ในขณะที่นพกรณ์กำลังส่ายปลายกระบอกปืนเพื่อหาจุดเล็ง ร่างั์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ก็วิ่งมาอยู่ในตำแหน่งศูนย์ปลายกระบอกปืนแฮฟวี่เมทชีนกันพอดี มันอยู่ห่างจากเครื่องจักรสังหารเพียงไม่ถึง 5 เมตรเท่านั้น
“เฮ้ย! แล้วมันใส่ะุยังไงล่ะเนี๊ย! ไม่รู้เว้ย ยิงแมร่งเลย” นพกรณ์ร้องลั่นป่า
เมื่อนิ้วชี้กดที่ไกปืน ปืนกลยิงรถถังก็สำแดงฤทธิ์เดชทันที หัวะุ 14 มิลลิเมตร แหวกอากาศออกไปอย่างไร้ทิศทาง นพกรณ์พยายามควบคุมสติและบังคับแขน เพื่อให้ะุที่พุ่งออกไปตรงเป้าหมาย จนในที่สุดะุนัดแรกก็พุ่งใส่เป้าหมายอย่างดัง “ปุ๊!” ะุใหญ่เจาะเข้าไปที่ลำตัวของไอ้ผีร้ายและตามด้วย
“บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก!...” เสียงะเิดินปืนของะุ 14 มิลลิเมตร ดังติด ๆ กันเป็จังหวะ
แต่ดูเหมือนว่าะุยิงรถถัง จะทำอะไรปีศาจไม่ได้มากนัก แม้ทุกลูกจะตรงเข้าเป้าหมาย แต่ไอ้ผีป่ากลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหรือมีอาการเ็ปแต่อย่างใด ไอ้เขายาวยังคงพยายามฝ่าดงะุเข้ามาได้เรื่อย ๆ
“ยิงขามันพี่นพ” ลัดดาะโสุดเสียงแข่งกับเสียงะเิของดินปืน
นพกรณ์ได้ยินเสียงลัดดาก็นึกขึ้นได้ มัวแต่ยิงเอามัน ไอ้ผีร้ายมันเลยไม่หยุดสักที
“ถึงกูจะฆ่ามึงไม่ได้ มึงก็อย่าได้มีขาไว้วิ่งอีกเลย ไอ้กร๊วกกก!” นพกรณ์แหกปากร้องใส่มัน
แล้วทันใดนั้นชายหนุ่มก็ดันพานท้ายปืนขึ้น เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเล็งไปที่ขาของไอ้ปีศาจเขายาว จากนั้นเสียงะเิะุยิงั์ก็ะเิขึ้นอีกนับไม่ถ้วน
“บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก!...”
หัวะุแต่ละนัดส่งแรงปะทะเกือบหมื่นฟุตปอนด์ เจาะกระแทกเข้าใส่โคนขาซ้ายของมัน จนกล้ามเนื้อเป็มัด ๆ ของมันขาดกระจุยเจาะลึกจนเห็นกระดูก นพกรณ์พยายามบังคับะุให้เกาะกลุ่มกันเพื่อบั่นกระดูกเบอร์ 14 ของมันให้ได้
“บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก! บรึ๊ก บรึ๊ก!...”
เนื้อสีม่วงแดงของไอ้ผีป่าฉีกขาดกระจุยกระจายออกมาทีละเล็กน้อย จากนั้นะุ 3 นัดที่เขาพ่นออกไปล่าสุด ก็ตรงเข้ากระแทกก้านกระดูกโคนขาของมันจนแตกและขาดออกจากกัน
“โง๊งง ว๊ากกก” ปีศาจร้ายแหกปากร้องอย่างเ็ป แล้ว “ครืนนน!” ร่างใหญ่ั์ของมันล้มกระแทกหน้าคะมำลงกับพื้น ปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมอ้าออกร้องลั่นอย่างโกรธแค้น
“พี่นพ หนีเร็ว หนี!”
“แล้ว ปะ... ปืน ล่ะ”
“ลุกขึ้นเร๊ว! ยังจะมาห่วงปืนอีก!” พูดเสร็จลัดดาก็ก้าวเท้าวิ่งทันที
นพกรณ์ลุกขึ้นยืนแล้วตัดใจจากของเล่นอันใหม่ จากนั้นวิ่งตามเธอไป ทิ้งไอ้ปีศาจร้ายและปืนกระบอกงามไว้เื้ั
เธอและเขาวิ่งหนีกันสุดชีวิต แต่เส้นทางที่หนีนั้นค่อนข้างทุลักทุเลเพราะเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาเตี้ย ๆ ซึ่งขวางหน้าอยู่ แต่ทั้งสองก็ยังวิ่งหน้าตั้งแบบไม่สนใจหนามแหลมคมที่เกาะเกี่ยวดวงิญญา และแม้จะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะไปเจออะไร แต่ตอนนี้ขอแค่ได้หนีไอ้ผีร้ายเขายาวตัวนั้นให้ไกลที่สุด
นพกรณ์และลัดดาวิ่งไปเรื่อย ๆ จนพื้นหญ้ามอสส์ที่เคยเห็นเต็มพื้นป่าค่อย ๆ หมดไป และเริ่มเห็นพื้นดินสีน้ำตาลอ่อนเข้ามาแทน ตอนนี้ป่ารอบตัวนั้นเต็มไปด้วยเถาวัลย์และกิ่งไม้ที่รกทึบ จนทั้งคู่ไม่อาจจะวิ่งฝ่าตะลุยต่อไปได้อย่างสะดวกนัก
“เสียดายปืนกระบอกนั้นจัง ในชีวิตจริงพี่ไม่มีทางได้ยิงมันแน่นอน” นพกรณ์กล่าวอย่างเสียดาย
“โอ๊ย!” ลัดดาอุทานด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจว่า อย่างี่เง่าได้ไหม!
ไม่นานคนทั้งสองก็เดินไปจนพ้นป่าเถาวัลย์ จากนั้นก็มาเจอถนนเส้นหนึ่งซึ่งตัดผ่านป่าดงดิบที่ขวางหน้าอยู่ ดูเหมือนมันจะเป็ถนนแห่งความฝันของใครสักคนอย่างแน่นอน
นพกรณ์หยุดกึกทันที พร้อมกับยกแขนขึ้นขวางหน้าลัดดาไม่ให้เดินต่อ
“ทำไมเหรอพี่นพ”
“เราไม่รู้ว่าถนนเส้นนี้เป็ถนนความฝันรึเปล่า และมันเป็ความฝันของใคร เพราะฉะนั้นเราจะต้องวิ่งข้ามถนนนี้ไปให้เร็วที่สุด ห้ามหยุด ห้ามช้า วิ่งสุดชีวิต!”
ประโยคสุดท้ายเขาหันไปมองแฟนสาวที่กำลังมองดูถนนตรงหน้าอย่างกังวล
นพกรณ์มองข้ามไปดูป่าอีกฝั่งของถนน ป่าแห่งนั้นดงดิบไม่ต่างจากป่าที่เขายืนอยู่ แต่สีของป่ามีความแตกต่างกันมอง เนื่องจากสีของใบไม้และลำต้นเป็สีน้ำเงินทั้งป่า ดูมันช่างแปลกประหลาดไม่เคยเห็น
ลัดดาหันมามองหน้าแฟนหนุ่มอย่างตื่นเต้น เธอเข้าใจดีแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกมา เธอเห็นดังนั้นก็ทำตามเขาเหมือนเด็ก ชายหนุ่มปรายตามองดูเธอแล้วยิ้มที่มุมปาก เมื่อเธอเห็นดังนั้นก็คิ้วขมวดทันที
“อะไร” ลัดดาถาม
“ฮื้อ อะไร” นพกรณ์ทำหน้าซื่อ ๆ
“ก็แล้วยิ้มทำไม”
“ลัดขาสั้นอะ พี่กลัวจะวิ่งตามไม่ทัน” ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะ
“โอ๊ย ไอ้บ้าเอ้ย มาหาว่าเขาขาสั้น” ลัดดาหันมาทำตาดุใส่ “วิ่งให้ทันฉันก็แล้วกัน”
นพกรณ์หันไปมองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาของเขาเป็ไปความกังวล
“จำไว้นะลัด! ทุกอย่างคือความฝัน มันเป็แค่ความฝัน อย่าใ อย่าสติแตกเด็ดขาด วิ่งตามพี่ไม่ว่าจะยังไง”
“ตบหัวแล้วไม่ต้องมาลูบหลังเลย” ลัดดาพูดพร้อมกับทำตาขวาง
“พี่เห็นลัดดูตื่น ๆ พี่ก็เป็ห่วง” คราวนี้น้ำเสียงของชายหนุ่มเหมือนใช้หัวใจพูด
ลัดดาหันมาจ้องตาเขาด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง
“ลัดยอมรับว่ากลัวทุกอย่างที่นี่ กลัวมันทุกซอกทุกมุม ไม่ต้องมีอะไรโผล่มาลัดก็กลัว แล้วยังกลัวอีกว่าจะตามพี่ไม่ทัน ทั้งความคิดและการกระทำ ลัดกำลังงงสับสนไปหมด ลัดไม่เข้าใจ? ทำไมโลกหลังความตายของลัดถึงเป็แบบนี้ มันไม่เหมือนอย่างที่เรารู้มา ทำไมพอตาย เราถึงไม่เป็ิญญาล่องลอยไปไหนต่อไหน รึอาจจะไปหลอกใครต่อใคร รึไม่ก็ไปที่ชอบที่ชอบ รึไปเกิดใหม่เป็อะไรตามกรรม ไม่ก็ตกนรกขึ้น์... รึอะไรก็ได้ที่เขากรอกหูสอนเรามาั้แ่เด็ก” ลัดดาหยุดพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลเอ่อขอบตา จากนั้นหันมามองหน้าแฟนหนุ่มของเธอ
“แต่นี่มันเหมือนมันเป็นิยายเล่มละ 350 เรารักกัน จะแต่งงานกัน แต่ดันโชคร้ายมาตายเสียก่อน แล้วก็ยังได้มาอยู่ด้วยกันอีก แล้วเขาก็มาบอกว่ามันคือความฝัน ฝันของใคร ของพี่หรือของลัด แถมเจอผีวิ่งไล่ แล้วก็มีปืนมายิงยังกับในหนัง อะไรก็ไม่รู้” ลัดดาพูดยืดยาวเหมือนระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ
“พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เราสองคนจะต้องมีจุดจบที่ดีกว่านี้ นี่ยังไม่ใช่จุดจบของเราลัด เราจะต้องไปให้ถึงที่สุด ลัดอย่าท้อเป็อันขาด พี่เชื่อมั่นในความดีของเรา ลัดจำได้ใช่มั้ยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ลัดไม่เคยทำชั่วทำเลว พี่ก็เหมือนกัน” นพกรณ์หยุดพูดแล้วหันไปมองหน้าเธอ
“ถึงพี่จะเป็คนไม่ชอบทำบุญ แอนตี้ระบบระเบียบมากมายของศาสนา ต่อต้านความเชื่อที่ไม่เกี่ยวกับหลักคำสอนที่เป็แก่นแท้ แต่พี่ก็เชื่อมั่นว่าพี่คิดดีและทำดีมาตลอด พี่ไม่เคยคิดเปรียบเทียบเลยว่าสิ่งดีที่ทำ มันเทียบกันได้หรือไม่กับการสร้างบุญสร้างกุศลที่เขาหมั่นทำ หมั่นสร้าง พี่คิดว่าทำแล้วมันสบายใจก็แค่นั้นแหละ แต่พี่ก็คิดว่าสิ่งที่พี่เชื่อไม่ผิดแม้มันจะไม่ส่งผลถึงพี่ในตอนนี้ พี่ก็จะสู้เพื่อให้ได้ชีวิตของเราคืนมา”
“พี่นพเคยบอกว่าไม่เชื่อเื่บุญ บาป ชาตินี้ ชาติหน้า ์ นรก ลัดจำได้”
“ลัดเข้าใจผิดแล้ว พี่ไม่เคยบอกว่าไม่เชื่อ แต่พี่ไม่เคยหาคำตอบให้เื่พวกนั้นต่างหาก ปล่อยให้มันเป็ไป พี่แค่เดินตามทางคำสอนของพระพุทธเ้าเท่านั้น เดินตามมรรค ทำได้เท่าไหนเอาเท่านั้น ไม่สงสัย ไม่หาคำตอบ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป พี่เชื่อว่าผลของมันไม่ได้ส่งผลถึงตอนตายหรอก มันมีผลแค่ตอนเราอยู่ และตอนนี้เราก็ไม่มีโอกาสเห็นผลนั้นแล้ว” ประโยคสุดท้ายนพกรณ์มองเหม่อเข้าไปในป่าเบื้องหน้าซึ่งเต็มไปด้วยสีน้ำเงินที่มืดมิด
“แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าคำสอนไหนเป็ของพระพุทธเ้าจริง ๆ” ลัดดาถามด้วยอารมณ์ที่อยากเอาชนะ
“สิ่งที่ทำแล้วเห็นผล สิ่งที่ทำแล้วเป็จริง สิ่งที่ทำเพราะมีเหตุที่ต้องทำ สิ่งที่ทำโดยไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องทำ สิ่งที่ทำแล้วไม่ฝืนธรรมชาติและไม่ขัดต่อหลักของความเป็จริง นั่นคือหลักการพิจารณาว่า ธรรมะใดคือแก่นแท้ของพระพุทธเ้า สิ่งใดที่ฝืนธรรมชาติ สิ่งใดที่มองไม่เห็น ไม่มีตัวตน สิ่งนั้นไม่ใช่ พี่เชื่ออย่างนั้น”
นพกรณ์คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ใช่ว่ามนุษย์จะเห็นแก่ตัวมาั้แ่เกิด แต่เป็เพราะความอยากทำให้คนเราต้องหาทางเอาชีวิตรอด ความเชื่อถูกแปรเปลี่ยนให้เป็ธนบัตร ความศรัทธาถูกเปลี่ยนให้เป็ธุรกิจเพื่อค้ากำไร จนทำให้คนเราเห็นแก่ตัวแม้กระทั่งการทำความดี การทำบุญที่เป็เพียงแค่การทำทานเพื่อขัดเกลาจิตใจ กลายเป็การสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อเป็ใบผ่านให้ได้ดี หรือไม่ก็เป็ใบรับรองว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็คน และเป็คนที่ไม่ลำบากด้วย มันเป็การทำดีที่ไม่ได้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันเป็อะไรที่ช่างห่างไกลจากความผ่องใสเหลือเกิน
ลัดดาอ้าปากหาวอย่างลืมตัวเพื่อแกล้งแฟนหนุ่ม นพกรณ์เห็นดังนั้นก็ทำหน้าหมั่นไส้
“พร้อมรึยัง” นพกรณ์ถามแล้วคว้ามือเธอมากุมไว้
ลัดดาก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่อยู่ในกำมือของเขา
“ลัดว่าเราต่างคนต่างวิ่งดีกว่า ลัดกลัวลัดล้มเหมือนเมื่อกี้” เธอพูด แต่ก็ยังไม่กล้าเอามือตัวเองออกจากมือของเขา
“โอเค” นพกรณ์เข้าใจและยิ้มให้เธอแวบหนึ่ง
บัดนี้ทั้งสองคนอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะวิ่งข้ามถนนแห่งความฝันของใครก็ไม่ทราบ แต่ทั้งคู่รู้แค่ว่าจะต้องวิ่งข้ามมันไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะถูกดูดเข้าไปในความฝันครั้งสุดท้ายของใครบางคน
“ไป๊!” นพกรณ์ะโออกมาสุดเสียง
เขาและเธอวิ่งสุดแรงเกิดแล้วะโข้ามแนวป่าก้าวขึ้นไปเหยียบบนถนน จากนั้นสาวเท้าวิ่งอย่างสุดชีวิต ลัดดาที่ถูกสบประมาทว่าขาสั้น เร่งฝีเท้าเพื่อจะวิ่งนำหน้าเขาให้ได้ ในขณะที่เธอกำลังจะวิ่งแซงเขา ทันใดนั้นทั้งสองก็เหมือนถูกผลักให้ตกวูบลงตึก 200 ชั้น นพกรณ์แหกปากลั่น
“อีกแล้วเร้อ”
ไม่ทราบว่านานเท่าใดที่ตกลงไปในอุโมงค์ที่มืดมิด นพกรณ์ลอยละลิ่วพร้อมกับความกังวลใจ เพราะเขาไม่ได้กอดลัดดาเอาไว้ หรือไม่แม้แต่จับมือ จากนั้นอีกนานเท่าใดไม่ทราบ ฟื๊บบบ! เขาก็รู้สึกตัวว่ามายืนอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่มันฝันของใครอีกล่ะ” ชายหนุ่มร้องขึ้นในใจ
เมื่อนพกรณ์หันไปมองรอบตัว ใจก็หล่นวูบลงทันที เพราะเขามองไม่เห็นลัดดา เธอหายตัวไป!
ชายหนุ่มเดินตามหาไปทั่วบ้าน เขาเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ห้องนั่งเล่น จากนั้นเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองซึ่งมีห้องนอนอยู่ 2 ห้องและห้องน้ำ ทุกห้องว่างเปล่าไม่มีคนอยู่และไม่เห็นแม้แต่เงาของลัดดา เขาจึงเดินกลับลงมาชั้นล่างแล้วเดินทะลุไปด้านหลัง ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็ห้องครัว
ทันใดนั้นสายตาของนพกรณ์ก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่ง กำลังนั่งสับเนื้ออยู่ที่พื้นในห้องครัว ชายคนนั้นนั่งบนเสื่อสีน้ำเงินเข้ม มีเขียงสับหมูอันใหญ่ที่มีกระดูกซี่โครงวางอยู่ตรงหน้า และมีกะละมังใบใหญ่วางอยู่ข้างหลัง ชายคนนั้นถือมืดอีโต้ชำแหละเนื้ออย่างเมามัน
ดูเหมือนเขากำลังเลาะเนื้อออกมาจากกระดูกซี่โครงอย่างบรรจง!
นพกรณ์เอียงคอหรี่ตามองดูชายคนนั้นอย่างเพ่งพิศ สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความไม่ปกติ ดวงตาของเขาเบิกโพลงและเหลือกออกมา เบ้าตาเป็หลุมลึกดำคล้ำน่ากลัว ดูเหมือนชายคนนี้จะไม่ได้นอนมาหลายวัน ริมฝีปากนั้นแห้งผากและลอกออกมาแผ่น ๆ อีกทั้งยังกัดปากตัวเองอยู่ตลอดเวลา มองดูลักษณะแล้วเหมือนคนเมายาบ้ายังไงยังงั้น
เพื่อให้แน่ใจว่าชายที่ถือมีดอีโต้ในมือมองไม่เห็นเขา นพกรณ์ลองเดินเข้าไปใกล้ชายคนนั้นอีกนิด แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็ถึงกับอึ้ง! เมื่อเห็นสิ่งที่โผล่ขึ้นมาจากกะละมังที่อยู่ด้านหลัง เนื้อที่ชายคนนี้ชำแหละอยู่ มันไม่ใช่หมู ไม่ใช่วัว แต่มันเป็คน!
ศีรษะของหญิงคนหนึ่ง เส้นผมสีขาวโพลนสยายเต็มกะละมัง และมันชุ่มโชกไปด้วยเื ที่กระหม่อมของเธอมีแผลฉกรรจ์บาดลึกลงไปจนเห็นเนื้อสมอง ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง ใบหน้าเหี่ยวย่นทำให้รู้ว่าเธอเป็หญิงมีอายุมากแล้ว แขนและขาทั้งสองข้างรวมถึงลำตัววางทับปนกันในกะละมังใหญ่ใบนั้น นพกรณ์เห็นภาพนั้นแล้วก็ถึงกับเซ
ชายผู้ที่กำลังนั่งชำแหละเนืุ้์! เงยหน้าขึ้นมองนพกรณ์ แววตาแรกเหมือนเขารู้สึกใเล็กน้อย แต่แล้วชายคนนั้นก็หยิบก้อนเนื้อยาวสีน้ำตาลเข้มลื่น ๆ คล้ายกับตับขึ้นมาวางบนเขียง แล้วหั่นมันเป็ชิ้นบาง ๆ สี่ห้าชิ้น จากนั้นหยิบชิ้นเนื้อลื่น ๆ ขึ้นจากเขียง แล้วจิ้มลงไปในถ้วยที่มีน้ำสีดำโรยหน้าด้วยหอมผักชี แล้วเอาเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“ลองชิมมั้ย ตับหวาน” ชายคนนั้นหยิบเนื้ออีกชิ้นพร้อมด้วยยกถ้วยน้ำจิ้มยื่นให้
“อ๊วกกก!”
นพกรณ์อาเจียนพุ่งออกมาเพราะอั้นไว้ไม่อยู่ แล้วทันใดนั้นเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลัดดานั่งหลับตาปี๋ปิดปากตัวเองอยู่ข้างถังแก๊ส ซึ่งมันอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องครัว ไม่รอช้าเขาสาวเท้าวิ่งเข้าไปหาเธอทันที
“มึงเป็ใครไอ้ห๊ะ ตำรวจจ้างมึงมาฆ่ากูใช่มั้ย” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยมีดอีโต้ในมือ
นพกรณ์ไม่เสียเวลาหันไปมอง เมื่อวิ่งถึงตัวลัดดาเขาก็ดึงแขนให้เธอลุกขึ้น แล้ววิ่งออกจากห้องครัวทะลุมาที่ห้องรับแขกเพื่อหาประตูออกจากบ้านหลังนี้ทันที
“กรี๊ดดด!” ลัดดากรีดร้องดังลั่นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากอย่างขวัญเสีย
“มึงมาสิ มาฆ่ากู จะหนีไปไหนห๊า ไอ้ควาย” ชายคนนั้นแหกปากร้องไล่หลัง และถือมีดอีโต้วิ่งตามมาติด ๆ
ในขณะที่คนทั้งสองกำลังวิ่งหนีตายหาทางออกจากบ้าน นพกรณ์คิดแผนการหนีอย่างร้อนรน
“เราต้องหาตึกสูง ๆ ลัด เราถึงจะออกไปจากฝันนี้ได้” เขาร้องบอกเธอโดยไม่หันหลังมามอง
เมื่อทั้งคู่วิ่งออกมาจากบ้านได้ ก็พบว่าตัวเองอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบท ไม่มีตึกอาคารสูง ไม่มีแม้แต่เสาโทรศัพท์
“เวรกรรม” นพกรณ์ร้องขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“ทำยังไงดีล่ะพี่นพ ไม่มีตึกให้เราะโเลย”
“ทำยังไงดี? ทำยังไงดี! ต้นไม้ เราปีนต้นไม้ได้มั้ย”
“ไอ้เลวมึงจะหนีกูไปไหน มึงหนีมีดอีโต้กูไม่พ้นหรอก มาให้กูชำแหละเก็บไว้กินนาน ๆ หน่อย”