สองสามีภรรยาบ้านรองทั้งี้เีและเ้าเล่ห์ ส่วนภรรยาเหล่าซานก็ดุร้ายไร้เหตุผล พวกหลาน ๆ ก็ทำตัวตามผู้ใหญ่ ไม่เคยปฏิบัติกับเธอในฐานะแม่ด้วยความจริงใจเลย ยิ่งพวกหลานสาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ช่างเถอะ เธอแก่แล้วคงจัดการอะไรไม่ได้มากนัก
หลังจากกินข้าวเสร็จ โจวเซี่ยก็เตรียมตัวจะเข้าไปในตัวอำเภอสักรอบ เพื่อซื้อหนังสือทบทวนบทเรียนชั้นมัธยมปลาย หรือไม่ก็จะลองหาใครมาแลกเปลี่ยนดู ตอนนี้เธอมีของอยู่ในมือ น่าจะแลกได้ไม่ยาก
หากมีเวลา เธอต้องรีบทบทวนบทเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า เพราะเธอ้าออกไปจากหมู่บ้านในหุบเขานี้ มุ่งหน้าสู่เมืองที่ใหญ่กว่า เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น
ขณะที่โจวเซี่ยสะพายย่ามเดินออกจากบ้าน ก็พบกับโจวเจวียนที่ยืนจ้องเธอด้วยความโกรธแค้นอยู่ที่หน้าประตู โจวเซี่ยคร้านจะสนใจ จึงเดินเลี่ยงผ่านไป
ด้านหลังมีเสียงกัดฟันกรอดของโจวเจวียนดังขึ้น "เธอนี่มันเ้าเล่ห์จริง ๆ ซื้อเนื้อเก็บไว้ตั้งนานแต่ไม่ยอมเอาออกมาให้ทุกคนกิน พอแยกบ้านเมื่อคืน วันนี้ก็เอาออกมาทำกินทันที คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะแบบเธอ ใครแต่งงานด้วยคงซวยไปแปดชั่วโคตร โชคดีที่บ้านสวีเตะเธอออกมา"
โจวเซี่ยหันกลับมามองโจวเจวียนด้วยรอยยิ้มเยาะ “ฉันจะบอกให้นะ ในเมื่อแยกบ้านแบ่งส่วนกันแล้ว เนื้อนี่ฉันซื้อมาเอง ฉันจะกินยังไงมันเกี่ยวอะไรกับเธอไม่ทราบ"
"เธอ..." โจวเจวียนถูกสวนกลับจนจุก พูดไม่ออกจนแทบหายใจไม่ทัน
โจวเซี่ยไม่มีทางเกรงใจเธอ คนที่ชอบหาเื่แบบนี้ต้องสั่งสอนให้หนัก "เธออะไรของเธอ เธอเป็โรคเพ้อเจ้อหรือเปล่า ตาข้างไหนของเธอที่เห็นว่าคนบ้านสวีเตะฉันออกมา?"
"เื่นี้ต้องดูด้วยเหรอ? ใช้ท้ายทอยคิดก็รู้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะสวีกังไม่้าเธอ หรือเป็เพราะเธอไม่อยากอยู่กับสวีกังกัน?"
โจวเซี่ยยิ้มเยาะมองเธอ "ฮึ ๆ คนพรรค์นั้นน่ะเหรอคิดจะแต่งกับฉัน ไม่หัดส่องกระจกดูตัวเองบ้างว่ามีน้ำยาแค่ไหน เขาคู่ควรเหรอ วันนี้ฉันจะบอกเธอให้ชัด ๆ เลยว่า ต่อให้ตอนนี้สวีกังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ตรงหน้า ฉันก็จะไม่ชายตามองเขาแม้แต่นิดเดียว ให้เขาไสหัวไปอยู่ที่ไหนก็ไป"
โจวเซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น การที่เธอต้องมาพูดถึงเศษสวะอย่างสวีกังกับผู้หญิงคนนี้ ถือเป็การหาเื่ใส่ตัวจริง ๆ ในใจเธอตัดสินใจไว้นานแล้วว่า สวีกังจะกลับมาหาเธอในอนาคตหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่จะมีวันหนึ่งที่เธอจะทำให้สวีกังต้องเสียใจภายหลังแน่นอน
โจวเจวียนเบ้ปาก "ฉันไม่เชื่อเธอหรอก สวีกังหาลูกสาวบ้านข้าราชการแต่งงานด้วยไปนานแล้ว จะกลับมาหาเธอน่ะ ฝันไปเถอะ!"
โจวเซี่ยมองเธอด้วยความเหยียดหยาม "ไม่เชื่อก็รอดูเถอะ รอดูว่าฉันจะตบหน้าเธอฉาดใหญ่ยังไง ให้เธอต้องเสียใจที่พูดแบบนี้ในวันนี้"
อย่างไรก็ตาม โจวเซี่ยมีความรู้สึกสังหรณ์ว่า วันหนึ่งสวีกังจะต้องกลับมาตื๊อเธออย่างหน้าด้าน ๆ แน่นอน
"ขี้โม้ไปเถอะ! ระวังจะโม้จนะเินะ ดูซิว่าจะจบยังไง" โจวเจวียนโกรธจนหน้าดำหน้าแดง การได้ยินคนพูดจาไม่ดีใส่สวีกังฟังดูขัดหูเธอเป็พิเศษ จึงอยากจะเอ่ยปากช่วยพูดแทนสวีกังอีกสักสองสามคำ
โจวเซี่ยหันกลับมา วันนี้ถ้าไม่กระชากหน้ากากยัยนี่ออก เื่คงไม่จบไม่สิ้นสักที "โจวเจวียน ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าพอฉันบอกว่าสวีกังไม่ดี ทำไมเธอถึงได้เดือดร้อนอะไรขนาดนี้ มิน่าล่ะ ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอชอบสวีกัง ที่แท้ก็เป็เื่จริงสินะ? แล้วเขาชอบเธอไหมล่ะ? หรือว่าเธอคิดไปเองฝ่ายเดียว? ฮึ ๆ "
ใบหน้าของโจวเจวียนแดงก่ำทันที "หยุดพูดจาเหลวไหลนะ ฉันไม่ได้คิดไปเองฝ่ายเดียว! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอตามตื๊อเขา เขาคงได้อยู่กับฉันไปนานแล้ว สุดท้ายเธอก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ เป็เพราะยัยโง่อย่างเธอที่ทำให้ความสุขของฉันต้องพังลง"
หญิงสาวนึกถึงเนื้อเื่ในนิยาย นางเอกในเื่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับสวีกังในครั้งนี้ และอีกครึ่งปีต่อมา โจวเจวียนก็หาโอกาสตามนางเอกเข้าเมืองไป หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แอบมีความสัมพันธ์กัน จนกระทั่งคลอดลูกออกมา
ภายหลัง โจวเจวียนรังเกียจที่สวีกังเป็แค่คนงาน จึงไปเกาะเถ้าแก่หนุ่มที่รวยกว่า แล้วทิ้งลูกไว้โดยไม่หันกลับมามองเลย
เมื่อนึกถึงตรงนี้ โจวเซี่ยรู้สึกไม่คุ้มแทนตัวนางเอกจริง ๆ
นางเอกเห็นน้องสาวคนนี้เป็ญาติแท้ ๆ แต่โจวเจวียนกลับเห็นนางเอกเป็คนโง่ คนที่ไม่มีจิตสำนึกขั้นพื้นฐานเท่านั้นแหละถึงจะไปแย่งชิงชีวิตของคนอื่นได้
เธอมองโจวเจวียนที่กำลังหงุดหงิด "ฮึ เธอเสียใจที่ฉันชิงตัดหน้าสินะ เธอคงเสียใจที่ไม่ได้ท้องและมีลูกกับเขาใช่ไหมล่ะ? ดูท่าเธอจะไม่มีความสามารถเลยนะ ทำไมเธอไม่รั้งเขาไว้เองล่ะ?"
ตอนนั้นโจวเจวียนคิดแบบนั้นจริง ๆ และเมื่อตอนนี้กลับถูกโจวเซี่ยเดาใจถูก ใบหน้าของเธอจึงแดงซ่านทันที ทั้งสองคนยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งดังขึ้น คนบ้านรองต่างพากันออกมาดูเื่สนุก ส่วนแม่ของเธอก็กำลังเดินมาทางนี้
เธอยังเห็นคุณย่าที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน สายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่โจวเจวียนไม่ได้สนใจความคิดของคุณย่าเลย ถ้าตอนนั้นคนทั้งบ้านไม่สนับสนุนโจวเซี่ย แต่หันมาสนับสนุนเธอแทน เธอคงจะรั้งสวีกังไว้ได้อย่างแ่า และยังนำผลประโยชน์มาให้ครอบครัวได้ด้วย
เป็เพราะคุณย่าและคนอื่น ๆ ตาไม่มีแวว ส่วนแม่ของเธอก็ตัดสินใจแทนคุณย่าไม่ได้ เื่ถึงได้เป็แบบนี้ เธอเกลียดคุณย่าเข้าไส้ เพราะั้แ่เด็กจนโตคุณย่าเห็นโจวเซี่ยเป็หลานสาวแท้ ๆ แต่กลับไม่ค่อยใส่ใจหลานคนอื่น ๆ เลย
โจวเจวียนรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า เพราะเธอยังเป็สาวบริสุทธิ์ แม้ในใจจะมีความคิดสกปรก แต่พอถูกพูดออกมาตรง ๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกเสียหน้า เธอโกรธจนตัวสั่นและยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวโจวเซี่ย
ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น โจวเซี่ยก็ใช้แขนกันโจวเจวียนไว้ แล้วยกมือตบกลับไปสองฉาดใหญ่ ทุกคนมองไม่ทันว่าเธอลงมืออย่างไร ได้ยินเพียงเสียง เพียะ! เพียะ! ส่วนโจวเจวียนถึงกับมึนงง เห็นดาวระยิบระยับเต็มตา
ทุกคนต่างชะงัก ไม่มีใครคาดคิดว่ามือของโจวเซี่ยจะเร็วขนาดนี้ พวกเขามองไม่ทันเลยว่าเธอลงมือตอนไหน เห็นเพียงแก้มทั้งสองข้างของโจวเจวียนบวมเป่ง มีรอยนิ้วมือชัดเจน และรอบดวงตาก็เริ่มเขียวช้ำ
พอเห็นลูกสาวถูกตบ อู๋เสี่ยวเหมยก็พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง "นังโจวเซี่ย กล้าดียังไงมาตบลูกสาวฉัน วันนี้ฉันจะสู้กับแกให้ตายไปข้างหนึ่ง"
แต่ก่อนที่มือของเธอจะถึงตัวโจวเซี่ย ก็ถูกโจวเฉียงคว้าคอเสื้อด้านหลังแล้วกระชากกลับไป "ฉันฟังมาตั้งนานแล้ว เป็โจวเจวียนที่จงใจหาเื่ เธอเป็ผู้ใหญ่แต่ไม่มีความเป็ผู้ใหญ่เลย แทนที่จะห้ามกลับส่งเสริมให้เกิดเื่ เงียบปากไปซะ"
อู๋เสี่ยวเหมยยังอยากจะะโต่อ แต่ถูกมือใหญ่ของโจวเฉียงปิดปากไว้ เธอจึงทำได้เพียงถลึงตาและดิ้นรนไปมา โจวเจวียนมองโจวเฉียงด้วยความผิดหวัง พ่อคนนี้คิดถึงแต่โจวเซี่ย ดูท่าพวกเธอแม่ลูกคงพึ่งพาอะไรเขาไม่ได้เลย
โจวเจวียนอยากจะพุ่งเข้าไปอีก แต่พอเงยหน้าขึ้นกลับสบเข้ากับสายตาดุดันของโจวเซี่ย จนทำให้ขาอ่อนแรง หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัว ตบสองฉาดนั้นมันรุนแรงจริง ๆ ทำเอาเธอเจ็บจนแทบขาดใจ
เธอจึงได้แต่นั่งลงกับพื้น มองลอดผ่านง่ามนิ้วออกไป พบว่าไม่มีใครคิดจะช่วยเธอเลย จึงได้แต่ใช้สองมือปิดหน้า ร้องไห้โฮแล้ววิ่งกลับบ้านตัวเองไป
โจวเซี่ยก้าวเดินออกไปนอกประตูบ้าน ถือเสียว่าเื่นี้เป็อาหารเรียกน้ำย่อยยามเช้า เธอฮัมเพลงเบา ๆ ขณะเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อาจเพราะอารมณ์ดี ทำให้การเดินครั้งนี้เบาสบายขึ้นมาก
อู๋เสี่ยวเหมยถูกโจวเฉียงลากกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง แล้วผลักเธอลงบนเตียงเตา "อู๋เสี่ยวเหมย ถ้าเธอคิดว่าอยู่ได้ก็อยู่ให้ดี ต่อไปอย่าออกไปหาเื่ใครอีก ถ้าอยู่ไม่ได้ก็พาลูกสาวเธอไสหัวกลับบ้านเดิมไปซะ"
โจวเฉียงทั้งรักทั้งโกรธภรรยาคนนี้ เขาขอบคุณที่ตอนนั้นอู๋เสี่ยวเหมยยอมแต่งงานกับเขาโดยไม่เรียกสินสอด และหลังจากนั้นเธอก็ดูแลบ้านอย่างเต็มที่ แต่เธอกลับให้ความสำคัญกับบ้านเดิมมากเกินไป และยอมถูกยุยงได้ง่าย เมื่อแม่ของเธอฝั่งบ้านเดิมพูดอะไร เธอก็จะกลับมาอาละวาดที่บ้านตระกูลโจว โดยไม่แยกแยะว่าอะไรเป็อะไร
เขาก็เคยคุยกับอู๋เสี่ยวเหมยดี ๆ แล้ว ตอนนั้นเธอก็ตอบตกลงอย่างดี แต่พอเวลาผ่านไป เธอก็ยังเป็เหมือนเดิม ไม่เคยจำ และทำตามความคิดของตัวเอง
ต่อมาทั้งสองคนจึงเลิกสื่อสารกันไปเสีย ในบ้านมีลูกสองคนแล้ว ทั้งยังเป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ที่สำคัญคือ ในยุคนี้การหย่าร้างเป็เื่น่าอับอาย จึงทำได้เพียงทนอยู่กันไปวัน ๆ
โจวเฉียงทำเป็ไม่รับรู้ความคิดของเธอ เพราะถ้าพูดกันก็จะทะเลาะกัน ความคิดต่างกัน วิธีการจัดการเื่ต่าง ๆ ก็ต่างกัน ทั้งสองคนคุยกันไม่รู้เื่และไม่สามารถสื่อสารกันได้เลย