ตอนที่ 10 ผู้ไม่รู้หนังสือในยุคโบราณ (1)
เมื่อเห็นเหล่าพี่สาวน้องสาวมีปฏิสัมพันธ์ ‘ใกล้ชิดกลมเกลียว’ อวี๋ฮูหยินจึงเผยรอยยิ้มออกมาพลางพูดอย่างพอใจว่า “เจียวเอ๋อร์ เมื่อวานท่านพ่อของเ้าบอกกับข้าว่า เฝิงอี๋เหนียงไม่อยู่แล้ว เ้าก็ไม่มีคนคอยดูแล จึงอยากให้เ้ามาเรียนรู้วิชากับพวกเยียนเอ๋อร์ เดิมทีตัวแม่เองหมายใจให้เ้าย้ายมาอยู่ที่เรือนฉี่ แต่พอนึกได้ว่าเ้าอาศัยอยู่กับเฝิงอี๋เหนียงที่สวนเหมยมานานหลายปี คงจะผูกพันธ์กับที่นั่นอยู่ไม่น้อย อีกอย่างห้องหับที่เรือนฉี่ เยียนเอ๋อร์กับพี่สาวน้องสาวของเ้าก็อยู่กันเต็มหมดทุกห้อง จะเหลือก็แต่เรือนแถวด้านหลังไม่กี่ห้องที่ปล่อยว่างไร้การดูแลมาหลายปี จะให้เ้าทนลำบากเข้าไปพักที่เช่นนั้นก็คงไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเ้าอยู่ที่สวนเหมยต่อจนหมดฤดูหนาวก่อนเป็อย่างไร รอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแม่จะหารือกับบิดาเ้าอีกครั้ง”
อวี๋เจียวย่อตัวลงเล็กน้อยอย่างว่าง่าย คำนับพลางพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ลูกทำให้ท่านแม่ต้องหนักใจจริงๆ ลูกอาศัยอยู่ที่สวนเหมยมาหลายปี ลูกจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับสถานที่นั้นอยู่ไม่น้อย ยามนี้ท่านแม่เมตตาลูก ให้ลูกอยู่ที่นั่นต่ออีกหนึ่งฤดูหนาวย่อมต้องเป็เื่ดีที่สุดอยู่แล้ว”
เมื่อนึกถึงระยะทางที่เดินทางมาถึงที่นี่ในตอนเช้า ในใจของอวี๋เจียวราวกับมีน้ำตาไหลออกมาเป็สายน้ำ พี่สาวน้องสาวบ้านตระกูลอวี๋อาศัยอยู่ถัดจากเรือนของอวี๋ฮูหยิน เป็เรือนด้านข้างเล็กๆ พวกนางเดินออกมาจากเรือนก็สามารถเข้ามาคารวะยามเช้าได้เลย สวนเหมยอาจจะฟังดูไพเราะ และยังตั้งจากชื่อของเฝิงอี๋เหนียง แต่ถึงอย่างไรที่นั่นก็ได้ชื่อว่าเป็ตำหนักเย็นแห่งตระกูลอวี๋ ไม่ต้องบอกว่าไกลจากที่นี่แค่ไหน เมื่อเช้านางใช้เวลาเดินเกือบยี่สิบนาที ฤดูหนาวก็กำลังจะมาถึง นี่แสดงว่านางต้องเดินฝ่าหิมะมาเรียนวิชาอีกแล้วงั้นหรือ
เมื่อเห็นว่านางไม่โวยวายรับคำแต่โดยดี อวี๋ฮูหยินก็ได้กำชับเื่การดูแลสุขภาพอีกหลายประโยคอย่างพออกพอใจ หลังจากนั้นจึงให้เหล่าพี่สาวน้องสาวกลับไปเตรียมความพร้อมยังเรือนของตน เพื่อรออาจารย์หญิงมาสอนตำราในยามเฉิน[1]
พี่น้องคนอื่นๆ กลับไปกินข้าวที่เรือนถัดไปอย่างสบายอกสบายใจ แต่อวี๋เจียวผู้น่าสงสารต้องเดินหอบฮักกลับไปกินข้าวที่สวนเหมย และยังต้องเดินกลับมาเรียนตำราที่เรือนฉี่หลังจากกินข้าวเสร็จ พอนึกว่าวันนี้ตนเองต้องเดินทางไปกลับเช่นนี้อีกหลายรอบ อวี๋เจียวจับขาที่อ่อนแรงของตนเอง ได้แต่กลัดกลุ้มในใจ
บ้าเอ๊ย อยากหาท่านเทพย้อนเวลาให้เจอ แล้วให้เขาส่งจักรยานมาให้สักหนึ่งคันเสียจริง
…
แม้ว่าระยะทางจะไกล แต่เป็เพราะเวลายังเช้าอยู่ ดังนั้นตอนที่อวี๋เจียวเดินทางมาถึงเรือนฉี่หลังจากเร่งรีบกินข้าวเสร็จ อาจารย์หญิงจึงยังมาไม่ถึง
มองเห็นพี่สาวทั้งสามคนนั่งอ่านหนังสืออย่างเงียบๆ แม้แต่อวี๋ฉุนในวัยหกขวบก็กำลังใช้มือน้อยๆ จับพู่กันฝึกเหมียวหง[2]อยู่ อวี๋เจียวถอนหายใจเบาๆ แล้วย่อตัวคำนับเหล่าพี่สาวด้วยรอยยิ้มปนความเขินอาย จากนั้นจึงเข้าไปนั่งยังที่ที่ยังว่างอย่างรู้ตัว เพื่อรออาจารย์หญิงมาสอนตำรา
อวี๋เยียนเมื่อเห็นว่าน้องสาวมาถึงแล้ว ก็หันไปพูดอย่างห่วงใยว่า “น้องสี่ เมื่อวานอาจารย์สอนบทการฝึกตนใน ‘ตำราสอนหญิง’ วันนี้จะให้สอบตัวต่อตัว
ดวงตาอันชุ่มชื่นของอวี๋เจียวเบิกโตด้วยความตะลึงงันพร้อมกับพูดว่า “ข้าไม่เคยอ่าน ‘ตำราสอนหญิง’ ” ฉันอ่านแต่นิยายแฟนสาวยัยตัวร้าย
อวี๋เหยาได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นพลางพูดว่า “ไม่เคยอ่านหรือ เป็ไปได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าเฝิงอี๋เหนียงมีความรู้เื่ ‘ตำราสอนหญิง’ อยู่ไม่น้อย เคยถูกท่านย่าลงโทษให้คัดตั้งยี่สิบรอบ คัด ‘ตำราสอนหญิง’ หลายครั้งขนาดนั้น เ้าแค่อ่านผ่านๆ ก็น่าจะจำได้แล้วนะ”
อวี๋เจียวไม่รู้เลยจริงๆ ว่า อี๋เหนียงของเ้าของร่างเดิมเคยมีเกียรติประวัติอัน่โชติเช่นนี้ แต่พอมานึกดูแล้ว ด้วยสถานะของเฝิงอี๋เหนียง จะลงโทษด้วยการตีก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ก็คงจะทำได้เพียงลงโทษด้วยการให้คัดลายมือ
ด้วยเหตุผลที่ว่าตนแสร้งแสดงเป็ผู้อ่อนแอั้แ่แรก นางได้แต่ก้มหน้าแดงๆ ลงและนิ่งเงียบ เมื่อเห็นนางในท่าทีเช่นนั้น อวี๋เหยาจึงหันหน้ากลับไปอย่างได้ใจ “พี่หญิงใหญ่ เมื่อวานที่ท่านอาจารย์สอนตรงนี้ ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเลย อาจารย์ใกล้จะมาถึงแล้ว ท่านรีบๆ อธิบายให้ข้าฟังหน่อย”
อวี๋เยียนหันหน้าไปทางอวี๋เจียวพร้อมกับรอยยิ้มแทนคำขอโทษ แล้วจึงหันกลับไปอธิบายตำราให้กับอวี๋เหยาด้วยท่าทีอ่อนโยน
เชิงอรรถ
^ ยามเฉิน คือ ช่วงเวลา 7.00 - 9.00 น.^ การฝึกเขียนพู่กันจีนเบื้องต้น โดยการใช้กระดาษที่มีความบาง วางทับแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรที่จะใช้เป็นตัวอย่างในการเขียน ผู้เขียนก็จะสามารถเขียนพู่กันตามรอยตัวอักษรได้อย่างถูกต้อง