อันเยว่เดินออกจากโรงบ่อนโดยสามารถใช้คำว่าอภิรมย์มาบรรยายอารมณ์ของนางในยามนี้ นางมองไปยังด้านข้างก็เห็นซูจือฉือกำลังนั่งอยู่ในเพิงน้ำชาข้าง ๆ เขาถือถ้วยชาและนำน้ำชาเข้าปากอย่างสง่างาม
“กลับบ้านกัน!”
อันเยว่โบกมือน้อย ๆ ไปทางซูจือฉือ ด้วยใบหน้าที่ปกปิดรอยยิ้มไม่มิด
ซูจือฉือกลับไม่รีบร้อนที่จะลุกขึ้น เขาเงยหน้ามองอันเยว่ด้วยสายตาพิจารณา
“ยังจะรออะไรอีก? กลับบ้าน”
“หากข้าจำไม่ผิด เมื่อสองสามวันก่อนเพิ่งมีคนบอกว่าจะไม่เล่นพนันอีก จะเปลี่ยนตัวเอง หรือว่าหูของข้ามีปัญหา?”
อย่ามองว่าในยามปกติซูจือฉือดูอ่อนโยนและน่ารัก หากเขาเอ่ยปากพูดจริง ๆ ก็ไม่ไว้หน้ากันแม้แต่น้อย
อันเยว่เคยกล่าวเช่นนั้นจริง เพียงแต่ยามนี้สถานการณ์แตกต่างไป วันนี้ไม่เหมือนกับวันนั้น
“เื่นี้…เราค่อยคุยกันหลังจากกลับถึงบ้านแล้ว เราอยู่ที่นี่นานไม่ได้”
เพิ่งชนะได้เงินพนันสองร้อยตำลึงมาหมาด ๆ ด้วยนิสัยของสูเหล่าหวู่ เกรงว่าอีกฝ่ายคงไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ
หากอีกฝ่ายไล่ตามออกมาจริง ต่อให้นางอยากหลบแค่ไหนก็เป็เื่ยาก
อันเยว่ไม่คำนึงว่าซูจือฉือจะโมโหหรือไม่ นางกระชากแขนซูจือฉือแล้วเดินกลับบ้านทันที
ยามนี้ร้านค้าข้างทางเก็บของหมดแล้ว ดูเงียบเหงาและไม่มีแสงไฟเลย
สิ่งนี้ยิ่งทำให้อันเยว่รู้สึกไม่สบายใจ นางถึงกับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพิ่งเดินออกไปได้ไม่นาน ร่างสูงใหญ่ทั้งเจ็ดก็มาขวางทางพวกเขา
“เ้าชื่ออันเยว่ใช่ไหม?”
มาถึงก็ถามเลย เนื่องจากแสงเลือนรางจึงเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด พวกนางไม่แม้แต่จะสวมผ้าโปร่งสีดำอำพรางใบหน้า โดยเฉพาะัตาเดียวในยามนี้ กลับดูคุ้นตาเป็พิเศษ
“พวกเ้ามาหาผิดคนแล้ว”
อันเยว่หัวเราะแห้ง จากนั้นกระชากซูจือฉือเพื่อหมุนตัวจากไป ทว่ากลับถูกขวางด้วยคนสองคน
“สวมชุดสีฟ้า หน้าตาชวนให้คนรังเกียจเช่นนี้ ต้องเป็เ้าแน่ ๆ!”
ัตาเดียวไม่ได้เขลาจริง ๆ ก่อนมานางได้ถามอย่างชัดเจนแล้ว หลังจากแน่ใจเื่การแต่งกายของอันเยว่แล้วนางถึงจะไล่ตามมา
“พวกเ้าจะทำอะไร?”
อันเยว่ดึงตัวซูจือฉือมาปกป้องไว้ข้างหลังตนเองโดยไม่รู้ตัว ในฐานะที่นางเป็ภรรยาของเขา หากผลักเขาออกไปก็อาจดูไร้ความรับผิดชอบไปสักหน่อย
ข้างหน้าห้าคน ข้างหลังสองคน ทั้งเจ็ดคนนี้ล้วนแข็งแกร่งกว่านางทั้งสิ้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากปะทะกันด้วยความรุนแรง นางต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน
“แค่เ้าส่งเงินที่ชนะมาได้อย่างว่าง่าย พวกเราก็ยังพอที่จะปล่อยเ้าไป!”
เงินก้อนนี้อยู่ในมือของอันเยว่แล้ว นางจะหยิบออกมาอีกได้อย่างไร?
เพียงแต่สถานการณ์ในยามนี้ไม่ปล่อยให้คนได้ไตร่ตรองมากนัก
หากมิใช่วันนี้เวลานี้ อันเยว่คงไม่นึกเสียใจถึงเพียงนี้ ว่าเหตุใดนางจึงไม่เรียนรู้วิชาหมัดมวยให้ดีในครานั้น อย่างน้อยยามนี้ก็จะได้ไม่เสียเปรียบ
นางมองบุรุษอ่อนแอข้างกายเล็กน้อย ด้วยร่างกายของเขาที่ล้มได้ทุกเมื่อที่ลมพัด เกรงว่าคงคาดหวังในตัวเขาไม่ได้
อันเยว่จึงยัดเงินที่ชนะมาได้ใส่ในอ้อมอกของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นรีบผลักเขาออกไป “เ้าไสหัวไปซะ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าตามมา!”
“เ้า…”
อันเยว่ขยิบตาถี่ ๆ ให้ซูจือฉือ ขณะที่ปากก็เอ่ยคำหยาบคาย “วัน ๆ หน้าด้านตามข้าต้อย ๆ ต่อให้ข้าชนะพนัน แต่นั่นก็เป็เงินของข้า เ้าอย่าหวังเลยว่าจะได้มันแม้แต่อีแปะเดียว”
พูดจบนางใช้มือจับหน้าอกแล้วเดินไปด้านข้างสองสามก้าว พยายามเบี่ยงเบนความสนใจมาที่ตัวเองและกล่าวด้วยเสียงที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน “รีบไปซะ”
สิ่งนี้ทำให้ซูจือฉือทำอะไรไม่ค่อยถูก เขามองอันเยว่ด้วยความตกตะลึงที่คิดหาวิธีสลัดเขาออกจากในวงล้อมที่อันตราย
แต่ไหนแต่ไรมาสตรีที่เห็นแก่ตัวและผลประโยชน์ผู้นี้สนใจแต่ความอยู่ดีมีสุขของตัวเอง ไม่เคยสนใจสามีอย่างพวกเขา
ยามนี้ นึกไม่ถึงว่านางจะผลักเขาออกไปเช่นนี้!
“้าเงินข้าไม่มีให้ แต่หาก้าชีวิต ข้ามีอยู่หนึ่งชีวิต!”
อันเยว่เห็นว่าซูจือฉือไม่ยอมไปจึงรู้สึกร้อนใจมาก หากพวกนางจับได้ว่าบนตัวนางไม่มีเงิน พวกนางต้องเบนความสนใจไปที่ซูจือฉืออย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่นางทำไปทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
“ช่างเป็สารเลวที่ไม่รักชีวิตจริง ๆ!”
เ้าัตาเดียวตะคอกเสียงดัง จากนั้นเดินเข้าหาอันเยว่ทีละก้าว ทำให้วงล้อมเล็กลงเรื่อย ๆ ยามนี้ซูจือฉืออยู่นอกวงล้อมเรียบร้อยแล้ว เขานึกไม่ถึงว่าอันเยว่จะเผยรอยยิ้มปลอบโยนออกมาให้เห็น จากนั้นก็นั่งยอง ๆ ใช้แขนทั้งสองข้างบังศีรษะ
ใบหน้าครึ่งหนึ่งปรากฏให้เห็นจากซอกแขน นางโบกมือให้ซูจือฉือซ้ำ ๆ และกล่าวพึมพำ “ใช้จังหวะนี้รีบหนีไป!”
ซูจือฉือไม่ลังเลแม้สักนิด เขาหมุนตัวผละจากไปทันที
เดิมทีรูปร่างของเขาก็เหมือนต้นหลิวลู่ลม ประกอบกับเคยเป็คณิกาชายที่หอคณิการะยะหนึ่ง การเดินยิ่งมีท่วงท่าของเหล่าคณิกา จึงง่ายต่อการถูกมองว่าเป็คณิกาชายในหอคณิกาที่พัวพันไม่จบไม่สิ้น
“พี่ใหญ่ คนผู้นั้นหนีไปแล้ว”
“ก็แค่คณิกาชายคนหนึ่ง ไม่ต้องไปสนใจ”
เ้าัตาเดียวเหลือตาข้างเดียว หนำซ้ำยังไร้สมองครึ่งหนึ่ง แต่นี่กลับเป็สิ่งที่อันเยว่้า
“ส่งเงินมาเดี๋ยวนี้!”
“แค่ส่งเงินมา ก็ไม่ต้องเจ็บตัว”
“หากฆ่าเ้า เราก็เอาเงินไปอยู่ดี!”
……
ในขณะที่พวกนางกล่าวก็ไม่ปล่อยให้มือว่าง แต่ซัดหมัดลงไปราวกับห่าฝน
อดทนได้ไม่ถึงครึ่งเค่อ อันเยว่ก็รู้สึกถึงความคาวในลำคอ และกระอักเืออกมาหนึ่งคำ
เมื่อคำนวณว่ายามนี้ซูจือฉือคงกลับถึงบ้านแล้ว อันเยว่ก็รู้สึกโล่งใจ
“เ้าไม่้าชีวิตแล้วจริง ๆ หรือ? หรือชีวิตของเ้ามีค่าแค่สองร้อยตำลึงเงิน?”
“ชีวิตข้าย่อมไม่ได้มีค่าเพียงสองร้อยตำลึงเงินแน่นอน เพียงแต่ เงินไม่ได้อยู่ที่ข้า ทำให้พวกเ้าต้องผิดหวังแล้ว”
อันเยว่ยิ้มอย่างน่าเวทนา เืไหลลงมาตามมุมปากของนาง ัตาเดียวโกรธจนหัวหมุน หลังจากที่ระบายกับเสาไม้ข้าง ๆ แล้ว ก็หันกลับมาชี้ที่อันเยว่พร้อมเอ่ย “ดึงขานางให้ตรง!”
สามคนกดร่างอันเยว่ไว้ อีกคนจับขานางข้างหนึ่ง จากนั้นัตาเดียวก็หวดไม้ตะบองในมือฟาดใส่ขานางทันที
เสียงชวนอึดอัดปนความเ็ปแล่นไปถึงขั้วหัวใจ อันเยว่กัดริมฝีปากแน่น ไม่ส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ เงินสองร้อยตำลึงแลกกับขาหนึ่งข้าง โง่เขลายิ่งนัก!
“เ้าจะส่งเงินมาไหม?”
ไม้ตะบองในมือเ้าัตาเดียวยกขึ้นอีกหนและเล็งไปที่ขาอีกข้างของอันเยว่ ยามนี้อันเยว่เจ็บจนใกล้หมดสติ
บางทีชีวิตของนางอาจต้องถูกทิ้งไว้ที่นี่จริง ๆ เมื่อนึกว่าบุรุษทั้งสี่คนที่บ้านคงหัวเราะอย่างสบายใจ นางก็รู้สึกไม่เต็มใจเล็กน้อย
“ได้ นี่เป็สิ่งที่เ้าเลือกเองนะ!”
เมื่อพูดจบไม้ตะบองของเ้าัตาเดียวก็เหวี่ยงลงมาอีกหน อันเยว่หลับตา ยามที่นางตัดสินใจแล้วว่าจะยอมรับเื่ทั้งหมดนี้ ก็ได้ยินเสียงร้องอย่างน่าเวทนาดังขึ้นไม่ขาดสาย มือที่จับร่างอันเยว่ไว้ก็คลายออกเช่นกัน
“กล้าทำร้ายภรรยาข้า รนหาที่ตายยิ่งนัก!”
ร่างอันแข็งแกร่งมาบังอยู่ตรงหน้าอันเยว่ จากนั้นตามมาอีกหนึ่ง และยังมีอีกหนึ่งร่าง สุดท้ายคือซูจือฉือที่มานั่งยอง ๆ ข้างกายอันเยว่ เมื่อเห็นชุดสีฟ้าของนางเปื้อนคราบเืเป็หย่อม ๆ หัวคิ้วของเขาก็พลันขมวดมุ่น
“อย่าขมวดคิ้ว มันดูไม่งาม”
อันเยว่นึกอยากเอื้อมมือไปลูบหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขาให้เรียบ ทว่านางเพิ่งยกแขนขึ้น ภาพตรงหน้าก็กลับเป็สีดำและนางก็สลบไป