ตอนที่ 19 ความต่าง
หลังจากหลินเฟยได้รับของรางวัลมากมายแต่ที่สำคัญกับเขาจริงๆคงมีเพียงผลึกอสูรระดับกลางกว่าห้าสิบก้อนเท่านั้นและเหรียญทองอีกหนึ่งพันเหรียญ แน่นอนว่าอย่างหลังฟลินเฟยตั้งใจมอบมันให้กับบิดาทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการรับรางวัล
"เฟยเอ๋อร์ เ้าทำให้พ่อภูมิใจแล้ว ฮ่าๆ"
หลินกวงเย่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลินเฟยจะสามารถ คว้าอันดับหนึ่งในงานศิษย์สายนอกมาได้ ในรุ่นของเขาเองยังเพียงแค่ติดหนึ่งในสามร้อยเท่านั้น
"เช่นนี้ก็ดีมากขึ้นแล้ว ข้าสมควรต้องส่งข่าวไปให้กับอาของเ้าให้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันได้แล้วในตอนนี้"
หลินเฟยยิ้มอย่างอารมณ์ดีเขาเองก็ไม่ได้เจออาของเขาผู้เป็น้องชายของพ่อมานานมากแล้ว ด้วยความกดดันหลายๆอย่างอาของเขา 'หลินเจิ้ง' จำต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ชนบทอันห่างไกลเพื่อหลีกหนีอำนาจของผู้าุโห้า ที่คอยหาจังหวะกลั่นแกล้งตระกูลหลินตลอดเวลา
"ท่านพ่อยังมีอีกหนึ่งเื่"
หลินเฟยหยิบฉวยของในถุงสมบัติออกมาวางบนโต๊ะเพียงด้วยท่าทีสบายๆแต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้หลินกวงเย่ผู้เป็บิดาต้องอ้าปากค้างไปอีกรอบ
"นะ นี่มัน"
แสงระยิบระยับเปล่งประกายจนแสบตา ผลึกอสูรระดับกลางกว่าสามสิบก้อนกองอยู่บนโต๊ะปลดปล่อยกลิ่นไอแห่งฟ้าดินอันเข้มข้นออกมากระจายไปทั่วบริเวณ
"ใช่แล้วท่านพ่อ มันจะทำให้ตบะของท่านเพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย"
"เฟยเอ๋อร์.." หลินกวงเย่มองบุตรชายด้วยสายตาลึกซึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ...ไม่ใช่ว่าพ่อไม่อยากได้แต่พลังตบะของพ่อหยุดนิ่งที่ปราณยุทธเงินขั้นเก้าระดับสูงมานานแล้วการจะทะลวงขั้นนั้นจำต้อง..มะ" ยังไม่ทันที่หลินกวงเย่จะได้พูดจบหลินเฟยก็หยิบโอสถเม็ดหนึ่งยื่นไปทางเขา
"นี่คือโอสถขยายพลังปราณ ข้าได้มาจากการชนะงานประลองเช่นกัน" หลินเฟยแย้มยิ้มยัดใส่มือของบิดาที่ยังมีสีหน้างงงัน
"แต่ยานี้กับผลึกพวกนี้มันจะมีประโยชน์กับเ้ามหาศาล..."
หลินกวงเย่หน้านิ่วคิ้วขมวด ตัวมันเองแทบจะล้มเลิกความตั้งใจในการบำเพ็ญตบะไปแล้ว สำหรับสิ่งของที่นับว่าล้ำค่าขนาดนี้ยิ่งโอสถนั้นคือยาวิเศษระดับสามเป็อย่างน้อย ย่อมส่งผลดีต่อบุตรของมันอย่างไม่ต้องสงสัยมันจึงเต็มไปด้วยความลังเล
"ท่านพ่อโอสถวิเศษนี้ข้าได้รับมาสองเม็ดและดูดซับมันหมดไปแล้ว หากข้าดูดซับมันเข้าย่อมไม่ได้ประโยชน์อันใด ส่วนผลึกอสูรนั่นก็เพียงครึ่งนึงของข้าเท่านั้นท่านพ่ออย่าได้ขัดใจข้าเลย" หลิยเฟยทำหน้าจริงจังเขารู้ดีว่าหากไม่พูดไปแบบนี้พ่อของเขาย่อมไม่มีทางรับโอสถและผลึกอสรูเหล่านี้ไป
ส่วนโอสถวิเศษระดับสามนั้นหลินเฟยได้รับมาเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น แต่หากเขาดูดซับมันย่อมไม่ได้ประโยชน์จริงๆ เพราะชีพจรทางเดินลมปราณของเขานั้นแทบจะไม่สามารถขยายไปได้มากกว่านี้แล้วในตอนนี้
"พ่อเข้าใจแล้ว" หลินกวงเย่รับของทั้งหมดไปก่อนจะสั่งให้ข้ารับใช้เก่าแก่คนหนึ่งไปแจ้งข่าวแก่น้องชายของเขาว่า...ตระกูลหลินใกล้จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง!
หลังจากร่ำลาและคัดลอกวิชาลับประจำตระกูลฉบับปรับปรุงให้แก่บิดาซึ่งพอได้ดูเนื้อหาด้านในเขาก็ต้องตะลึงไปอีกหนึ่งรอบ เพราะเนื้อหาที่เขาเคยไม่เข้าใจและยากจะฝึกได้กลับทำให้เข้าใจง่ายและลดระดับภาระของร่างกายให้ถึงจุดที่แทบจะไร้ผลกระทบแต่นั่นก็เพียงแค่สองกระบวนท่าแรก
...แน่นอนว่ากว่าจะได้ฉบับปรับปรุงนี้นั้นหลินเฟยได้ผ่านความเ็ปไปไม่น้อยเลย ส่วนกระบวนท่าที่สาม พายุหมัดเมฆาคลั่งนั้นหลินเฟยแม้จะฝึกสำเร็จแต่ก็ยังไม่ได้ฝึกฝนมากนัก
จึงทำให้ยังไม่สามารถปรับปรุงมันได้ เพียงเขานึกถึง่เวลาที่ได้ฝึกฝนกระบวนท่าที่สามก็มั่นใจได้เลยว่าด้วยร่างกายและตบะของบิดาเขาในตอนนี้นั้น ยังไม่สามารถที่จะฝึกมันได้สำเร็จแน่นอน หลินเฟยจึงต้องค่อยๆกลับไปแก้ไขแล้วนำมามอบให้ในครั้งหน้าจะดีกว่า
ด้วยทรัพยากรและเคล็ดวิชาฉบับปรับปรุงในครั้งนี้ที่หลินเฟยมอบให้กับบิดาจะทำให้ประมุขตระกูลหลินผู้นี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากมายเลยทีเดียว
หลังจากจัดการธุระของตนเองเสร็จสิ้นหลินเฟยก็ได้กลับไปยังสำนักโลหิตัด้วยความสบายใจ หลินเฟยไม่ได้เก็บสัมภาระต่างๆไปด้วย เพราะที่นั่นต่างมีให้อย่างพรั่งพร้อมอยู่แล้วซึ่งเป็เื่ที่ผู้าุโสองซุนม่อหลงบอกกล่าวกับเขาไว้
หลินเฟยใช้ป้ายตัวตนของศิษย์หลักผ่านเข้าไปยังกำแพงชั้นในนั่นทำให้ชายชุดดำที่มีหน้าที่เฝ้าประตูต่างใรีบประสานมือทำความเคารพเขาทันทีตัวตนของศิษย์หลักนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกมันจะล่วงเกินได้พวกเขาเ่าั้มีฐานะที่สูงส่งเป็รองเพียงแค่สิบหัวหน้าผู้าุโเท่านั้น
บรรยากาศในฝั่งกำแพงชั้นในนั้นต่างกับอีกด้านโดยสิ้นเชิง ด้วยจำนวนศิษย์สายในต่อปีที่รับเข้ามาจากศิษย์สายนอกเพียงปีละสี่ร้อยคนนั้นทำให้ศิษย์สายในมีอยู่เพียงหมื่นกว่าคนเท่านั้น
นี่ก็เป็หนึ่งเหตุผลที่ทำให้บรรยากาศภายในกำแพงชั้นในออกจะวังเวงไปสักหน่อยและอีกเหตุผลคือศิษย์สายในส่วนมากจะเน้นไปที่การฝึกตบะบ่มเพาะพลัง
หากพวกเขาไม่สามารถก้าวผ่านขั้นปราณยุทธขาวไปได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปีก็จะต้องออกจากสำนักหรือรับหน้าที่ต่างๆของสำนักกลายเป็หน่วยชุดดำอย่างที่หลินเฟยพบเจอที่ประตูทางเข้านั่นเอง
"คารวะ ท่านอาจารย์ซุนม่อหลงขอรับ" หลินเฟยค้อมตัวคารวะผู้าุโสองทันทีที่มาถึงตำหนักยาหลัก
ดูเหมือนว่าการมาของเขานั้นจะอยู่ในการคาดการณ์ของผู้าุโท่านนี้อยู่แล้ว จึงได้มายืนรอเขาที่หน้าตำหนักยาหลักด้วยรอยยิ้มเช่นนี้
"หลินเฟย ในเมื่อการประลองต่างๆจบลงแล้วเ้าก็นับว่าเป็ศิษย์หลักของอาจารย์อย่างเป็ทางการ เอาของพวกนี้ไป นี่เป็โอสถต่างๆที่ข้าปรุงด้วยตนเองมันย่อมช่วยเ้าให้ก้าวหน้าเร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน แล้วก็ยังมีเงินต่อเดือนสำหรับฐานะศิษย์หลักของเ้าด้วย"
"ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ"
หลินเฟยยิ้มกว้างรับของมาด้วยความยินดี เพียงได้กลิ่นหอมของโอสถสามเม็ดที่อยู่บนฝ่ามือน้ำลายเขาก็ไหลออกมาน้อยๆพร้อมกับดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
"เอาล่ะเ้าคงจะเหนื่อยแล้วข้าจะให้ศิษย์พี่ของเ้านำเ้าไปยังตำหนักของเ้าแล้วกัน พวกเ้าล้วนเคยพบเจอกันมาแล้ว ตอนนี้ข้ามีลูกศิษย์เพียงสองคนเท่านั้นเมื่อนับรวมเ้าด้วย" ผู้าุโสองกล่าวยิ้มๆ ยังไม่ทันที่หลินเฟยจะได้สอบถามอะไรทางด้านหลังของผู้าุโสองก็มีดรุณีผู้งดงามเดินออกมา
"เซียงอี้เหยียน..." หลินเฟยแทบจะตกอยู่ในภวังค์หลุดปากออกมาเบาๆ แต่นั้นก็ทำให้เซียงอี้เหยียนถึงกับขมวดคิ้ว
"ข้าเป็ศิษย์พี่ของเ้า และข้าก็อายุมากกว่าเ้าด้วยเพราะฉะนั้น เ้าก็ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่!" เซียงอี้เหยียนกล่าวพร้อมกับส่งสายตาดุๆมาทางหลินเฟย
"อึก!"
หลินเฟยแทบจะสะท้านไปทั้งร่างแม้เขาจะเคยพบเจอกับศิษย์พี่คนสวยของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขามีภูมิต้านทานความงามล่มเมืองของศิษย์พี่ผู้นี้ได้เลย
"ไปกันเถอะ" นางกล่าวออกมาพร้อมกับค้อมหัวไปยังผู้าุโที่สอง
นางออกเดินนำหลินเฟยไปทันทีด้วยความไม่พอใจสักเท่าไหร่ศิษย์น้องคนนี้กลับเรียกชื่อตนเองห้วนๆแถมยังเอาแต่จ้องหน้านางไม่กระพริบอีก มันทำให้นางอารมณ์เสียเล็กๆ
หลินเฟยรีบคารวะลาอาจารย์ของเขาก่อนจะวิ่งตามศิษย์พี่คนสวยของเขาไป นางไม่แม้แต่จะหันกลับมามองว่าหลินเฟยตามมาหรือไม่ หลินเฟยได้แต่แอบสบถในใจหากเขาหลงไปเล่าใครจะรับผิดชอบ?
"ศิษย์พี่ วันนี้ท่านช่างงดงามยิ่งนัก" หลินเฟยกล่าวยิ้มๆ เขาไม่อยากทำให้ศิษย์พี่ผู้นี้ไม่พอใจจึงตั้งใจชมนางสักเล็กน้อยให้นางได้ลืมที่เขาเผลอเรียกชื่อนางออกไป
"อ่ะ.." นางหยุดกึกหันมามองหลินเฟยทันทีพร้อมกับสายตาดุๆที่งดงามของนางที่พยามจะทำให้มันดูน่ากลัวแต่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!
"เ้าเกี้ยวข้า?" เซียงอี้เหยียนจ้องไปที่หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
"จะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร ศิษย์พี่ที่แสนจะงดงามถึงเพียงนี้ตัวข้านั้นไม่คิดจะอาจเอื้อม" หลินเฟยที่เห็นท่าไม่ดีรีบแก้ตัวอย่างรวดเร็วใบหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆออกมา
เขาไม่รู้เลยว่าเซียงอี้เหยียนนั้นเป็คนที่เข้าถึงยากเพียงไหนไม่ต้องพูดถึงว่าเดินกับบุรุษเพียงสองต่อสองอย่างนี้ ลำพังนายน้อยตระกูลน้อยใหญ่ยังแทบจะไม่มีโอกาสเอ่ยคำใด
นางจะเว้นระยะห่างกับผู้อื่นเสมอและด้วยศักดิ์ฐานะของนางยิ่งไม่จำเป็ต้องไว้หน้าผู้ใด ทำให้แม้นางจะงดงามปานเทพธิดาก็ไม่มีบุรุษใดกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ต่อนาง
"ฮึ่ม!" นางขบฟันหันกลับไปด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงหน่อยๆ ก่อนจะออกเดินไปอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว
"เดี๋ยวก่อน ศิษย์พี่รอข้าด้วย" หลินเฟยรีบวิ่งตามไปทันทีแต่ความเร็วของศิษย์พี่นางนี้นับว่าไม่อ่อนด้อยเช่นกัน ทำให้เขามองเห็นเพียงแต่แผ่นหลังไวๆของนางเท่านั้น
ตุบ!
"เ้า!"
"ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
หลินเฟยกล่าวเสียงสั่นๆด้วยความที่รีบเร่งวิ่งมาด้วยความรวดเร็วใบหน้าของเขาจึงชนเข้ากับกันชนคู่งามของเซียงอี้เหยียนที่ยืนรออยู่อย่างจัง ไม่เพียงเท่านั้นมือทั้งสองข้างยังขยำไปอย่างแรงเพื่อผลักออกด้วยความใ
"เ้าคนลามก!" เซียงอี้เหยียนใบหน้างดงามของนางเปลี่ยนเป็แดงระเรื่อ ก่อนจะตบไปที่หน้าของหลินเฟยจนปลิวไปกว่าสิบเมตร
"ม่ายยย!"
หลินเฟยเหงื่อแตกพลักเขารู้ตัวว่าตอนนี้ได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงลงไปแล้วแม้จะไม่ใช่ความผิดของเขาสักทีเดียว เพราะเซียงอี้เหยียนนั้นยืนรอเขาในบริเวณที่เป็ทางโค้ง
หากเป็ทางตรงดังเช่นปกติไหนเลยหลินเฟยจะหลบไม่ทันแต่ด้วยความเร็วที่วิ่งมาทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะหลีกหนีหน้าอกอันใหญ่โตของศิษย์พี่สุดสวยของเขาไปได้
"ตายซะเถอะ!"
เซียงอี้เหยียนปลดปล่อยพลังตบะของนางออกมาด้วยความโมโหและอับอายดรุณีที่แสนจะบริสุทธ์อย่างนางกลับโดนตัวชั่วช้าตัวนึงล่วงเกินทำให้นางโกรธเกรี้ยวเป็อย่างมาก ตอนนี้นางไม่ได้คิดถึงเื่การเก็บออมพลังใดๆเพียงแค่แรงกดดันก็ทำให้หลินเฟยไม่สามารถที่จะขยับได้แม้แต่น้อย
'บัดซบ นางยืนรอผิดที่เองแท้ๆกลับเป็ข้าที่กลายเป็ตัวลามกไปได้!'
หลิยเฟยลอบตื่นตระหนกในใจเขาไม่สามารถระบุพลังของศิษย์พี่สาวสวยของเขาได้เลยแม้แต่น้อย แต่เพียงพลังกดดันที่กำลังกดทับตัวเขาอยู่ราวกับถูกทับด้วยูเาทั้งลูกเช่นนี้ อย่างน้อยต้องอยู่ที่ขั้นปราณยุทธขาวระดับกลางขึ้นไปอย่างแน่นอน
เกลียวคลื่นวารี!
ราวกับหลินเฟยถูกส่งไปยังชายหาดที่ไหนสักแห่งที่มีคลื่นลมทะเลกำลังคลุ้มคลั่ง เกลียวคลื่นขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่หลินเฟยด้วยความรุนแรงรวดเร็ว
"ฮึ่ม! ข้าไม่ได้เป็คนผิดเสียหน่อย!" หลินเฟยกัดฟันแน่นปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของตนเองออกมา
ย่าห์!
บูมม!
เสียงเกลียวคลื่นปะทะเข้ากับหลินเฟยอย่างรุนแรงหากเขายังดึงดันที่จะเก็บงำพลังของเขาต่อไปย่อมได้รับาเ็สาหัสโดยไม่ต้องสงสัย
วิชาที่มีความรุนแรงในระดับนี้ย่อมเป็วิชาระดับสูงเป็อย่างน้อย แม้ว่าร่างกายเขาจะแข็งแกร่งแต่ด้วยระดับพลังที่ต่างกันมากเกินไปย่อมหลีกหนีผลลัพธ์ที่เลวร้ายไม่พ้นอย่างแน่นอน
"อึก!"
หลินเฟยพ่นเืออกมากองหนึ่ง สายตาของเขาพร่ามัวลงช้าๆก่อนจะล้มลงสิ้นสติไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้อีก ยังดีที่เขาใช้สลายเมฆาสร้างเกราะป้องกันให้ตนเองได้ทัน แต่ถึงกระนั้นต่อหน้าพลังที่ยิ่งใหญ่กว่ามากมาย เกราะเพลิงจากท่าสลายเมฆาปริแตกะเิออกราวกับไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน
"หืม...ระดับปราณกำเนิดขั้นสูงสุด"
เซียงอี้เหยียนแปลกใจเล็กน้อย นางคิดว่าด้วยพลังและวิชาระดับสูงนี้หลินเฟยต้องได้รับาเ็สาหัสและนั่นคือบทลงโทษที่บังอาจล่วงเกินนาง
แต่สิ่งที่นางเห็นตอนนี้เพียงแค่หลินเฟยกระอักเืออกมากองเดียวและสลบไปเท่านั้นทั่วร่างไม่ได้ปรากฏรอยาแใดๆ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นที่หลินเฟยปิดบังพลังตบะของตนเองไว้จนถึงตอนนี้
หากเขาไม่ได้ปกปิดระดับพลังด้วยอายุเพียงสิบหกจะสิบเจ็ดปีนับว่าเป็ยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งคงไม่พ้นจะได้รับการสนับสนุนและเลื่อนไปเป็ศิษย์สายในได้โดยไม่ต้องสนการประลองก่อนหน้าเลยด้วยซ้ำ
นางเองที่มีอายุสิบเก้าปีในขณะตอนที่อายุเท่ากับหลินเฟยยังไม่โดดเด่นถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดถึงเจิ้งฟงเย่ที่อยู่ในขั้นเดียวกับหลินเฟยแต่อายุของเขาก็ปาเข้าไปยี่สิบเอ็ดปีเข้าไปแล้ว
.
.
.