ทั้งสองคนต่างรู้ว่า เื่ราวเมื่อวานนี้ถูกบอกเล่าต่อกันไปว่าจิ่งเยี่ยนกุยช่วยฟางเสียนจือไว้ และเขาก็ได้เอาเปรียบเธอ แต่เื้ัเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งคู่ก็รู้ดีว่าเป็อย่างไร
เขาเอาเปรียบเธอ แต่ก็ช่วยชีวิตเธอไว้เช่นกัน
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ สีหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยก็ฉายแววสำนึกผิดออกมาทันที และรีบถามว่า “ฉันขอดูแผลของคุณหน่อยได้ไหม?”
ฟางเสียนจือมองเธอหนึ่งปราด แล้วพยักหน้าเบาๆ เขานั่งลงบนเนินดินข้างๆ เธอพลันยื่นมือไปเลิกขากางเกงของเขาขึ้น
อาการาเ็ที่ขาของเขาได้รับการรักษาจากหมอเท้าเปล่าของหมู่บ้าน ไม่ได้ใส่เฝือก เพียงแค่ใช้ไม้ประกบไว้และพันด้วยผ้าพันแผล จึงยังพอเห็นรอยช้ำสีม่วงบนแผลรางๆ
โรคทางวิชาชีพของจิ่งเยี่ยนกุยกำเริบขึ้นเมื่อเห็นอาการาเ็ที่ขาของเขา เธอเลิกขากางเกงของเขาขึ้นอีกเพื่อจะดูให้ละเอียด โดยไม่ทันรู้ตัวก็เผลอเลิกขากางเกงของเขาขึ้นจนสูงไปเสียแล้ว อีกทั้งนิ้วมือยังกดลงไปที่น่องและต้นขาของเขาอยู่เป็ระยะ พลางถามว่าเขารู้สึกเจ็บไหม
ในขณะที่เธอทำสิ่งเหล่านี้ ในใจของเธอใสสะอาด ไม่มีความคิดอื่นใด แต่ในตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีความรู้ด้านการแพทย์ การที่เธอเลิกขากางเกงของฟางเสียนจือแล้วกดไปที่ขาของเขาทั้งซ้ายและขวา จึงดูเหมือนว่าเธอกำลังฉวยโอกาสลวนลามเขาเสียมากกว่า
ฟางเสียนจือกลับไม่ได้รังเกียจที่เธอััเขา แต่มีชาวบ้านเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่ไกล ถ้ามีใครเห็นเข้าก็คงไม่ดีนัก
เขาจึงไอเบาๆ แล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย ถ้าเธออยากจะลูบคลำััฉัน ก็หาที่ที่เงียบสงบกว่านี้หน่อยนะ รับรองว่าฉันจะไม่ขัดขืน”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
เดิมทีเธอตั้งใจที่จะดูอาการาเ็ของเขาจริงๆ แต่พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ และเห็นใบหน้าเขาที่ดูเหมือนจะสงบนิ่ง ทว่าใบหูแดงกลับแดงก่ำ ในที่สุดเธอก็เพิ่งจะรู้สึกตัวทีหลังว่าท่าทางของเธอเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่ากำลังล่วงเกินเขาอยู่
เธอรีบชักมือกลับและดึงขากางเกงลง ยกยิ้มแห้งๆ ให้เขาแล้วพูดว่า “คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่น”
ใบหน้าของหญิงสาวเดิมทีก็งามล่มเมือง ครั้นยามนี้ใบหน้าขาวใสอยู่ใต้แสงอรุณยามเช้าเปล่งประกายสีชมพูอ่อนๆ ช่างดูน่าฟัดอย่างยิ่ง
ฟางเสียนจือรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมากระตุ้นหัวใจ ในใจก็เกิดความอยากจะแกล้งเธอขึ้นมาหลายส่วน จึงถามว่า “ฉันเข้าใจอะไรผิดหรือ? แล้วเจตนาอื่นที่เธอพูดถึงคืออะไร?”
ในใจของเธอ เมื่อก่อนฟางเสียนจือคือชายหนุ่มที่เหมือนเทพบุตรในอุดมคติ แถมยังมาในมาดชายหนุ่มที่เ็าและมีท่าทางเงียบขรึมไม่แยแสหญิงอื่นใด แต่เมื่อเขาถามเช่นนี้ ในใจของเธอกลับรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของชายหนุ่มที่ไม่สนใจใครนั้นพังทลายลงทันที
หรือว่าที่ชาติที่แล้วเธอไม่ได้สนิทกับเขา ทำให้เกิดเป็ความเข้าใจผิดแบบนั้น? แท้จริงแล้วเขาเป็ผู้ชายเ้าสำราญที่ไม่มีความจริงใจ?
เธอลูบจมูกแล้วหัวเราะ “ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจผิดอะไร เมื่อกี้คุณจะพูดอะไรนะ?”
มุมปากของฟางเสียนจือกระตุกนิดหน่อย คนในหมู่บ้านเ่าั้คงจะตาบอดไปแล้วกระมัง ถึงได้คิดว่าเธอเป็คนไม่ค่อยพูดจาและซื่อๆ ในสายตาของเขา คำว่าซื่อกับเธอนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย แต่การที่มีนิสัยแบบนี้ กลับทำให้เธอดูมีชีวิตชีวาและน่าเอ็นดูมากขึ้นกว่าเดิม
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วพูดว่า “เมื่อกี้เท้าของฉันเจ็บมากเลย แต่แปลก หลังจากที่เธอนวดๆ ให้ก็หายแล้ว ถ้าเธอว่าง งั้นช่วยมานวดให้ฉันทุกวันก็แล้วกันนะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองเขา เขาเหยียดยิ้มบาง ทั้งตัวแลดูเหมือนเป็คนตรงไปตรงมายิ่งกว่าอะไร แต่ในใจของเธอรู้ดีอย่างแจ่มแจ้งว่า การนวดไม่กี่ทีนั้นไม่มีทางบรรเทาอาการเ็ปของเขาได้ ดังนั้นเขากำลังพูดโกหกอยู่ชัดๆ
เธอรู้สึกแปลกๆ โดยไม่รู้สาเหตุ เมื่อกี้เหมือนกับว่าเธอเป็ฝ่ายเอาเปรียบเขา แต่ความจริงคนที่ได้เปรียบกลับเป็เขาต่างหาก
เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันแค่นวดไปเรื่อย…”
“แค่นวดไปเรื่อยยังดีขนาดนี้ ถ้าเธอตั้งใจนวด ผลลัพธ์ก็คงจะดีขึ้นอีกมาก” ฟางเสียนจือพูดขัดจังหวะของเธอ “เื่นี้ก็ตกลงตามนี้ หลังจากกลับบ้านไปแล้ว ฉันจะบอกแม่ให้มาเชิญเธอแล้วกัน”
ให้เจียงอี่โหลวมาเชิญเธอเองนั้น ย่อมดีกว่าที่เขาจะออกหน้าเองมากโข และยังสามารถปิดปากพวกลิ้นยาวขี้นินทาในหมู่บ้านได้อีกด้วย
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
ดูเหมือนว่าเธอยังไม่ทันได้แสดงความสามารถทางการแพทย์ให้เขาเห็นเลยสักนิด เขากลับรีบฉวยโอกาสแบบนี้ นี่มันอะไรกัน?
ฟางเสียนจือไม่ให้โอกาสเธอได้ปฏิเสธ เขารีบพยุงตัวเองด้วยไม้เท้าค้ำยันเดินลิ่วออกไป ถ้าเธอไม่เห็นไม้ดามที่ขาของเขา และรู้ว่ากระดูกขาของเขาหัก เธอคงจะสงสัยว่าเขากำลังแกล้งทำ
เธอได้ยินเสียงฟางเสียนจือทักทายชาวบ้านที่ตื่นเช้า จึงอดไม่ได้ที่จะเอามือลูบจมูกตัวเอง รู้สึกว่าชาติที่แล้วเธออาจจะเข้าใจเขาผิด หรืออาจจะพลาดอะไรบางอย่างไป
ในตอนบ่าย เจียงอี่โหลวก็มาเยือนบ้านเก่าตามที่คาดไว้จริงๆ เพื่อเชิญจิ่งเยี่ยนกุยไปนวดขาให้ฟางเสียนจือ
ตอนที่เธอมาก็ยังถือของขวัญมาเต็มไม้เต็มมือ อีกทั้งยังเอ่ยวาจาเสียสวยงาม “ถ้าวันนั้นเสียนจือไม่เจอเยี่ยนกุย ป่านนี้คงยังลงจากเขาไม่ได้ กลัวว่าจะถูกหมีควายบนูเาคาบไปแล้ว ฉันคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ไว้เยี่ยนกุยได้เป็ลูกสะใภ้ฉันแล้ว ฉันจะดูแลเธอเป็อย่างดีแน่นอน”
“จริงๆ แล้วฉันไม่อยากรบกวนเยี่ยนกุยอีก แต่ได้ยินมาว่าตอนที่เยี่ยนกุยเรียนหนังสือ เคยเรียนรู้เื่การแพทย์จากอาจารย์มาไม่น้อย มีความรู้เื่การบรรเทาอาการปวดอยู่บ้าง ตอนนี้เสียนจือเจ็บมากจริงๆ ฉันก็เลยอยากให้เยี่ยนกุยไปช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลูกชายหน่อย”
เมื่อหยางหว่านซิ่วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกงง เธอเห็นจิ่งเยี่ยนกุยมาั้แ่เด็ก ไม่เคยรู้เลยว่าเธอมีความสามารถในด้านนี้เลย จึงตอบกลับว่า “เยี่ยนกุยเด็กคนนี้จะไปรู้เื่การแพทย์อะไร คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก!”
เจียงอี่โหลวยิ้มแล้วพูดว่า “ป้าหยาง เื่ช่วยได้หรือไม่ ไม่ใช่พวกเราเป็คนตัดสิน เื่นี้ต้องให้เสียนจือเป็คนตัดสิน”
หยางหว่านซิ่วก็เข้าใจทันที การช่วยบรรเทาอาการปวดนั้นเป็เพียงข้ออ้าง ความจริงคืออยากใช้โอกาสนี้ให้เด็กทั้งสองได้ใกล้ชิดกัน
ตระกูลฟางมีปัจจัยที่ดีที่สุดในหมู่บ้าน แถมยังมีคุณธรรม คำพูดนี้ของเจียงอี่โหลวก็แสดงให้เห็นว่าเธอยอมรับจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว
ในใจของหยางหว่านซิ่วก็เริ่มครุ่นคิดเื่นี้ขึ้นมา จิ่งเยี่ยนกุยบอกว่าอยากจะเรียนหนังสือ แต่ก็ยังเป็เื่ยากหากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเด็กผู้หญิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็จะแต่งงานในไม่ช้า
และเมื่อพิจารณาจากความคิดภายในจิตใจของหลิวชุนฮวา คงจะไม่มีทางปล่อยให้จิ่งเยี่ยนกุยได้แต่งงานดีๆ แน่ และฟางเสียนจืออาจจะเป็ผู้ชายที่ดีที่สุดที่จิ่งเยี่ยนกุยจะได้เจอในชีวิตนี้
ถึงแม้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเป็เด็กที่รับมาเลี้ยง แต่ก่อนหน้านี้หลิวชุนฮวาและจิ่งเจี้ยนกั๋วไม่มีลูกมาโดยตลอด แต่หลังจากรับเลี้ยงเธอมา หลิวชุนฮวาก็มีลูกต่อเนื่องกันสามคน หยางหว่านซิ่วที่เชื่อเื่โชคลางเชื่อว่าเด็กทั้งสามคนนั้นเป็เด็กที่จิ่งเยี่ยนกุยพามา
ดังนั้น เธอจึงคิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยมีบุญคุณต่อตระกูลจิ่งอย่างมาก ควรได้รับการดูแลอย่างดี
หยางหว่านซิ่วยกยิ้มแล้วพูดว่า “เธอพูดแบบนี้ ฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อก่อนเยี่ยนกุยเคยเรียนๆ เื่การแพทย์อะไรนี่แหละจากอาจารย์ที่โรงเรียน”
พูดจบก็ยิ้มให้เจียงอี่โหลว พวกเขาทั้งสองคนต่างก็เข้าใจกันไปโดยปริยาย
จิ่งเยี่ยนกุยที่เห็นผู้หญิงทั้งสองคนพูดจาโกหกหน้าตาเฉยถึงกับรู้สึกทึ่ง เธออดไม่ได้ที่จะพูดว่า “คุณย่า หนู…”
“เมื่อไปถึงบ้านตระกูลฟางแล้วก็อย่าี้เี เอาสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดออกมาใช้” หยางหว่านซิ่วพูดขัดจังหวะแล้วขยิบตาเป็สัญญาณให้เธอ ถ้าตระกูลฟางปฏิบัติกับเธอเป็อย่างดี การแต่งเข้าตระกูลฟางก็ดูเหมือนจะเป็ทางเลือกที่ดีเหลือหลาย