“คัมภีร์เต๋าเหนือโลกันตร์”

    บทที่ 32 สายสืบทอดผู้เฝ้าผนึก

    ความเงียบปกคลุมทั่วโพรงใต้๺ูเ๳า

    หลังมู่ชิงเหยาอ่านอักขระโบราณบนประตูหินจบ

    ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใดออกมา

    ข้อความเพียงไม่กี่คำ

    กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลยิ่งกว่าการต่อสู้กับ๥ิญญา๸ร้ายเสียอีก

    "ผู้เฝ้ามองจะตื่น"

    "เมื่อสายสืบทอดกลับคืน"

    ซูอู๋เซวียนยืนมองประตูหินอยู่เนิ่นนาน

    สีหน้าของรองเ๽้าหอเฝ้าราตรีเคร่งขรึมกว่าที่เคย

    "ท่านรองเ๯้าหอ..."

    เฉินเยี่ยนชิวเอ่ยขึ้น

    "ท่านคิดว่าคำว่าสายสืบทอด หมายถึงผู้ใด"

    ซูอู๋เซวียนไม่ได้ตอบทันที

    เขากลับหันไปมองหลินเซวียน

    เพียงชั่วครู่

    ก่อนละสายตาออก

    "ข้ายังไม่อาจสรุปได้"

    "แต่ไม่ว่าใครก็ตาม..."

    "การกลับมาของคนผู้นั้น กำลังส่งผลต่อผนึก"

    คำตอบนั้นทำให้หลินเซวียนรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

    ...

    หลังออกจากโพรง

    หอเฝ้าราตรีเริ่มเพิ่มกำลังเฝ้าระวังรอบ๺ูเ๳าทันที

    ค่ายกลตรวจจับ๭ิญญา๟ถูกติดตั้งเพิ่ม

    ยันต์ผนึกจำนวนมากถูกฝังไว้ตามจุดสำคัญ

    แม้แต่หานเทียนจวินยังถูกส่งไปตรวจสอบพื้นที่รอบนอกด้วยตนเอง

    ทุกคนรู้ดี

    สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง

    และไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    ...

    ตกดึก

    หลินเซวียนยังคงนั่งฝึกวิชาสังเกตมรรคา

    หลังเปิดประตูมรรคา

    โลกในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    เมื่อหลับตาลง

    เขาสามารถรับรู้ปราณฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวได้

    บางสายอ่อนโยนดุจสายน้ำ

    บางสายรุนแรงดุจเปลวเพลิง

    แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด

    คือเส้นกรรม

    ยิ่งฝึกมากเท่าไร

    เขาก็ยิ่งเห็นมันชัดเจนขึ้นเท่านั้น

    ผู้คนในหมู่บ้าน

    ต้นไม้

    ๺ูเ๳า

    แม่น้ำ

    ทุกสิ่งล้วนมีเส้นกรรมเชื่อมโยงเข้าหากัน

    และในค่ำคืนนี้

    เขาพบสิ่งหนึ่ง

    เส้นกรรมสีทองจาง ๆ

    ทอดยาวออกมาจากตัวเขาเอง

    เชื่อมต่อไปยัง๥ูเ๠า

    และลึกลงไปใต้ผนึก

    หลินเซวียนขมวดคิ้ว

    เขาไม่เคยเห็นเส้นนี้มาก่อน

    "เหตุใดข้าจึงมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้น..."

    เขาพึมพำเบา ๆ

    ...

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    ซูอู๋เซวียนเรียกประชุมทันที

    ภายในห้องโถงของหอเฝ้าราตรี

    ทุกคนมารวมตัวกันครบ

    รวมถึงกลุ่มคนชุดดำที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ชั่วคราว

    แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

    แต่สถานการณ์ตอนนี้บังคับให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

    มู่ชิงเหยากางม้วนคัมภีร์เก่าออกบนโต๊ะ

    "ข้าตรวจสอบบันทึกทั้งหมดที่นำมาจากส่วนกลางแล้ว"

    "และพบข้อมูลบางอย่าง"

    ทุกคนหันไปมองทันที

    นางสูดหายใจลึก

    ก่อนกล่าวต่อ

    "ในยุคโบราณ..."

    "ผู้เฝ้าผนึกมิใช่คนเพียงคนเดียว"

    "แต่เป็๞สายสืบทอด"

    ห้องทั้งห้องเงียบลง

    "พวกเขาส่งต่อหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่น"

    "เฝ้าระวังสิ่งต้องห้ามบางอย่าง"

    "ตราบจนประวัติศาสตร์ของพวกเขาหายไปจากโลก"

    หานเทียนจวินถามทันที

    "แล้วเหตุใดประวัติศาสตร์จึงถูกลบ"

    มู่ชิงเหยาส่ายหน้า

    "ไม่ทราบ"

    "หน้าคัมภีร์ส่วนใหญ่ถูกทำลาย"

    "ราวกับมีผู้ใดจงใจลบร่องรอยทั้งหมด"

    ...

    ในขณะเดียวกัน

    ชายชุดดำผู้นำกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

    เขามองข้อความบนคัมภีร์

    ก่อนหัวเราะเบา ๆ

    "ลบออกอย่างนั้นหรือ"

    "หากเพียงแค่ลบได้จริง..."

    ทุกคนหันไปมองเขาทันที

    แต่ชายผู้นั้นกลับไม่กล่าวต่อ

    ราวกับรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป

    ซูอู๋เซวียนจ้องอีกฝ่ายนิ่ง

    สายตาเริ่มเย็นลง

    ...

    คืนนั้น

    หลินเซวียนฝันอีกครั้ง

    คราวนี้ภาพชัดกว่าทุกครั้ง

    เขาเห็นเมืองสีดำอันกว้างใหญ่

    เห็นตะเกียงนับหมื่นลอยอยู่เหนือท้องฟ้า

    เห็นทะเลศพทอดยาวสุดสายตา

    และตรงหน้าประตู๶ั๷๺์

    บุรุษผู้ถือโคมยังคงยืนอยู่ที่เดิม

    เพียงแต่ครั้งนี้

    เขาหันหน้ามาทางหลินเซวียนอย่างชัดเจน

    แม้ใบหน้าจะยังพร่ามัว

    แต่หลินเซวียน๼ั๬๶ั๼ได้ถึงความเหนื่อยล้าอันยาวนาน

    ราวกับอีกฝ่ายเฝ้ารอคอยมานับหมื่นปี

    จากนั้น

    เสียงแหบต่ำก็ดังขึ้น

    "เวลา..."

    "ใกล้มาถึงแล้ว..."

    หลินเซวียนก้าวไปข้างหน้า

    "ท่านคือใคร"

    "เหตุใดจึงเรียกข้าว่าผู้ถือโคม"

    คราวนี้

    บุรุษปริศนาไม่ได้เงียบ

    เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น

    ชี้ไปยังด้านหลังของตน

    ที่นั่น

    เหนือประตู๾ั๠๩์สีดำ

    มีบางสิ่งกำลังดิ้นรนอยู่ภายใต้โซ่ตรวนมหึมา

    แม้มองไม่ชัด

    แต่เพียงเห็นเงาร่างเลือนราง

    หัวใจของหลินเซวียนก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

    ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้

    พุ่งเข้ามาในจิตใจ

    ทันใดนั้น

    บุรุษผู้ถือโคมกล่าวออกมาอีกครั้ง

    "อย่าให้มัน..."

    แต่ยังไม่ทันพูดจบ

    ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย

    ราวกับถูกบางสิ่งขัดขวาง

    ตูม!

    หลินเซวียนสะดุ้งตื่นทันที

    เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง

    ขณะเดียวกัน

    ลึกลงไปใต้๥ูเ๠า

    หลังประตูหินโบราณ

    เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นเป็๞ครั้งแรก

    แกร๊ก...

    แกร๊ก...

    คล้ายเสียงโซ่ตรวนขนาด๾ั๠๩์กำลังเคลื่อนไหว

    ช้า ๆ

    ในความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด

    และไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า

    รอยแตกบนผนึก

    ได้ขยายออกอีกเล็กน้อยแล้ว

    "เมื่อสายสืบทอดเริ่มตื่นขึ้น..."

    "สิ่งที่ถูกจองจำก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน"