ความเงียบปกคลุมทั่วโพรงใตู้เา
หลังมู่ชิงเหยาอ่านอักขระโบราณบนประตูหินจบ
ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใดออกมา
ข้อความเพียงไม่กี่คำ
กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลยิ่งกว่าการต่อสู้กับิญญาร้ายเสียอีก
"ผู้เฝ้ามองจะตื่น"
"เมื่อสายสืบทอดกลับคืน"
ซูอู๋เซวียนยืนมองประตูหินอยู่เนิ่นนาน
สีหน้าของรองเ้าหอเฝ้าราตรีเคร่งขรึมกว่าที่เคย
"ท่านรองเ้าหอ..."
เฉินเยี่ยนชิวเอ่ยขึ้น
"ท่านคิดว่าคำว่าสายสืบทอด หมายถึงผู้ใด"
ซูอู๋เซวียนไม่ได้ตอบทันที
เขากลับหันไปมองหลินเซวียน
เพียงชั่วครู่
ก่อนละสายตาออก
"ข้ายังไม่อาจสรุปได้"
"แต่ไม่ว่าใครก็ตาม..."
"การกลับมาของคนผู้นั้น กำลังส่งผลต่อผนึก"
คำตอบนั้นทำให้หลินเซวียนรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
...
หลังออกจากโพรง
หอเฝ้าราตรีเริ่มเพิ่มกำลังเฝ้าระวังรอบูเาทันที
ค่ายกลตรวจจับิญญาถูกติดตั้งเพิ่ม
ยันต์ผนึกจำนวนมากถูกฝังไว้ตามจุดสำคัญ
แม้แต่หานเทียนจวินยังถูกส่งไปตรวจสอบพื้นที่รอบนอกด้วยตนเอง
ทุกคนรู้ดี
สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง
และไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
...
ตกดึก
หลินเซวียนยังคงนั่งฝึกวิชาสังเกตมรรคา
หลังเปิดประตูมรรคา
โลกในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อหลับตาลง
เขาสามารถรับรู้ปราณฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวได้
บางสายอ่อนโยนดุจสายน้ำ
บางสายรุนแรงดุจเปลวเพลิง
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด
คือเส้นกรรม
ยิ่งฝึกมากเท่าไร
เขาก็ยิ่งเห็นมันชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ผู้คนในหมู่บ้าน
ต้นไม้
ูเา
แม่น้ำ
ทุกสิ่งล้วนมีเส้นกรรมเชื่อมโยงเข้าหากัน
และในค่ำคืนนี้
เขาพบสิ่งหนึ่ง
เส้นกรรมสีทองจาง ๆ
ทอดยาวออกมาจากตัวเขาเอง
เชื่อมต่อไปยังูเา
และลึกลงไปใต้ผนึก
หลินเซวียนขมวดคิ้ว
เขาไม่เคยเห็นเส้นนี้มาก่อน
"เหตุใดข้าจึงมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้น..."
เขาพึมพำเบา ๆ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซูอู๋เซวียนเรียกประชุมทันที
ภายในห้องโถงของหอเฝ้าราตรี
ทุกคนมารวมตัวกันครบ
รวมถึงกลุ่มคนชุดดำที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ชั่วคราว
แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
แต่สถานการณ์ตอนนี้บังคับให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
มู่ชิงเหยากางม้วนคัมภีร์เก่าออกบนโต๊ะ
"ข้าตรวจสอบบันทึกทั้งหมดที่นำมาจากส่วนกลางแล้ว"
"และพบข้อมูลบางอย่าง"
ทุกคนหันไปมองทันที
นางสูดหายใจลึก
ก่อนกล่าวต่อ
"ในยุคโบราณ..."
"ผู้เฝ้าผนึกมิใช่คนเพียงคนเดียว"
"แต่เป็สายสืบทอด"
ห้องทั้งห้องเงียบลง
"พวกเขาส่งต่อหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่น"
"เฝ้าระวังสิ่งต้องห้ามบางอย่าง"
"ตราบจนประวัติศาสตร์ของพวกเขาหายไปจากโลก"
หานเทียนจวินถามทันที
"แล้วเหตุใดประวัติศาสตร์จึงถูกลบ"
มู่ชิงเหยาส่ายหน้า
"ไม่ทราบ"
"หน้าคัมภีร์ส่วนใหญ่ถูกทำลาย"
"ราวกับมีผู้ใดจงใจลบร่องรอยทั้งหมด"
...
ในขณะเดียวกัน
ชายชุดดำผู้นำกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขามองข้อความบนคัมภีร์
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
"ลบออกอย่างนั้นหรือ"
"หากเพียงแค่ลบได้จริง..."
ทุกคนหันไปมองเขาทันที
แต่ชายผู้นั้นกลับไม่กล่าวต่อ
ราวกับรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป
ซูอู๋เซวียนจ้องอีกฝ่ายนิ่ง
สายตาเริ่มเย็นลง
...
คืนนั้น
หลินเซวียนฝันอีกครั้ง
คราวนี้ภาพชัดกว่าทุกครั้ง
เขาเห็นเมืองสีดำอันกว้างใหญ่
เห็นตะเกียงนับหมื่นลอยอยู่เหนือท้องฟ้า
เห็นทะเลศพทอดยาวสุดสายตา
และตรงหน้าประตูั์
บุรุษผู้ถือโคมยังคงยืนอยู่ที่เดิม
เพียงแต่ครั้งนี้
เขาหันหน้ามาทางหลินเซวียนอย่างชัดเจน
แม้ใบหน้าจะยังพร่ามัว
แต่หลินเซวียนััได้ถึงความเหนื่อยล้าอันยาวนาน
ราวกับอีกฝ่ายเฝ้ารอคอยมานับหมื่นปี
จากนั้น
เสียงแหบต่ำก็ดังขึ้น
"เวลา..."
"ใกล้มาถึงแล้ว..."
หลินเซวียนก้าวไปข้างหน้า
"ท่านคือใคร"
"เหตุใดจึงเรียกข้าว่าผู้ถือโคม"
คราวนี้
บุรุษปริศนาไม่ได้เงียบ
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ชี้ไปยังด้านหลังของตน
ที่นั่น
เหนือประตูั์สีดำ
มีบางสิ่งกำลังดิ้นรนอยู่ภายใต้โซ่ตรวนมหึมา
แม้มองไม่ชัด
แต่เพียงเห็นเงาร่างเลือนราง
หัวใจของหลินเซวียนก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้
พุ่งเข้ามาในจิตใจ
ทันใดนั้น
บุรุษผู้ถือโคมกล่าวออกมาอีกครั้ง
"อย่าให้มัน..."
แต่ยังไม่ทันพูดจบ
ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย
ราวกับถูกบางสิ่งขัดขวาง
ตูม!
หลินเซวียนสะดุ้งตื่นทันที
เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง
ขณะเดียวกัน
ลึกลงไปใตู้เา
หลังประตูหินโบราณ
เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นเป็ครั้งแรก
แกร๊ก...
แกร๊ก...
คล้ายเสียงโซ่ตรวนขนาดั์กำลังเคลื่อนไหว
ช้า ๆ
ในความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด
และไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า
รอยแตกบนผนึก
ได้ขยายออกอีกเล็กน้อยแล้ว
"เมื่อสายสืบทอดเริ่มตื่นขึ้น..."
"สิ่งที่ถูกจองจำก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน"