จิ่นฮวาเดินลึกเข้าไปในเขตป่าชั้นกลางเรื่อยๆ นางมั่นใจแล้วว่าป่าแห่งนี้ปลอดภัยสำหรับนาง ระหว่างทาง นางพบสัตว์แปลกๆ มากมาย ทั้งบางตัวที่ดูสวยงาม และบางตัวก็ดูท่าทางดุร้าย แต่ก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนเข้ามาทำร้ายนาง จะมีบางตัวที่เดินเข้ามาดมๆ กลิ่นของนาง แต่ก็ไม่มีตัวไหนแตะต้องนางเลย
จิ่นฮวาหายเกร็ง แล้วเริ่มสนุกกับการสำรวจป่าอีกครั้ง บางที่เธอก็ทำใจกล้าเข้าไปลูบหัวสัตว์อสูรรูปร่างเป็กระต่ายขาว แต่เมื่อัั รู้สักเหมือนจับก้อนหิมะเย็นๆ นางสนุกกับการพบเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งสองชีวิตของนาง สิ่งนี้เรียกว่าสัตว์อสูร แล้วที่ดีใจที่สุด คือพวกมันเชื่องกับนางอย่างมาก
แม้บางตัวจะทำท่าทางหยิ่งยโส แต่เมื่อนางเข้าไปใกล้มันก็ยอมมาคลอเคลียกับมือนางแต่โดยดี
จิ่นฮวาไม่รู้ตัวว่าแท้จริงแล้วที่สัตว์เหล่านี้เชื่องกับนาง เพราะกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวนางทำให้สัตว์อสูรเหล่านี้รู้สึกหลงใหล เมื่ออยู่ใกล้ๆ พวกมันรู้สึกเหมือนได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น รู้สึกสดชื่นเมื่อดมกลิ่นนาง อันเนื่องมาจากผลท้อ์พิสุทธิ์ที่หลอมรวมกับจิติญญาของนางนั่นเอง นางคิดว่านี่เป็ผลมาจากพรของเทพพฤกษา แต่แท้จริงแล้วพรของท่านเทพนั้นเพียงไม่ให้สัตว์อสูรทำร้ายนางเท่านั้นไม่ได้ให้พวกมันเชื่องกับนางแบบนี้
สำรวจป่าและเล่นกับสัตว์มาสักพัก นางก็พบสิ่งที่ตามหา นั่นคือโสมพันปี ซึ่งเป็สมุนไพรวิเศษ มันดูดซับพลังฟ้าดินจนมีระดับพลังิญญาพันปี บางหัวถึงห้าพันปีด้วยซ้ำ จิ่นฮวาดีใจอย่างมาก ต้องรู้ก่อนว่าสมุนไพรที่มีพลังิญญาเป็พันปี ถ้านำออกไปข้างนอก ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ มันมีมูลค่ามหาศาลมาก มีคนเคยกล่าวว่าโสมิญญาพันปีเพียงหนึ่งหัวสามารถชุบชีวิตคนใกล้ตายให้ฟื้นคืนได้ ใครได้เหมือนมีอีกหนึ่งชีวิตสำรองเลยก็ว่าได้
แต่จะกล่าวให้ถูกสมุนไพริญญา ถ้าจะให้มีสรรพคุณตามที่กล่าวมาก็ต้องถูกหลอมโดยนักปรุงโอสถที่มีฝีมือระดับห้าขึ้นไปเท่านั้น ไม่อย่างนั้นสรรพคุณก็อาจจะหายไปกว่าครึ่ง หรืออาจจะล้มเหลวไปเลยก็ได้
จิ่นฮวาตั้งใจหาสมุนไพรไปรักษาขาของบิดานาง อย่างน้อย มีสมุนไพรเก็บไว้ก่อน ค่อยตามหานักปรุงโอสถทีหลัง นางบรรจงขุดโสมิญญาพันปี และห้าพันปีอย่างทะนุถนอมไม่ให้เกิดความเสียหาย และยังได้เก็บโสมิญญาห้าสิบปีและร้อยปีไปด้วย นางจะเอาไปขาย เพราะโสมที่มีพลังิญญาแค่ห้าสิบถึงร้อยปี ก็มีมูลค่าหลายร้อยตำลึงแล้ว นางคิดว่าโสมพันปีมีค่ามากเกินไปหานำไปขายอาจนำภัยมาสู่ตัวนางและครอบครัวได้
นางใช้ใบไม้ใหญ่ในบริเวณนั้น ห่อโสมแต่ละหัวไว้ และวางเรียงในตะกร้า นางไม่ได้ขุดไปมากนัก เพียงโสมห้าพันและหนึ่งพันปีอย่างละหัว และห้าสิบกับหนึ่งร้อยปีอย่างละสองหัวเท่านั้น จากนั้นเก็บสมุนไพรชนิดอื่นที่จำเป็อีกสองสามชนิด แล้วเตรียมตัวกลับออกจากป่า เพราะนางออกมานานแล้ว กลัวคนที่บ้านจะเป็ห่วง
จิ่นฮวาเดินย้อนกลับเพื่อจะออกจากป่า บังเอิญสายตานางก็หันไปเห็นพุ่มดอกไม้สีสวย นางจึงเดินไปดูแต่กลับพบสิ่งผิดปกติ มีสัตว์ตัวน้อยกำลังาเ็นอนอยู่ตรงนั้น ตอนแรกนางคิดว่าเป็ผีเสื้อที่ตัวโตมากๆ แต่เมื่อนางอุ้มขึ้นมาบนฝ่ามือกลับพบว่า มันมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ตัวจิ๋วและมีปีกสีสวยเหมือนผีเสื้อ
‘สิ่งนี้เรียกว่าภูติใช่หรือไม่’ นางเคยอ่านเจอในหนังสือ ว่าป่าที่มีพลังิญญาสูงจะมีภูติอาศัยอยู่ แต่ก็พึ่งเคยเห็นครั้งแรก และมันกำลังาเ็
จิ่นฮวารู้สึกสงสารอย่างมาก นางอยากรักษาภูติน้อยตนนี้ เมื่อเกิดความรู้สึกที่แน่วแน่ในจิตใจของนางพลันเกิดแสงจากฝ่ามือทั้งสองของนางที่โอบอุ้มภูติน้อยอยู่ แสงอันอบอุ่นโอบล้อมรอบตัวภูติน้อยในอุ้มมือ จิ่นฮวามองอย่างใ าแของภูติน้อยกำลังสมานกันช้าๆ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปร่างกายของภูติน้อยก็ถูกรักษาอย่างสมบูรณ์ มันลืมตาขึ้นจ้องมองผู้ที่ช่วยชีวิตอย่างซาบซึ้งใจ จิ่นฮวาก็ดีใจมากที่ภูติน้อยหายแล้ว แต่แล้วนางก็ทรุดลงอย่างอ่อนแรง นางใช้พลังปราณไปเกือบหมดในการรักษาครั้งนี้
นางจึงจัดถ้านั่งให้ดี แล้วหลับตาเดินลมปราณดูดซับพลังจากธรรมชาติ เข้าไปหมุนเวียนในร่างผ่านจุดชีพจรทั่วร่าง แล้วกักเก็บไว้ในตันเถียน เพื่อฟื้นฟูพลังของตนเอง โดยมีภูติน้อยบินไปมารอบๆ จ้องมองนาง รอคอยให้นางลืมตา
ครั้งนี้จิ่นฮวาเข้าสู่ห้วงสมาธิที่ลึกมาก จิตของนางถูกตัดขาดจากสิ่งรบกวนภายนอก ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็ม มีเสียงดังปังๆๆๆ ในหัวติดต่อกันหลายครั้ง เมื่อนางลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองทะลวงสู่ขั้นรวมปราณขั้นแรกแล้ว ก่อนเข้าป่านางยังอยู่ระดับก่อกำเนิดขั้นสองอยู่เลย เวลาเพียงไม่นานนางกลับทะลวงระดับได้หนึ่งขั้นใหญ่ ก้าวเข้าสู่ระดับรวมปราณอย่างสมบูรณ์ แบบนี้นางก็สามารถเริ่มฝึกพลังธาตุได้แล้ว
ที่นางสามารถฝึกฝนได้เร็วเช่นนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเส้นชีพจรของนางใหญ่และหนามาก จุดชีพจรเปิดครบทุกจุด นางนับเป็อัจฉริยะตัวจริง แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะดูดซับพลังปราณไปมากเท่าไรก็ถูกส่งไปยังอีกร่างหมด ระดับของนางจึงไม่มีทางเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และอีกเหตุผลคือป่าชั้นกลางมีพลังิญญาเข้มข้นมาก เมื่อร่างกายนางดูดซับและเปลี่ยนเป็พลังปราณจึงทำให้นางเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว
“ยินดีด้วยเ้าค่ะนายหญิง ที่ท่านเลื่อนระดับแล้ว” ภูติน้อยรีบเอ่ยยินดีเมื่อเห็นจิ่นฮวาลืมตาขึ้น
“เ้า… เ้าพูดได้ด้วย” จิ่นฮวาตื่นเต้น เมื่อมองดูดีๆ พูดตัวน้อยหน้าตาน่ารักมาก เสียงของมันก็เหมือนเด็กน้อยน่ารัก
จิ่นฮวายื่นมือออกไป ภูติน้อยจึงบินมายืนบนมือนาง แล้วคุกเข่าลง “ขอบคุณนายหญิงที่ช่วยชีวิต” ภูติน้อยก้มหัวคำนับอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องขอบคุณ เ้าหายแล้วก็ดีแล้ว” จิ่นฮวารีบกล่าว
“ข้าขอตอบแทนบุญคุณท่าน ข้าจะตามท่านกลับไป และคอยรับใช้ท่านเ้าค่ะ นายหญิง” ภูติน้อยกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“เอ่อ จะดีเหรอ แล้วถ้าเ้าตามข้าไปแล้วครอบครัวเ้าล่ะ จะไม่เป็ไรเหรอ” จิ่นฮวาถามอย่างกังวลใจ ในใจลึกๆ นางรู้สึกชื่นชอบภูติน้อยตนนี้อย่างมาก อยากพากลับไปด้วย แต่ก็ไม่อยากทำให้ภูติน้อยลำบาก
“ข้าไม่มีพ่อแม่เ้าค่ะ ข้าเกิดจากจิติญญาแห่งป่า สถิตที่ต้นแสงจันทร์ บำเพ็ญตบะได้เพียงหนึ่งแสนปี วันนี้บินออกมาเที่ยวเล่นกลับถูกสัตว์อสูรทำร้าย ข้าสู้ไม่ไหวจึงหนีมา และได้ท่านช่วยไว้” ภูติน้อยเล่าเื่ราวของตนให้ฟัง
นางยังบอกอีกว่า ในป่านี้มีภูติอีกหลายตน เป็เพื่อนๆ ของนาง นางสามารถมาเยี่ยมพวกเขาได้เมื่อ้า เพียงแค่ตั้งจิตนึกถึงต้นไม้ที่ตนถือกำเนิด ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน เหล่าภูติจะสามารถหายตัวกลับมายังป่าแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถกลับไปหานายของตนได้ตลอดเวลาเช่นกัน
ภูติน้อยเกิดที่ต้นแสงจันทร์นางจึงมีชื่อว่า ‘เยว่เอ๋อร์’
“นางหญิง ข้าจะติดตามท่าน ท่านควรนำต้นแสงจันทร์ออกไปด้วย มันจะช่วยให้ข้ามีพลังมากขึ้นและจะมีประโยชน์กับท่านอย่างแน่นอน” เยว่เอ๋อร์พานางมาที่ต้นแสงจันทร์ต้นใหญ่ ที่นางสถิตอยู่
“จะเอาไปอย่างไร ต้นใหญ่เพียงนี้” จิ่นฮวาถามอย่างสงสัย
“ทางนี้เ้าค่ะ มีต้นเล็กตรงนี้เราสามารถขุดกลับไปได้” จิ่นฮวาจึงใช้เสียมเล็กๆ ที่ตนนำมา ขุดต้นแสงจันทร์ต้นเล็กนี้กลับไป
เมื่อเสร็จเื่แล้วหญิงสาวและภูติตัวน้อยก็มุ่งหน้าออกจากป่า กว่าจะถึงบ้านก็เป็เวลาเย็นแล้ว บิดามารดา และน้องชายนางต่างยืนรอชะเง้อคอรออยู่หน้าบ้านอย่างกังวล
“ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ” ทุกคนต่างโล่งใจที่นางกลับมาอย่างปลอดภัย
จิ่นฮวาเห็นความห่วงใยจากครอบครัว ที่เมื่อก่อนเธอไม่ค่อยได้ัั จึงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ‘พวกเขาเป็ครอบครัวของข้า ข้าจะไม่ให้พวกเขาลำบากอีก ข้าสัญญา’
จิ่นฮวาตัดสินใจเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในป่าให้ทุกคนฟังและแนะนำให้รู้จักเยว่เอ๋อร์ ทุกคนตื่นเต้นมากพวกเขาพึ่งเคยเห็นภูติตัวเป็ๆ ครั้งแรก จิ่นฮวาไม่ได้เล่าเื่ต่างภพให้กับทุกฟัง นางบอกเพียงว่า ก่อนที่นางจะฟื้น ท่านเทพพฤกษามาหานางในฝัน ท่านสงสารในความอาภัพของนางจึงช่วยรักษาให้ และมอบพรให้เข้าป่าได้อย่างปลอดภัย
นางนำสมุนไพรที่มีพลังิญญา ที่เก็บจากป่าชั้นกลางออกมาให้ทุกคนดู แล้วบอกว่าต้องเก็บเป็ความลับห้ามให้ใครรู้ สมุนไพรพวกนี้ล้ำค่าเกินไป หาคนอื่นรู้จะอันตราย นางบอกว่าจะเก็บไว้รักษาขาให้บิดา หลินซานหยางได้ฟังก็ดีใจมาก
เขาเชื่อว่าบุตรสาวเขาต้องทำได้แน่ เขามีความหวังว่าจะเดินได้อีกครั้ง เพราะเยว่เอ๋อร์ช่วยยืนยันว่าธาตุแสงของจิ่นฮวาที่ความสามารถในการเยียวยาอาการาเ็ แต่หลินซานหยางาเ็ถึงกระดูก พลังของนางยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรักษา ‘ไม่เป็ไร ขอเพียงมีความหวัง เขารอได้’