ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงอันโอ่อ่าของกรุงลงกาเพียงครู่ ก่อนที่เสียงหัวเราะอันกึกก้องจะระเบิดออกมาจากเหล่า ขุนนางยักษา และผู้ปกครอง ๘ กองพลจตุรบท เมื่อแผนการที่ องค์ทศกัณฐ์ วางหมากไว้ผ่าน "ข่ายใยมนตรามหาละลวย" (ติ๊กต็อกอาคม) ได้สัมฤทธิผลรุนแรงยิ่งกว่าการกรีธาทัพอสูรนับแสนเสียอีก
เป้าหมายในครานี้คือ "อาศรมเทวะขรรค์ฟ้า" สำนักบำเพ็ญตบะที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในกองกำลังที่สนับสนุน ฝ่ายพระราม มาโดยตลอด อาศรมแห่งนี้มิเพียงแต่ผลิตศาสตราวุธอาคมส่งให้ทัพวานร แต่ยังส่งเหล่ายอดนักสิทธิ์และวิทยากรออกไปร่วมรบ สร้างความสูญเสียให้แก่ขุนพลยักษ์แห่งลงกามานับครั้งไม่ถ้วน จนชื่อของอาศรมนี้กลายเป็นฝันร้ายที่กองทัพอสูรขยาดกลัวมาหลายชั่วอายุคน
ทว่ายามนี้... เหล่าลูกสมุนยักษ์ที่เคยเที่ยวป่วนและสลักถ้อยคำเสียดสีใต้ภาพนิมิตของอาศรมพราหมณ์จอมปลอม ล้วนทำตามหมากที่ ฝ่าบาท วางไว้ในกลุ่มมนตราสื่อสารอย่างเป็นระบบ จนอาศรมที่เก่าแก่นับพันปีและเคยเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของฝ่ายพระราม ต้องพังครืนลงมาเพียงชั่วข้ามคืนด้วยพลังแห่ง "เสียงวิพากษ์" ในโลกนิมิตที่ทำลายศรัทธาเสียจนย่อยยับ
ในท้องพระโรงยามนี้ เปาวนาสูร เสนาธิการผู้เฒ่าผู้เจนจบในพิชัยสงคราม นั่งเคียงข้างกับ นนทสูร ยักษ์เจ้าคลังผู้ดูแลขุมทรัพย์แก้วมณีรัตน์ ทั้งสองต่างจ้องมองภาพนิมิตใน ศิลาเนตรทิพย์พลัส (มือถือเรือธงตราผลไม้) ด้วยความเทิดทูนเหนือเกล้า
สหัสเดชะ จอมยักษ์ผิวกายสีชาด เจ้าปกครอง กองกายาเหล็กไหล ถึงกับตบขาฉาดใหญ่ด้วยความสะใจ "ฮ่าๆ! ที่แท้ องค์ทศกัณฐ์ วางหมากไว้ล้ำลึกถึงเพียงนี้ อาศรมเทวะขรรค์ฟ้าที่เคยสังหารพี่น้องอสุราเราไปมากมาย บัดนี้กลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยที่เรามิได้เสียกำลังพลไปแม้แต่เพียงนายเดียว! ช่างสะใจนัก!"
ขณะที่ แสงอาทิตย์ และ ตรีเมฆ สองขุนพลหนุ่มผู้คุม กองเวทบรรลัยกัลป์ ต่างก้มกราบแทบบันไดหน้าจอศิลาด้วยความสวามิภักดิ์ "ทำลายปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายเทพได้โดยมิต้องหลั่งเลือด... ฝ่าบาท ช่างสมกับเป็นจอมราชันผู้กอบกู้เกียรติยศแห่งมวลอสูรโดยแท้!"
กลางที่ประชุมนั้น แม่นางพรรณราย (พระนางรัศมี แม่กองผู้คุม พระราชฐานวิลาสินี) ก้าวออกมาด้วยท่าทางอ่อนช้อยสง่างาม นางนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานของเหล่าศิษย์ในพระราชฐานที่ผันตัวไปเป็น "นักสลักนิมิตสายความงาม" (บล็อกเกอร์)
"เรียนทุกท่าน... ยามนี้ พระราชฐานวิลาสินี ของเรามิได้เพียงแค่ฝึกรำหรือทำอาหารทิพย์ถวายฝ่าบาทเท่านั้น แต่เราได้ขยายฐานอำนาจเข้าสู่ใจกลางความรู้สึกของผู้บำเพ็ญทั่วสามภพ" นางหยุดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถึงตัวเลขที่ทำให้ทั้งท้องพระโรงต้องสั่นสะเทือน "เพียงในสัปดาห์ที่ผ่านมา เรากอบโกย แก้วมณีรัตน์ มาได้กว่า 8๐ ล้านเม็ดเจ้าค่ะ"
"8๐ ล้านเม็ด!" เสียงอุทานดังสนั่น นนทสูรแทบจะตกจากเก้าอี้ ยอดรวมจากการขายมือถือและอุปกรณ์สื่อสารทั่วลงกายังได้เพียง 3๐ ล้านเม็ด แต่การขาย "ไลฟ์สไตล์" และ "อาภรณ์ทิพย์" ของเหล่าสตรีใน พระราชฐานวิลาสินี กลับสร้างรายได้มหาศาลขนาดนี้
แม่นางพรรณรายอธิบายต่อด้วยความภูมิใจ "เป็นเพราะคำชี้แนะของ องค์ทศกัณฐ์ ที่ให้เราสอดแทรกความจริงและความสวยงามลงไปในนิมิต ศิษย์ของข้าอย่างแม่นางรุจาและแม่นางพิมพา ยามนี้มีผู้ติดตามกว่าแสนตน พวกนางมิได้ขายเพียงเสื้อผ้า แต่ขาย 'แรงบันดาลใจ' จนแม้แต่เทพธิดาบนสวรรค์ยังแอบสั่งซื้อเครื่องประดับยักษ์จาก พระราชฐานวิลาสินี ไปสวมใส่!"
บรรยากาศในลงกาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จอมยักษ์อย่าง มารัน และ สัทธาสูร เริ่มเข้ามาขอคำปรึกษาจากแม่นางพรรณรายเรื่องการสร้าง "อัตลักษณ์" (เพอร์สันนัล แบรนดิ้ง) ให้กับกองพลของตนเอง เพื่อเป้าหมายในการสูบเอาทรัพยากรจากฝ่ายธรรมะมาบำรุงกรุงลงกาตามพระราชประสงค์ของจอมราชัน
....
ตัดสลับมายังบรรยากาศภายนอก ณ เมืองขรรค์อุกกาบาต เมืองที่เคยเคร่งขรึมไปด้วยเสียงสวดภาวนา ยามนี้กลับคึกคักไปด้วยผู้บำเพ็ญที่พกพาอุปกรณ์สื่อสารอาคมไปทุกแห่งหน วายุ (หรือ องค์ทศกัณฐ์ ในร่างจำแลงมนุษย์หนุ่มรูปงาม) ก้าวเดินไปตามท้องถนนทางทิศใต้ด้วยท่วงท่าที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น โดยมี บริวารภูตพราย ในร่างเงาสีทมิฬติดตามอย่างเงียบกริบ
"ฝ่าบาท... ร้านที่กระหม่อมสืบมานั้นอยู่เบื้องหน้านี้แล้วขอรับ ร้านพฤษภเหล็กแห่งนี้แปลกนัก เจ้าของร้านมิสนใจเรื่องยศศักดิ์ สนใจแต่เพียงฟืนและไฟเท่านั้น" บริวารภูตพรายรายงาน
ตามหลักการของผู้บำเพ็ญ เมื่อบรรลุถึง ระดับฌานสมาบัติ แล้ว พวกเขแทบมิจำเป็นต้องบริโภคอาหารหรือน้ำอีกต่อไป หากหิวโหยก็เพียงแต่กลืน "อาหารทิพย์" เพียงมื้อเดียวก็อิ่มทิพย์ไปได้หลายวัน ทว่า "ตัณหาในรสชาติ" เป็นสิ่งที่มิอาจถอนรากถอนโคนได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางของผู้บำเพ็ญอย่างเมืองขรรค์อุกกาบาต ก็ยังมีโรงครัวและเหลาอาหารเปิดให้บริการอยู่ไม่น้อย
เมื่อวานนี้ วายุได้ลองไปชิมอาหารจากเหลาเลิศรสหลายแห่ง แต่เขากลับต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรง รสชาติอาหารในโลกนี้หากจะกล่าวตรงๆ คือ "ย่ำแย่" ยิ่งกว่ายุคโบราณในโลกเก่าของเขาเสียอีก มาตรฐานของที่นี่คือ "ทำสุกจนไม่ตาย" ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ความกลมกล่อมหรือศิลปะในการปรุงรสนั้นแทบจะเป็นศูนย์
เขาจึงมิได้คาดหวังอะไรมากนักกับร้านที่อยู่ตรงหน้าที่ชื่อว่า "โรงครัวพฤษภเหล็ก" ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้านพร้อมกับบริวารภูตพราย เขากลับต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ภายในร้านเล็กๆ ที่ดูธรรมดานี้ กลับมีพวกนักสิทธิ์ คนธรรพ์ วิทยาธร พระฤาษี และพวกกินนร–กินรี นั่งอยู่เต็มร้าน หลายคนอยู่ในระดับบำเพ็ญต้น และมีบางส่วนที่ดูมีตบะสูงถึงระดับฌานสมาบัติ
ที่แปลกไปกว่านั้นคือ แทบทุกโต๊ะต่างถือ ศิลาเนตรทิพย์พลัส (มือถือเรือธงตราผลไม้) เอาไว้ในมือ พลางพึมพำกับศิลาเนตรทิพย์ขณะที่ "เนื้อสัตว์อสูรย่างอาคม" ถูกยกมาเสิร์ฟ
"พี่น้องผู้บำเพ็ญทั้งหลาย... วันนี้ข้าเดินทางมาถึงเมืองขรรค์อุกกาบาตเพื่อตามหาของอร่อย ได้ยินมาว่าเนื้อย่างพฤษภเหล็กที่นี่เลิศรสยิ่งนัก ดูสิ... เนื้อกำลังร้อนได้ที่ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ข้าขอชิมให้ทุกท่านดูก่อนนะขอรับ!" ผู้บำเพ็ญระดับต้นผู้หนึ่งกำลังกล่าวแนะนำตัวเองหน้ากล้องนิมิตด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
วายุเดินเข้าไปในร้านที่ดูธรรมดาแต่กลิ่นหอมของเนื้อย่างนั้นรุนแรงจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น 'มนตราแห่งรสชาติ' ทว่าสิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องหยุดมองมิใช่กลิ่น แต่คือภาพของผู้บำเพ็ญนับสิบที่นั่งอยู่ แต่ละตนมิได้ถือพระขรรค์หรือคัมภีร์ แต่กลับถือ ศิลาเนตรทิพย์พลัส (มือถือเรือธงตราผลไม้) ค้างไว้ในท่าทางต่างๆ
"พี่น้องทุกท่าน! ดูความฉ่ำของเนื้อชิ้นนี้สิขอรับ... นี่คือเนื้อพฤษภเหล็กย่างด้วยหินอัคนี ๗ ราตรี!" ผู้บำเพ็ญระดับต้นตนหนึ่งตะโกนใส่ศิลาอาคมของตนพลางทำท่ากินอย่างเอร็ดอร่อย อีกด้านหนึ่งหญิงสาวตนหนึ่งกำลัง "ถ่ายทอดสด" (ไลฟ์สตรีม) โดยใช้มนตราจำแลงโฉม (ฟิลเตอร์) จนดูต่างจากตัวจริงลิบลับ
"ดูนี่สิเจ้าคะทุกท่าน เนื้อย่างร้านนี้มิใช่เพียงแค่นุ่มละมุนลิ้น แต่กลิ่นหอมของมันยังช่วยกระตุ้นความกระหายในร่างกายได้อีกด้วย..."
วายุมองภาพนั้นด้วยแววตาประหลาดใจ “นี่มัน... นักรีวิวอาหาร ในโลกรามาอย่างนั้นหรือ?” วายุแอบมองเข้าไปในหน้าจอนิมิตของนาง และเขาก็ต้องลอบยิ้มออกมา เมื่อพบว่าภาพของนางในนิมิตนั้นดูต่างจากตัวจริงราวกับคนละคน ผิวนางในจอขาวเนียนละเอียด แววตาสดใส และมีรัศมีทิพย์รอบกายที่ดูเกินจริงไปมาก
“ยอดเยี่ยม... พวกเจ้ารู้จักใช้ 'มนตราจำแลงโฉม (ฟิลเตอร์) ' กันได้คล่องแคล่วเหลือเกิน” วายุรำพึงในใจพลางสังเกตเห็นว่าในห้องถ่ายทอดสดของนาง มีคนส่ง "แก้วมณีทิพย์" (ของขวัญ) ให้เป็นระยะๆ
"ข่ายใยมนตรามหาละลวยเพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่พวกเจ้ากลับคิดค้นวิธีการ 'รีวิวร้านอาหาร' และการ 'แนะนำรสชาติ' กันขึ้นมาเองได้แล้วหรือนี่... ข้ามิได้สั่งสอนเรื่องนี้เลยแท้ๆ หรือว่าพวกเจ้าจะมี 'ตบะศักดิ์สิทธิ์แห่งนักสร้างสรรค์' อยู่ในสายเลือดกันทุกคน?"
เขาสัมผัสได้ว่าพวกผู้บำเพ็ญนั้นมีความเฉลียวฉลาดกว่าคนทั่วไปมาก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ยุคสมัยแห่งการสตรีมสดและนิมิตสั้นจะเข้าครอบงำโลกใบนี้อย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงเวลานั้น ฝ่ายธรรมะ (พระราม) และฝ่ายอสูรอาจมิอยากทำสงครามกันอีกต่อไป แต่จะหันมาฟาดฟันกันด้วยยอดผู้ติดตามแทน
วายุลอบยิ้มพลางนึกในใจ “ข่ายใยมนตรามหาละลวยที่ข้าสร้างขึ้น บัดนี้มันกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของผู้คนในป่าหิมพานต์ไปเสียแล้ว การใช้ศิลาเนตรทิพย์พลัสเพื่อโอ้อวดรสชาติอาหารเช่นนี้ ช่างเหมือนกับโลกเก่าของข้าไม่มีผิดเพี้ยน”
พระองค์สาวเท้าเข้าไปยังส่วนลึกของร้าน ที่ซึ่งไอร้อนจากเตาถ่านพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า ที่นั่นมีชายคนหนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าเตายักษ์ ชายผู้นั้นคือ กัญจนะ (หรือที่คนแถวนี้ขานนามว่า วานิช) เขาดูเหมือนนักปราชญ์ผู้วิเคราะห์ทุกอนูของวัตถุดิบ วายุคลี่ยิ้มพลางเดินไปยังหน้าเตาย่างเพื่อสั่งอาหาร
ทว่าสายตาของเขาต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างของเจ้าของร้านที่กำลังขะมักเขม้นกับการสับเนื้ออย่างชำนาญ คนผู้นี้มิได้มีใบหน้าที่ดูดุร้ายหรืออัปลักษณ์ แต่กลับมีบางอย่างที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ใบหน้ากลมเหลี่ยม แววตาที่จดจ่ออยู่กับมีดในมือ และท่าทางการขยับร่างกายที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ทรงพลัง แฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเทคนิค
"เป็นไปมิได้... เหตุใดเจ้าของร้านคนนี้ถึงดูเหมือน..."
กัญจนะสะบัดมีดสั้นเล่มงามในมือ ร่าย "มนตรากรรบิดตัดวิญญาณ" จนเกิดรังสีอาคมแหลมคมดุจเข็มเย็บผ้า พุ่งเข้าแยกชั้นไขมันและเส้นเอ็นของเนื้อสัตว์อสูรชิ้นยักษ์ออกอย่างแม่นยำไร้ที่ติประหนึ่งการร่ายเวทอาคมชั้นสูง
วายุจ้องมองด้วยดวงตาที่หรี่ลง... พระองค์จำชายผู้นี้ได้แม่นยำ เพราะในโลกเดิมเขาคือ กัญจนะ รูปโฉมหน้าตาคล้ายเชฟชื่อดังในไทยมีทั้งเชฟรุ่นใหม่และระดับปรมาจารย์ที่สร้างชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ โดดเด่นด้านอาหารไทยและไฟน์ไดนิ่ง!
และแล้วขั้นตอนสำคัญที่วายุตั้งใจรอดูก็มาถึง กัญจนะลงมือ "คั้น" น้ำจากสมุนไพรสดด้วยพละกำลังจากตบะเดชะ บีบเอาทุกหยาดหยดแห่งพลังรสชาติให้ซึมซาบลงสู่เนื้อสัตว์อสูรอย่างชำนาญ (เพราะหากมิต้นตำรับแบบกัญจนะที่ต้อง 'คั้น' รสชาติย่อมมิอาจซึมลึกถึงชั้นวิญญาณได้เลย)
วายุกอดอกมองดูพ่อครัวจอมขรึมผู้เก่งกาจ เผชิญหน้ากับความร้อนจากหินอัคนีอย่างไม่สะทกสะท้าน ท่าทางที่เป็นวิชาการและลำดับการปรุงที่แม่นยำ ทำให้วายุรู้สึกว่าการเดินทางมาครั้งนี้ พระองค์อาจจะได้พบกับขุนพลคนสำคัญที่จะมาปฏิวัติวงการอาหารผ่านข่ายใยมนตราเสียแล้ว!