หลิวเสี่ยวเหมยเดินกลับมายังเรือนพักของตนด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็เพราะความรู้สึกร้อนรุ่มที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน ภาพของเหลียงฟูที่ยืนก้มหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและความปรารถนาที่เขาพยายามซ่อนเร้น ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนาง
นางรู้สึกว่าความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นนั้นมากเกินกว่าจะเก็บไว้ในห้องเงียบ ๆ ได้ เสี่ยวเหมยจึงตัดสินใจเดินออกไปที่สวนดอกไม้ด้านหลังเรือนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และสงบจิตใจ สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้หายากที่บิดาของนางสั่งนำเข้ามาปลูก และเป็ความรับผิดชอบของ เหลาจางโถว คนดูแลสวนสูงวัย
ขณะที่นางกำลังชื่นชมดอกโบตั๋นสีแดงสดที่เพิ่งผลิบาน นางก็เห็นเหลาจางโถวกำลังง่วนอยู่กับการตัดแต่งกิ่งไม้ที่พุ่มกุหลาบอยู่ไม่ไกล ชายชราผู้นี้มีรูปร่างใหญ่โต แม้จะดูสูงวัย แต่โครงสร้างร่างกายยังคงกำยำ บ่งบอกถึงการทำงานหนักมาตลอดชีวิต กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและแขนแม้จะเริ่มหย่อนคล้อยตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงมีมัดให้เห็นชัดเจน พุงที่ยื่นออกมาเล็กน้อยเป็เครื่องยืนยันว่าเขาใช้ชีวิตสุขสบายขึ้นมากนับั้แ่มาอยู่กับตระกูลหลิวได้ห้าปี ดวงตาของเขายังคงวาววับและดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
“เหลาจางโถว” เสี่ยวเหมยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลตามแบบฉบับคุณหนู เหลาจางโถวรีบวางกรรไกรลงแล้วหันมาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “คุณหนูมีอะไรให้บ่าวรับใช้หรือขอรับ” “ไม่มีอะไรมากหรอก” เสี่ยวเหมยยิ้มเล็กน้อย “ข้าแค่มาดูดอกโบตั๋น พวกมันสวยงามมาก ท่านดูแลได้ดีจริง ๆ” “เป็เกียรติของบ่าวขอรับ” เหลาจางโถวตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองคุณหนูของตน
ทันใดนั้น เสี่ยวเหมยก็สังเกตเห็นดอกกล้วยไม้ป่าขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มโบตั๋น มันเป็ดอกไม้ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความไร้เดียงสาและอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กสาว นางจึงตัดสินใจเก็บมัน “โอ๊ะ! ดอกไม้อะไรกันนี่” นางอุทานเบา ๆ แล้วย่อตัวลง ก่อนจะค่อย ๆ คลานเข้าไปใต้พุ่มไม้เพื่อเอื้อมมือไปเด็ดดอกกล้วยไม้ การกระทำที่ไร้เดียงสานี้ทำให้นางอยู่ในท่าที่ผ้าแพรที่พันรอบอกนั้นตึงจนแทบจะปริออก ส่วนบั้นท้ายที่อวบอิ่มก็โหนกนูนเด่นออกมาอย่างชัดเจนภายใต้ชุดกระโปรงผ้าไหมสีอ่อน เหลาจางโถวที่กำลังจะหันหลังกลับไปทำงานต่อถึงกับชะงักกึก ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เขาไม่ได้มองที่ดอกไม้ แต่จ้องมองไปยังส่วนโค้งส่วนเว้าที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของคุณหนูของเขาอย่างไม่ละสายตา เสี่ยวเหมยยังคงง่วนอยู่กับการเก็บดอกไม้ โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าท่าทางของนางได้ปลุกเร้าความปรารถนาที่มืดมิดในใจของชายชราผู้นี้
“ดอกโบตั๋นนี้้าน้ำมากเป็พิเศษใน่นี้ขอรับคุณหนู” เหลาจางโถวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย พยายามควบคุมตัวเองให้กลับสู่สภาวะปกติ “หากคุณหนูมีเวลาว่าง โปรดแวะมาดูบ่อย ๆ นะขอรับ การได้เห็นความงามของพวกมันก็เป็ความสุขอย่างหนึ่งของบ่าว” เสี่ยวเหมยลุกขึ้นยืนอย่างร่าเริงพร้อมกับดอกกล้วยไม้ในมือ นางไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเขา นางเพียงแต่พยักหน้าอย่างยินดี “แน่นอน ข้าจะมาดูบ่อย ๆ” “แล้วพุ่มกุหลาบนี้เล่า” เสี่ยวเหมยชี้ไปที่พุ่มกุหลาบที่เขาเพิ่งตัดแต่ง “ท่านตัดแต่งได้เรียบร้อยดีมาก” “ขอบคุณขอรับคุณหนู” เหลาจางโถวตอบ “บ่าวพยายามทำให้ทุกอย่างในสวนนี้งดงามที่สุด เพื่อให้สมกับเป็สวนของดอกบัวที่กำลังจะผลิบานอย่างคุณหนู”
คำพูดของเขาฟังดูเป็คำชมที่สุภาพ แต่กลับมีความหมายแฝงที่เสี่ยวเหมยจับไม่ได้ นางเพียงแต่รู้สึกว่าชายชราผู้นี้ช่างเป็คนที่มีอัธยาศัยดีและช่างพูดจา “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” เสี่ยวเหมยกล่าวลา แล้วเดินกลับไปยังเรือนพักของตนอย่างช้า ๆ
เหลาจางโถวยืนนิ่งมองตามร่างอรชรของคุณหนูที่กำลังเดินลับหายไปในทางเดินที่คดเคี้ยว ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังบั้นท้ายที่กำลังโยกย้ายอย่างเย้ายวนภายใต้ชุดกระโปรงผ้าไหมสีอ่อน รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของคนดูแลสวนที่ซื่อสัตย์อีกต่อไป แต่มันเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และกระหาย
“ดอกบัวแรกแย้ม… ช่างน่าลิ้มลองเสียจริง” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดแต่งกิ่งกุหลาบต่ออย่างใจเย็น แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของเรือนร่างที่กำลังเติบโตของคุณหนูหลิวเสี่ยวเหมย เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเหลียงฟู แต่เขารู้สึกถึงความปรารถนาที่มืดมิดและแผนการบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตใจของชายชราผู้นี้