“สองหยวนน้อยเกินไปสิบหยวนแล้วกันค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นสี่หยวน?”
“แปดหยวน”
หลังต่อราคากันไปหนึ่งยกสุดท้ายก็ตกลงกันได้ที่ห้าหยวน
เงินห้าหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับคนที่มีคลังสมบัติอยู่กับตัวอย่างสวีหว่านหนิงแต่สำหรับแม่หลินกลับเป็นเงินก้อนใหญ่
แม่หลินคำนวณไว้แล้วว่าจะเก็บเงินทั้งหมดเอาไว้อนาคตตอนสร้างบ้านเธอจะได้ช่วยออกเงินบางส่วน
ถึงอย่างไรค่าอาหารและค่าเสื้อผ้าของคนในบ้านอาหนิงก็ออกให้ทั้งหมดเธอไม่มีเรื่องต้องใช้เงิน
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะให้เงินแม่ด้วยฉันก็ต้องรบกวนแม่ดูแลต้ายากับเถี่ยตั้นเหมือนกัน”
แม่หลินขยับริมฝีปากอยากบอกลูกสาวว่าไม่ต้องให้เงินเธอ ต้ายากับเถี่ยตั้นก็เป็นหลานของเธอเช่นกัน เธอรักพวกเขามาก
แต่เธอเพิ่งรับเงินจากอาหนิงถ้าไม่รับเงินของเฉวียนเฉวียน อาหนิงจะคิดมากหรือเปล่า
แต่อาหนิงมีเงินเฉวียนเฉวียนเพิ่งแยกบ้านออกมาจากตระกูลไต้ ไม่มีเงินติดตัว!
“ดีเลยเธอให้เงินแม่ด้วยอีกคน ให้เดือนละหยวนก็พอแล้วละ” สวีหว่านหนิงเอ่ย
“หยวนเดียวจะน้อยไปไหมคะ”หลินเฉวียนขมวดคิ้ว เธอไม่รู้ว่าตนจะได้เงินเดือนเท่าไรแต่คงได้ไม่เท่าพี่สะใภ้แน่นอน แต่เงินหนึ่งหยวนกับห้าหยวนต่างกันมากเกินไป
สวีหว่านหนิงยิ้ม“เงินเดือนของเธออยู่ที่สิบหยวน แบ่งให้แม่หนึ่งหยวนไม่น้อยแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น...ตกลงกันที่หนึ่งหยวน?”
“ได้!” แม่หลินรีบตอบตกลง
เงินหนึ่งหยวนไม่ได้สร้างผลกระทบกับครอบครัวของเฉวียนเฉวียนมากนักอีกอย่างอาหนิงก็เป็นฝ่ายเสนอเอง ย่อมไม่มีปัญหา
สวีหว่านหนิงไม่ใช่ไม่รู้ความในใจของแม่หลินแต่เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ
แม่คนไหนไม่คิดเผื่อลูกของตัวเองบ้างแล้วเธอจะติดใจกับเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ไปทำไม
ถึงอย่างไรแม่หลินก็ดีกับเธอจากใจจริงเท่านี้เธอก็พึงพอใจมากแล้ว
ขณะเดียวกันณ หน่วยจือชิง
จือชิงสิบกว่าคนนั่งอยู่ด้วยกันหัวข้อบทสนทนาย่อมหนีไม่พ้นเรื่องโรงงานสาขา
“โรงงานสาขารับคนงานแค่ยี่สิบคนเท่านั้นพวกเขาคงเน้นรับคนในหมู่บ้านต้าเจียงก่อน พวกเราเลิกคิดได้เลยแต่ตำแหน่งนักบัญชีพวกเราลองสมัครดูได้”
“แต่พวกเราสิบกว่าคนต้องแย่งตำแหน่งนักบัญชีเพียงหนึ่งเดียวมันไม่ง่ายเลยนะ”
ไม่ง่ายแล้วจะทำอย่างไรได้ถ้าไม่อยากทำไร่ทำนา ก็ต้องพยายามคิดหาทางคว้าตำแหน่งนั้นมาให้ได้
บรรยากาศที่เคยอบอุ่นเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
“นี่ก็ดึกแล้วฉันจะไปต้มน้ำร้อน”
“ฉันจะกลับห้องไปอ่านหนังสือหน่อย”
ไม่ทันไรทุกคนก็แยกย้ายกันไปกว่าครึ่งเหลือแค่กู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
หลายวันนี้ เพราะกินอาหารน้อยเลยต้องรักษาพลังงานเอาไว้กู้จวิ้นจึงไม่ค่อยออกไปข้างนอก ทำให้เขาไม่รู้ข่าวดังของหมู่บ้าน
หากไม่ใช่เพราะได้ยินพวกจือชิงคุยกันเมื่อครู่เขาคงไม่รู้เลยว่าสวีหว่านหนิงได้เป็นผู้บริหารโรงงานอาหารสาขาย่อย
เขาหันไปพูดกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนว่า“เชี่ยนเชี่ยน เธอสนิทกับหว่านหนิงมาโดยตลอด ไปขอให้เขาช่วยสิไม่แน่เขาอาจจะให้ตำแหน่งเธอก็ได้”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนมองหน้ากู้จวิ้นด้วยสายตาแปลกประหลาด
ตอนเขาอ้าปากพูดเธอนึกว่าเขาจะขอให้ตนช่วยไปอ้อนวอนสวีหว่านหนิงแทนเขา
วันนี้ทำไมกู้จวิ้นดูเปลี่ยนไป?
หลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่เข้าใจความคิดของกู้จวิ้น
เขารู้ดีว่าหลังจากการลักพาตัวคราวก่อนล้มเหลวระหว่างเขากับสวีหว่านหนิงไม่มีหวังอีกแล้ว
สวีหว่านหนิงน่าจะเกลียดเขาเข้าไส้แล้วจะยอมให้ตำแหน่งงานกับเขาได้อย่างไร
อีกอย่างแม้จะเป็นโรงงานอาหาร แต่ยังไงก็ต้องทำงาน เพียงแต่งานอาจจะสบายกว่างานเกษตรอย่างน้อยก็ไม่ต้องตากแดดตากลมทุกวัน
แต่ถ้าให้หลี่เชี่ยนเชี่ยนไปขอร้องสวีหว่านหนิงไม่แน่อาจจะพอมีความหวัง ขอแค่เธอได้เข้าไปทำงานในนั้นก็จะได้เงินเดือนทุกเดือนถึงตอนนั้นเขาค่อยประจบเอาใจหลี่เชี่ยนเชี่ยน รับรองว่าเธอจะต้องแบ่งเงินให้เขา
กู้จวิ้นวางแผนไว้ดิบดีแต่หลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่ใช่คนโง่
หลี่เชี่ยนเชี่ยนอยู่กับกู้จวิ้นมานานเธอรู้สันดานของเขาดี มีหรือจะโดนเขาหลอกง่ายๆ
แต่สิ่งที่เขาพูดใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลหว่านหนิงเป็นคนใจอ่อนและรักเพื่อนเก่าขอแค่รื้อฟื้นความหลังอันงดงามของพวกเธอสองคนให้สวีหว่านหนิงฟังทำให้สวีหว่านหนิงย้อนคิดถึงวันวานรับรองว่าสวีหว่านหนิงจะต้องใจอ่อนยอมให้ตำแหน่งงานกับเธอแน่
ที่สำคัญที่สุดคือในมือของเธอมีป้ายอาญาสิทธิ์ ป้ายอาญาสิทธิ์ที่จะทำให้สวีหว่านหนิงยอมประนีประนอม
“วันนี้ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ฉันค่อยไปหาเธอแล้วกัน”
เช้าวันต่อมาคนทั้งหมู่บ้านพากันไปต่อแถวหน้าสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
เจ้าหน้าที่ของฝ่ายคณะใหญ่พอจะเดาได้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นแต่หลังจากเห็นจำนวนคนแล้วก็อดปวดหัวไม่ได้
“แยกย้ายกันไปหาหัวหน้าคณะย่อยของตัวเองแล้วให้เขาจดบันทึกจำนวนคน อย่ากรูกันเข้ามา”
“เหล่าจางพูดถึงเธอน่ะ อย่าเบียดมาข้างหน้าได้ไหม! ถ้ายังไม่เชื่อฟังฉันจะตัดสิทธิ์ครอบครัวเธอ”
พวกชาวบ้านเป็นระเบียบขึ้นทันตาเห็น
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านก็ดำเนินงานต่อได้
สวีหว่านหนิงเองก็ไม่ได้อยู่เฉย
เมื่อวานเธอไปที่โรงงานอาหารชุนหัวเพื่อทำเรื่องเอกสารบางอย่างและไปเอาข้อสอบกับฝ่ายบัญชี
เมื่อวานเธอมัวแต่คุยกับแม่หลินและหลินเฉวียนจนลืมเวลาจึงไม่ได้อ่านเนื้อหาในข้อสอบ
ตอนนี้ไหนๆก็ไม่มีธุระสำคัญ เธอจะอ่านข้อสอบก่อนสักรอบ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรพรุ่งนี้เธอจะเอาไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่และเริ่มทำการทดสอบผู้สมัครงานตำแหน่งบัญชี
สวีหว่านหนิงอ่านเนื้อหาในข้อสอบตั้งแต่ต้นจนจบไปสองรอบเมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหาจึงเก็บไว้ในช่องมิติ
แม่หลินเดินมาเคาะประตูพอดี“อาหนิง ออกมากินอาหารเช้าได้แล้วลูก”
“จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะแม่”
มื้อเช้าวันนี้ถือว่าละลานตาแม่หลินตื่นมานึ่งซาลาเปาแต่เช้า ทั้งยังต้มแกงจืดไข่น้ำและทำผักเคียงอีกหนึ่งอย่าง ในยุคสมัยนี้ถือเป็นอาหารเช้าที่อุดมสมบูรณ์มากแล้ว
เพียงแต่สวีหว่านหนิงกินอาหารมื้อนี้อย่างไม่ค่อยสงบสุขนัก
เธอรับรู้ได้ถึงสายตาตัดพ้อหลายคู่ที่ผลัดกันมองมาที่เธอ
หลังกินซาลาเปาหมดไปหนึ่งลูกสวีหว่านหนิงก็วางตะเกียบแล้วถามพวกต้าชุนว่า “ว่ามา พวกลูกมองแม่อย่างนี้ทำไม”
“แม่ครับแม่รับปากว่าจะทำลูกท้อในโหลแก้วให้พวกเรากิน แต่นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้วแม่ยังไม่ทำเลย”
สวีหว่านหนิงสะอึกเธอเคยรับปากพวกเด็กๆ จริง แต่หลายวันนี้งานยุ่งมากจนไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านเธอจึงลืมเรื่องนี้ไปโดยปริยาย
“ย่าทำให้พวกลูกกินแล้วไม่ใช่หรือ”
“แค่ก แค่ก...”แม่หลินสำลึก เธอรีบตักแกงจืดไข่น้ำเข้าปากเพื่อบรรเทาอาการ
ต้าชุนบ่นพึมพำ“แต่ย่าทำไม่อร่อย ถ้าไม่จืดก็หวานเกินไป ต้มลูกท้อไม่สุกบ้าง ต้มสุกเกินไปบ้างไม่สำเร็จเลยสักครั้ง”
แม่หลินหน้าแดงเล็กน้อยเธออธิบายเสียงแผ่วว่า “ตอนลูกทำสำเร็จ แม่คอยดูอยู่ข้างๆ ทั้งที่ทำเหมือนกันแท้ๆแต่ไม่รู้ทำไมรสชาติที่ทำออกมาถึงไม่เหมือนกัน”
“อาจเพราะกะเวลาไม่ดีค่ะหรือไม่ก็สัดส่วนน้ำตาลไม่ถูกต้อง อีกเดี๋ยวฉันจะเขียนขั้นตอนอย่างละเอียดแม่ทำตามที่ฉันเขียนก็พอค่ะ”
“แต่แม่อ่านหนังสือไม่ออก”
พอเห็นสวีหว่านหนิงตวัดสายตามาหาต้าชุนก็รีบยกมือทันที
“ผมอ่านให้ย่าฟังได้ครับ”