร เย่เฟิงก็ไม่คิดจะตอบคำถามของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นเขายังสัมผัสถึงจิตสังหารจากตัวพวกเขาได้

            “เหิมเกริม!” ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลหวังคนนั้นแสยะยิ้มพลางกล่าวขึ้น

            “บอกมา เจ้าฆ่าหวังหลงใช่หรือไม่? เจ้าฆ่าเขาแล้วชิงคัมภีร์ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อไป? สวะอย่างเจ้าจะใจกล้ามากไปแล้ว ทักษะของตระกูลหวังข้าที่ไม่แพร่งพรายให้คนนอกรู้ แต่เจ้ากลับกล้าขโมย”

            “เลิกพล่ามไร้สาระกับเขาได้แล้ว ฆ่าเขาก่อนแล้วชิงผลเทียนเสวียนมา ส่วนคัมภีร์ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อก็ต้องอยู่ที่ตัวเขา!” ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลหวังอีกคนกล่าว

            “ถูก มีคัมภีร์ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อ พวกเราจะได้รับความสนใจจากตระกูล!” ผู้ฝึกยุทธ์อีกคนเห็นด้วยพลางเผยสีหน้าละโมบ

            ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อคือทักษะเฉพาะของตระกูลหวัง มีเพียงผู้มีพรสวรรค์ที่สุดในตระกูลจึงจะมีสิทธิ์ฝึกทักษะนี้

            เมื่อหลายวันก่อน ทักษะของตระกูลหวังเขาถูกขโมยไป หลังจากตรวจสอบก็พบว่าเป็นหวังหลง ก่อนหน้านี้หวังหลงได้หายตัวไปจากบ้าน บัดนี้เขาสองคนเห็นเย่เฟิงใช้ย่างก้าวดาวตกผีเสื้อ ก็ย่อมเกี่ยวข้องกับการตายของหวังหลง

            สองคนนี้อยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 สูงกว่าเย่เฟิงถึงสองขั้น มีข้อได้เปรียบมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะฆ่าและชิงสมบัติ

            หนึ่งในสองคนนั้นลงมือโจมตีเย่เฟิงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขามีรูปร่างสูงใหญ่ พละกำลังจึงแข็งแกร่ง หมัดที่เขาปล่อยไปก็หนักถึงหมื่นจิน หากหมัดนี้โดนตัวเย่เฟิง เขาต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ฝ่ามือภูผาพิฆาต!” เย่เฟิงแผดเสียงตะโกน เขาปล่อยฝ่ามือภูผาพิฆาตที่ผสานด้วยเอกลักษณ์หอกออกไป ก่อนจะเข้าปะทะกับหมัดของผู้ฝึกยุทธ์คนนั้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น แม้ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นจะอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 แต่ยังไม่ได้เรียนรู้พลังแห่งอำนาจ แล้วมีหรือเขาจะใช่คู่ต่อสู้ของเย่เฟิง ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นถูกฝ่ามือภูผาพิฆาตซัดจนกระเด็นปลิว อวัยวะภายในถูกทำลาย

            หลังจากผ่านประสบการณ์ที่บันไดเถาวัลย์ พลังแห่งอำนาจของเย่เฟิงก็ยกระดับขึ้น เขาจึงสำแดงพลังได้แข็งแกร่งขนาดนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 ก็ยังเปราะบาง รับการโจมตีของเขาก็ไม่ได้

            “จะเป็นไปได้ยังไง เจ้าอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 7 จะทรงพลังขนาดนี้ได้เยี่ยงไร?” ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลหวังอีกคนเห็นฉากนี้ก็ต้องตกตะลึงจนหน้าซีดเผือด และตัวสั่นเทาเล็กน้อย กระทั่งลืมว่าต้องโจมตีเย่เฟิง

            “เจ้าไม่ต้องรู้เรื่องพวกนี้หรอก!” เย่เฟิงเผยสีหน้าเย็นเยียบ จากนั้นเขาก้าวออกมา ก่อนจะไปปรากฏตัวที่เบื้องหน้าอีกฝ่ายในชั่วพริบตา พร้อมปล่อยฝ่ามือเข้าโจมตีจุดตันเถียนและจุดชี่ไห่ของอีกฝ่าย

            ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นเผยสีหน้าสิ้นหวัง เขากระทั่งไม่มีความกล้าพอจะเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้ของเย่เฟิง ดังนั้นการบ่มเพาะของเขาจึงถูกทำลาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาด่าเย่เฟิงว่าเป็นเศษสวะ แต่เศษสวะที่ว่านั้นดูเหมือนจะเหมาะสมกับเขาในเวลานี้มากที่สุด

            “วูบ!!!” ขณะนั้นมีหลายเงาร่างทะยานมาทางนี้ ก่อนจะล้อมกรอบเย่เฟิง สายตาที่พวกเขามองเย่เฟิงก็ไม่ต่างจากเหยื่อ

            “คนของตระกูลเฉิน!” เย่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเคยเห็นคนเหล่านี้ก่อนที่จะเข้าหุบเขา ซึ่งก็คือลูกน้องของเฉินอ้าวเทียน

            คนรับใช้ระดับสูงที่มีนามว่าเฉินข่ายก็อยู่ในนั้นด้วย คนผู้นี้คือคนรักของซุนจิ้ง และทั้งสองก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ทว่าเฉินข่ายกลับเห็นซุนจิ้งอยู่กับเย่เฟิงที่ใต้ต้นเทียนเสวียนเมื่อครู่นี้ ส่วนซุนจิ้งก็ไม่สนใจเขา นี่ทำให้เฉินข่ายอดไม่ได้ที่จะเกลียดเย่เฟิง

            “ส่งผลเทียนเสวียนมาซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!” เฉินข่ายตวาดใส่เสียงดัง แววตาที่มองเย่เฟิงก็ดูยโสโอหังอย่างมาก แม้เขาเฉินข่ายจะเป็นเพียงคนรับใช้ของตระกูลเฉิน แต่พลังของเขาถือว่าแข็งแกร่ง ทั้งยังอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 บัดนี้มีสหายอยู่ข้างกายอีกหลายคน หากต้องการฆ่าเย่เฟิงก็ทำได้อย่างง่ายดาย เมื่อชิงผลเทียนเสวียนมาได้ เฉินอ้าวเทียนอาจตกรางวัลเขาเป็นผลเทียนเสวียนสักผลก็ได้

            “ฮ่า ๆ ๆ” เย่เฟิงแค่นเสียงหัวเราะด้วยความดูถูกพร้อมกล่าวว่า “ก็แค่สุนัขตัวหนึ่งของตระกูลเฉิน กล้าดียังไงมาพูดกับข้า ถ้าเจ้าไม่อยากตาย จงพาสหายสุนัขของเจ้าไสหัวไปจากที่นี่ซะ!”

            “เจ้าว่าอะไรนะ สวะอย่างเจ้าช่างใจกล้ายิ่งนัก! แค่เจ้าแตะต้องซุนจิ้งคนรักของข้า มันก็เพียงพอที่เจ้าจะตายเป็นพัน ๆ ครั้งแล้ว” เฉินข่ายได้ยินเช่นนั้นก็เผยสีหน้าอึมครึม ตอนแรกเขาข่มอารมณ์ไว้ แต่พอได้ยินคำพูดของเย่เฟิง มันก็ได้ระเบิดออกมา

            “งั้นหรือ?” เย่เฟิงแค่นเสียงหัวเราะ ที่แท้เฉินข่ายก็เข้าใจเขากับซุนจิ้งผิดไป จึงเกลียดเขา

            ผู้หญิงอย่างซุนจิ้ง มีหรือเขาเย่เฟิงจะแตะต้องตัว?

            “ข้าว่าเจ้าไม่เห็นโลงศพคงไม่หลั่งน้ำตา! เช่นนั้นข้าจะตัดแขนตัดขาและทำลายการบ่มเพาะของเจ้า ดูซิว่าต่อไปเจ้าจะต่อกรกับตระกูลเฉินยังไง!” เฉินข่ายกล่าวเสียงเย็น เขาต้องการมอบบทเรียนที่ทุกข์ทรมานที่สุดให้กับเย่เฟิง

            “บุก!” สิ้นเสียงคำสั่งของเฉินข่าย ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลหวังที่เหลือก็ปลดปล่อยพลังปราณ ซึ่งคนเหล่านี้แตกต่างกับชายหนุ่มสองคนนั้นที่ถูกเย่เฟิงทำลายการบ่มเพาะไปก่อนหน้านี้

            รังสีมีดของหนึ่งในนั้นไปถึงตัวเย่เฟิงก่อนใคร จากนั้นมันกรีดผ่านแขนข้างหนึ่งของเย่เฟิง ซึ่งทั้งความเร็วและพลังล้วนถูกควบคุมอย่างแม่นยำและถูกต้อง


    คล้ายกับเรื่องชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต ที่คุณอ่าน