เวลาล่วงเลยจนถึง่ค่ำเจนกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้รับแขก ส่วนพลอยกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ห่างมากนัก “ได้ค่ะคุณพ่อตอนนี้เจนอาการดีขึ้นแล้วค่ะ หนูคิดว่าคืนนี้จะให้เจนนอนที่นี่เลยค่ะ มีเสื้อผ้าของเจนอยู่บ้านหนูหลายชุดค่ะ”
“พอดีพ่อต้องไปต่างประเทศยังงัยพ่อฝากดูแลเจนด้วยนะพลอย” เสียงปลายสายดังเล็ดรอดออกมา
“ได้ค่ะคุณพ่อไม่ต้องเป็ห่วงค่ะ...ตอนนี้เจนหลับพักผ่อนอยู่ค่ะ”
ไม่นานนักเจนเริ่มรู้สึกตัวยังคงรู้สึกมึนหัวเป็อย่างมาก แต่ก็พยายามก็ลุกขึ้นมานั่งโดยมีพลอยรีบเข้าไปประคอง“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?...นี่กูหลับไปนานขนาดไหน?”
“2 ทุ่มกว่าแล้วครั้งนี้แกหลับยาวเลยนะเนีย ส้มกลับไปตอนหัวค่ำ...แกหลับหรือหมดสติก็ไม่รู้!”
“กูเพิ่งคุยกับพ่อเมื่อกี้นี่เองกูว่ามึงลองโทรไปคุยกับพ่อหน่อยดีกว่าไหม?...ตอนนี้พ่ออยู่บนเครื่อง”
“ไม่ต้องหรอกป่านนี้หลับบนเครื่องแล้วมั๊ง?”
“พ่อบอกว่าซื้อกระเป๋าเป้ใหม่มาด้วย วางอยู่ในห้องนอน”
เจนไม่ได้มีท่าทีใยดีอะไรมากนักจนทำให้สีหน้าพลอยไม่สู้ดี“เขาก็เป็แบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่ชินแล้วล่ะ”
“เจน! มึงก็ดีกับพ่อบ้างเถอะ!!! มึงรู้ไหมว่าพ่อทั้งแชททั้งโทรคุยั้แ่ตอนเย็น พ่อทั้งรักทั้งห่วงมากขนาดไหน ที่พ่อมึงทำงานหนักทุกวันนี้ก็เพื่อมึงทั้งนั้น พ่อก็เหลือมึงอยู่คนเดียวเขาก็พยายามทำทุกอย่างชดเชยแทนแม่มึงด้วย...กูอยากให้มึงรับรู้ความรู้สึกเหมือนกับที่กูรู้สึกบ้าง!!!”
“ก็รู้แหละแต่พ่อก็ไม่เคยมีเวลาอะไรให้...อยู่บริษัทมากกว่าอยู่บ้านอีก”
“มึงก็รู้นะว่าบริษัทของพ่อมึงใหญ่ขนาดไหน พ่อก็ต้องมีงานเยอะเป็ธรรมดาแหละ แล้วกูก็รู้ด้วยว่า มึงก็เข้าใจแต่มึงก็แกล้งไม่ยอมรับความจริงสักที กูไม่อยากพูดเื่นี้หลายครั้ง...พ่อมึงก็เสียใจไม่น้อยที่แม่มึงตายไปมึงก็เหลือพ่อแค่คนเดียวแล้ว ทิฐิมันทำให้มึงมองไม่เห็นความห่วงใยจากพ่อมึงหรอก!!”
เจนไม่ได้ตอบโต้อะไรกับพลอยได้แต่นอนคว่ำหน้าลงพลอยสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า เจนเอามือขยี้ที่บริเวณดวงตาทั้ง 2 ข้างตลอดเวลา “ที่กูพูดเนียกูไม่ได้ด่าหรือตำหนิมึง กูแค่อยากให้มึงดีกับพ่อบ้าง ตอนนี้มึงต้องนอนพักผ่อนต่อละกัน...”
เช้าวันรุ่งขึ้นเจนยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้รับแขกส่วนพลอยอยู่ในครัวกำลังทำอาหารเช้าอยู่กับแม่ไม่นานนักส้มก็เดินตรงเข้ามาในห้องครัว “วันนี้หนูซื้อน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋มาฝากพี่เจนกับพี่พลอยด้วยค่ะ...แล้วพี่เจนยังไม่ตื่นเหรอคะ?”
“ยังเลยเมื่อคืนก็ไม่ได้อาบน้ำ ตอนนี้ยังนอนที่โชฟาเหมือนเดิม”
“พี่เจนยังไม่ดีขึ้นเลยเหรอคะ?”
“ก็ยังซึมๆอยู่ ครั้งนี้แรงมากจริงๆพี่หนักใจเหมือนกันไม่รู้จะทำยังงัยดี...มันเป็ตัวอะไรก็ไม่รู้ขนาดไม่ได้โดนเองยัง พี่ยังเครียดขนาดนี้!”
“หนูว่าเรารอแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ เราต้องหาทางทำอะไรมากกว่านี้ดีกว่าไม่งั้นไม่มีวันจบแน่ค่ะ...เมื่อคืนนี้หนูนอนคิดทั้งคืน ถ้าไอ้ผีร้ายตัวนี้มันมาหาพี่เจนบ่อยขนาดนี้แสดงว่ามันต้องมีความโกรธแค้นหรือ้าแก้แค้นอะไรสักอย่างที่หนูคิดไม่ออก...นับวันก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆครั้งแรกๆ หนูจำได้ว่า มาแค่ให้ใเล่นๆ แต่ของเมื่อวานจะมาฆ่าพี่เจนแล้วค่ะ”
“พี่รู้จักไอ้เจนมาั้แ่เด็กๆมันก็ไม่เคยไปทำร้ายใคร วันๆ มันก็เรียนแล้วก็ไปติวเด็กๆ ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย,ทอดไก่ให้พวกเรากิน ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่น่า”
“คือ...คือหนูอ่ะคิดว่าพี่เจนไม่ได้ทำแต่คนอื่นอาจจะทำก็ได้ค่ะ”
คำพูดของส้มทำให้พลอยหยุดชะงักหันมามองทันที“ส้มพูดใหม่อีกทีสิมีอะไรพูดมาตรงๆ พี่ก็เริ่มไม่ไหวเหมือนกัน”
“บริษัทของพ่อพี่เจนทำตั้งหลายอย่างแล้วที่นี้อาจจะมีคนงาน, หรือมีพนักงานที่โกรธแค้นหรืออะไรก็ได้ที่มันแปลกๆ หรือต้องมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นแบบร้ายแรงแต่ตอนนี้หนูก็ยังคิดไม่ออก ไม่เข้าใจว่ามันจะโยงกันได้ยังงัย”
คำพูดของส้มทำให้พลอยครุ่นคิดไม่น้อยทั้ง 2 คนไม่ได้พูดอะไรกันต่อจนกระทั่งพลอยทำอาหารเช้าเสร็จ “ยกไปที่ห้องรับแขก...ป่านนี้คุณเจนจิราคงตื่นแล้วมั๊ง”
ทั้ง2 คนยกถาดใส่อาหารเดินตามทางมาที่ห้องรับแขก เห็นเจนนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างสายตาเหม่อลอยจนไม่รู้ว่า พลอยกับส้มเดินเข้ามาประชิดตัว
“ไอ้เจน!อาหารเช้าเสร็จละ...ส้มซื้อน้ำเต้าหู้, ปลาท่องโก๋มา ส่วนกูทำข้าวต้มปลาให้มึงมากินข้าวเช้ากันก่อน”
“ส้มพูดเื่เมื่อกี้ต่อ...คิดยังงัย”พลอยเอ่ยปากถาม
“มีอะไรเหรอส้ม?”เจนหันมาถาม “มึง 2 คนคุยอะไรกัน?”
“หนูคิดว่าไอ้ผีตัวเนียมันต้องมีความแค้นกับพี่เจนแน่ๆ มันถึงมาหาพี่คนเดียว...หนูแปลกใจตรงที่ทำไมคนในบ้านไม่มีใครเห็นทำไมพี่เจนต้องเห็นคนเดียว แปลกมากๆ แปลกสุดๆ”
“แค้นพี่อ่ะเหรอ?...พี่ไม่เคยไปทำอะไรใครเลยนะพี่ก็อยู่กับพวกเราแค่ 2 คนอ่ะ”
“พี่เจนไม่ได้ไปทำใครหรอกแต่ที่บริษัทพ่อของพี่ต้องมีอะไรสักอย่าง เช่น ทำให้คนงานตายในที่ทำงานหรือต้องมีเื่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วมีคนตาย...หนูว่าผีตัวนี้ต้องมาจากทางนี้แน่นอน”
“ไอ้เจนกูว่าเป็ไปได้นะ มันกะเล่นงานมึงคนเดียวแบบนี้ต้องแค้นจัดและแค้นแรงมากด้วยเล่นงานพ่อไม่ได้ก็เลยมาเล่นงานลูกแทน ที่ส้มพูดมาเนียมันมีโอกาสเป็ไปได้...ที่ทำงานของพ่อมึงต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนไว้แล้วเราไม่รู้”
คำพูดของส้มกับพลอยทำให้เจนหยุดกินข้าวต้มทันที“เอ่อจริงสิ!!เป็ไปได้เหมือนกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมาแล้วทำให้คนตาย พอตายก็อาฆาตแรงมากด้วย!!!!!!”
“กูว่าถึงเวลาต้องตามหาความจริงแล้ว...มึงเอางัย?”พลอยตั้งคำถามสำคัญ
“งั้นเอาแบบนี้เดี๋ยวโทรหาอาวินัยก่อน…อาวินัยทำงานกับพ่อมานานมากน่าจะรู้เื่อะไรเยอะ จะลองถามดูว่าเคยมีพนักงานตายหรือมีเหตุอะไรแรงๆ เกิดขึ้นที่บริษัทบ้างไหม? อยู่ๆก็มีผีมาตามล่าขนาดนี้ ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ”
จบคำพูดเจนรีบกดโทรศัพท์หาวินัยทันที“สวัสดีค่ะคุณอาวินัยหนู...เจนเองนะคะ หนูต้องขอโทษด้วยค่ะที่โทรมารบกวนอาวินัยไม่ทราบว่าวันนี้คุณอาพอจะว่างไหมคะ หนูมีอะไรอยากถามคุณอาหน่อยค่ะ?”
“นายหญิงโทรมาหาผมโดยตรงแบบนี้มีเื่เร่งด่วนใช่ไหมครับนายหญิง?...เดี๋ยวผมไปหาตอนนี้ได้ครับ”
“คุณอาวินัยคะ! อย่าเรียกหนูว่านายหญิงเลยนะคะหนูเกรงใจคุณอามากค่ะ เรียกหนูว่าเจนก็พอค่ะ คือ...หนูไม่รู้เื่งานอะไรที่บริษัทหรอกค่ะหนูไม่เคยไปที่บริษัทด้วยซ้ำ หนูไม่ใช่นายหญิงหรอกค่ะ”
“จะดีเหรอครับนายหญิง...ยังงัยคุณหนูก็เป็นายผมครับ ผมไม่กล้าเรียกแบบนั้นจริงๆครับ”
“ไม่เอาค่ะหนูไม่ใช่นายหญิงอะไรทั้งนั้น คุณอาเรียกหนูว่าเจนก็พอนะคะ...หนูฟังแล้วแปลกๆ ค่ะ”
“ได้ครับถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตเรียกนายหญิงว่า...คุณเจนครับ”
“ได้ค่ะแบบนี้ดีกว่านายหญิงเยอะเลย ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ”
“คุณเจนจะให้ผมไปพบที่ไหนครับ?”
“ตอนนี้หนูอยู่ที่บ้านพลอยค่ะคุณอาวินัยจะให้หนูไปเจอที่ไหนก็ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปหาคุณเจนที่บ้านคุณพลอยดีกว่าอีกสักประมาณ 40 นาทีน่าจะถึงครับ”
“ขอบคุณมากนะคะคุณอา”
“แกเคยบอกว่าคุณอาวินัยทำงานกับคุณพ่อมานานมากแล้วนี่น่าฟังดูแล้วคุณอาให้ความเคารพทั้งพ่อทั้งแก…เรียกแกว่านายหญิงด้วย”
“เพิ่งโทรคุยเป็ครั้งแรกเนียแต่มาที่บ้านบ่อยมาก ตอนนั้นพอเจอกันปุ๊บ คุณอาวินัยยกมือไหว้ก่อนด้วยซ้ำ กูทำตัวไม่ถูกรับไหว้แทบไม่ทันอ่ะ”
“ถ้างั้นพวกเรากินข้าวเช้ารอคุณอาวินัยก็แล้วกันและที่สำคัญนายหญิงเจนจิรากรุณาไปอาบน้ำก่อนนะคะ มิฉะนั้นนายหญิงเจนใกล้จะเน่าและดองเค็มได้ที่แล้วค่ะ!!”
เวลาผ่านไปไม่นานนักวินัยกำลังขับรถเลี้ยวเข้ามาบริเวณปากซอยหน้าหมู่บ้านของพลอยแล้วจอดรถที่ป้อมยามหน้าหมู่บ้านเพื่อแลกบัตร“ไม่ทราบว่าบ้านเลขที่307/3 อยู่ตรงไหนครับ?”
“คุณอาวินัยโทรมาบอกว่าตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้วนะ”
“พี่เจนเดี๋ยวหนูออกไปรับอาวินัยเองค่ะ” ส้มออกปากขออาสา
“ถ้างั้นส้มพาคุณอาวินัยไปนั่งที่โต๊ะในสนามหญ้าก็แล้วกันเดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำในตู้เย็นก่อน”
พลอยกับเจนเดินแยกไปที่ครัวหลังบ้านหยิบขวดน้ำกับแก้วออกมาจากตู้เย็นเดินทะลุหลังบ้านอ้อมไปทางสนามหญ้าด้านนอกตรงไปที่โต๊ะกับเก้าอี้ไม้ไม่ห่างจากตัวบ้านมากนักในขณะที่ส้มเดินไปเปิดประตูหน้าบ้านพาวินัยเดินมาที่สนามหญ้าเช่นกัน
“สวัสดีค่ะคุณอาวินัย” หญิงสาวทั้ง 3 คนยกมือไหว้ทักทาย
“สวัสดีครับคุณเจน,คุณพลอย, คุณส้มครับ”
“คุณอาวินัยรู้จักชื่อเพื่อนหนูด้วยเหรอคะ?”
“ผมสอบถามจากนายท่านครับ”
“อ๋อมิน่า!หนูก็แปลกใจอยู่ว่า คุณอาวินัยรู้จักชื่อเพื่อนหนูได้ยังงัย”
“ไม่ทราบว่าคุณเจนมีเื่ด่วนอะไรเหรอครับถึงโทรหาผมโดยตรง?”
“คือ...จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เื่ด่วนอะไรมากมายหรอกค่ะคุณอา แต่หนูมีข้อสงสัย อ่อ..ไม่ใช่สิ!ต้องเป็คำถามมากกว่าค่ะ เกี่ยวกับงานสมัยก่อนเพราะว่าหนูไม่รู้เื่ที่ทำงานอะไรสักอย่างค่ะ”
“คุณเจนถามได้ครับ”
“คือ...คือหนูอยากถามว่าที่ทำงานเคยมีโปรเจ็กต์ไหนที่มีคนตาย หรือมีเหตุร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น...ประมาณๆเนียค่ะ คือ...หนูก็ไม่รู้ว่าจะตั้งคำถามยังงัย แต่อยากรู้เื่แนวๆ นี้ค่ะคุณอา”
“คุณเจนหมายถึงเวลาที่บริษัทไปทำงานแล้วมีอุบัติเหตุทำให้มีคนตายใช่ไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ...คือหนูอยากรู้ว่าเคยมีอุบัติเหตุแบบแรงๆหนูขอแรงมากๆ แล้วมีคนตายเยอะๆ น่าหดหู่หรือสลดหรือแบบไหนก็ได้ที่กระทบความรู้สึกมากๆหรือเกิดความสูญเสียใหญ่ๆ บ้างไหมคะ?”
“มีหลายงานอยู่ครับคุณเจนเวลาทำงานใหญ่ๆ มันก็มีอุบัติเหตุมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมาบ้างเหมือนกันครับเป็เหตุการณ์ที่แม้ว่าเราจะป้องกันอย่างดีแล้ว แต่ก็มีเหตุเกิดขึ้นครับ” คำตอบของวินัยทำให้ทั้ง3 สาวรู้สึกใเป็อย่างมาก
“คุณอาคะเกิดที่ไหนคะ?” เจนรีบตั้งคำถามสำคัญทันที
“หลายครั้งเหมือนกันครับคุณเจนทั้งเกิดในไทยก็มี ต่างประเทศก็มี อย่างเช่น เราก่อสร้างอาคาร แล้วมีรถคนงานชนกันทำให้มีคนตายหรือมีหัวหน้าคนงานหัวใจวายแล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก็เคยมีครับหรือมีเหตุไฟไหม้แคมป์คนงานก่อสร้างก็มีครับแต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สูญเสียแบบนี้นายท่านมีคำสั่งชัดเจนให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวผู้สูญเสียทุกกรณีเต็มที่ครับมีหลายๆ กรณีนายท่านอุปการะลูกของครอบครัวผู้สูญเสียด้วยครับ...ผมขออนุญาตสอบถามคุณเจนได้ไหมครับว่าคุณเจนอยากรู้เื่แบบนี้ไปทำไม?ผมจะได้หาข้อมูลให้คุณเจนได้ตรงประเด็นมากกว่านี้ครับ”
“อ๋อไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีหนู...พอดี เอ่อหนู คือ..ว่า หนูต้องทำวิจัยเื่แบบนี้ค่ะหนูอยากได้ข้อมูลไปทำวิจัย ก็เลยคิดว่า ถ้าได้ข้อมูลจริงๆ น่าจะทำให้งานวิจัยหนูตรงประเด็นยิ่งขึ้นค่ะคุณอา”
“แบบนี้นี่เองแต่เท่าที่ผมนึกได้ก็มีประมาณนี้ครับเพราะว่าทางบริษัทปรับปรุงมาตรการเหล่านี้ให้รัดกุมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในงานทุกประเภทครับเดี๋ยวนี้อุบัติเหตุแรงๆ แทบไม่มีแล้วครับ...ถ้าล้มป่วยไม่สบายหรืออุบัติเหตุเล็กๆน้อย ทางบริษัทก็มีมาตรการช่วยเหลือครับ”
“คุณอาคะแล้วถ้าย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีหรือไม่ก็สัก 3-4 ปี...คุณอาพอจะมีเคสแรงๆเกิดขึ้นบ้างไหมคะ?”
คำถามของเจนทำให้วินัยต้องนั่งนั่งครุ่นคิดเป็อย่างมากพยายามนึกย้อนหลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งวินัยวางมือลงบนโต๊ะทั้ง2 ข้างพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่จนทำให้ทั้ง 3 สาวหันมาสนใจคำพูดของวินัยทันที
“มีครับ...เป็เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดนับั้แ่ก่อตั้งบริษัทครับเหตุการณ์นี้ไม่มีใครลืมได้เลยครับ...5 ปีที่แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่ไซต์งานที่ประจวบฯตอนนั้นทางบริษัทรับงานสร้างหมู่บ้านจัดสรร เป็โปรเจ็กต์ที่ค่อนข้างใหญ่มากเราต้องสร้างบ้านเดี่ยวประมาณ 100 หลังจำเป็ต้องจ้างคนงานมากกว่าปกติเพื่อเร่งรัดงานหลายส่วนหลังจากที่โครงการดำเนินงานไปประมาณ 70%-80% เกิดเหตุไฟไหม้บ้านที่กำลังก่อสร้างรุนแรงมากมีพวกอุปกรณ์ตัดเชื่อมต่างๆ ค่อนข้างมากอยู่บริเวณนั้น”
“แล้วยังงัยต่อคะ?”เจนรีบถามวินัยต่อด้วยความสนใจ
“เหตุการณ์นี้แม้ว่าจะมีไฟไหม้รุนแรงโหมกระหน่ำจนเป็ข่าวใหญ่ในสมัยนั้นแต่สุดท้ายมีผู้เสียชีวิต 2 คน าเ็อีกจำนวนหนึ่งผมจำจำนวนผู้าเ็ไม่ได้แล้วครับ ถ้าจะพูดกันจริงๆตอนนั้นเรากลัวกันมากว่าอาจจะมีคนงานเสียชีวิตมากกว่านี้ เพราะว่ามีเหตุะเิในขณะไฟไหม้ด้วยครับตอนนั้นผมรีบโทรหานายท่านทันที นายท่านอยู่ที่ฝรั่งเศส นายท่านสั่งการให้ผมดูแลคนงานเป็เื่แรกนายท่านไม่สนใจเื่ความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นเลยครับ”
“แล้วคนงานที่เสียชีวิตทั้ง2 คนแตกต่างจากกรณีอื่นๆ ยังงัยคะคุณอา?”
“คนงานทั้ง2 คนนี้เป็สามีภรรยากัน ทั้ง 2 คนถูกไฟครอกตายแล้วก็เกิดเหตุะเิซ้ำบริเวณใกล้เคียงด้วยเป็เหตุที่น่าเศร้าสลดที่สุด ครอบครัวนี้มีลูกชาย 1 คนตอนนั้นอายุ 17 ปีครับ”
“แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
“นายท่านรับปากอุปการะส่งเสียให้เด็กคนนี้เรียนจบปริญญาตรีแล้วก็มอบเงินช่วยเหลือให้จำนวนหนึ่ง ตอนนั้นเด็กคนนี้อยากเปิดร้านอาหารนายท่านก็ซื้ออาคารพาณิชย์ให้น้องเปิดร้านอาหารหลังจากที่เรียนจบครับ”
“ทำไมคุณอาถึงคิดว่าเคสนี้แตกต่างจากเคสอื่นๆ คะ?”
“ในวันที่จัดงานให้กับทั้ง2 คนนี้ เราไม่มีศพในโลงด้วยซ้ำครับ เกิดจากแรงะเิและเผาไหม้จนหาร่างไม่ได้ครับนายท่านเสียใจมากที่แม้กระทั่งจะหาร่างมาจัดงานให้ไปสู่สุขคติ...ยังทำไม่ได้”
คำตอบของวินัยทำให้เจน,พลอยและส้มใและอึ้งเป็อย่างมาก “หนูฟังแล้วยังรู้สึกหดหู่ใจเลยค่ะน่าเศร้าจริงๆ นะคะ แสดงว่าแรงะเิรุนแรงมาก”
“นายท่านทำดีที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำได้แล้วครับ นับั้แ่นั้นมานายท่านเข้มงวดออกนโยบายเื่ความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด...ทุกชีวิตมีคุณค่าไม่ว่าจะเป็ใครก็ตาม เป็คำพูดที่ผมจำได้เป็อย่างดีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นหนูรบกวนอาวินัยหน่อยค่ะช่วยส่งข้อมูลของเคสนี้ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ หนูขอทุกอย่าง หนูอยากรู้ทุกอย่างทุกเื่”
“มันเป็ข้อมูลส่วนบุคคลครับคุณเจนผมต้องขอโทษคุณเจนเป็อย่างสูง ทางบริษัทส่งให้ไม่ได้จริงๆ ครับ”
“คือ...คือหนูไม่เอาข้อมูลไปลงในงานวิจัยแน่นอนค่ะคุณอา หนูแค่อยากดูข้อมูลเป็แนวทางเฉยๆค่ะ...หนูรับปาก หนูสัญญาค่ะ หลังจากที่ดูข้อมูลแล้วหนูจะลบทิ้งหนูคิดว่าอยากไปช่วยเหลือแล้วก็ติดตามดูน้องด้วยว่า ตอนนี้เป็ยังงัยบ้างแล้ว”
“ถ้าแบบนี้ได้ครับพรุ่งนี้เช้าผมเข้าไปที่บริษัทแล้วผมจะส่งให้คุณเจนครับ”
คำตอบของวินัยทำให้เจนแสดงอาการดีใจเป็อย่างมาก“ขอบคุณมากค่ะคุณอา”
ใน่เวลาเดียวกันวรวิทย์กำลังนอนพักผ่อนบนเครื่องบินชั้นวีไอพีอยู่ระหว่างเดินทางไปสเปนหน้าจอดิจิทัลด้านหนึ่งของผนังเครื่องบินแสดงอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ไฟสลัวๆ และความเงียบสงัดทำให้ผู้โดยสารของชั้นนี้หลับสนิททั้ง5 คน แต่ละคนอยู่ในพื้นที่คล้ายห้องพักและมีทางเดินตรงกลาง ห้องพักของวรวิทย์อยู่บริเวณสุดทางเดินที่นั่งผู้โดยสารมีขนาดใหญ่มากพอที่จะปรับเป็เตียงนอน
จู่ๆก็เกิดลมพายุขนาดเล็ก พัดกระแทกบริเวณใบหน้าของวรวิทย์จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาความอ่อนเพลียอ่อนล้าจากการเดินทางทำให้วรวิทย์ไม่ได้ลุกขึ้นได้แต่ขยี้ตาหันมองซ้าย-ขวาไปมา “...เกิดอะไรขึ้นหว่า?”
วรวิทย์จ้องมองไม่นานนักก็เอนนอนลงเหมือนเดิมโดยไม่ทันสังเกตว่าที่ด้านหลังมีเงาดำรูปร่างคล้ายผู้หญิงลอยเข้ามาทิศทางที่วรวิทย์นอนอยู่ได้เพียงเล็กน้อยก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“พรุ่งนี้กูมีนัดติวกับเด็กม.3 ่เช้า พวกมึง 2 คนมาที่บ้านตอนเที่ยงๆ พวกเราต้องค้นหาความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ประจวบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว...”