กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 16 ดาบและมิตรภาพ

    ปัจจุบัน...
    หลังจากที่ทดลองพลังของเจ้าโบลว์หรือกระทิงสามหางกับหุ่นเชิดโครงกระดูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว อิกนัสและพวกเขาก็จัดการกับเหล่าสัตว์อสูรไปอีกหลายชนิดด้วยความช่วยเหลือของเจ้าเบลซและเจ้าโบลว์จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก จะมีก็เพียงแต่ตอนที่ลูฟัสนั้นนึกสนุกอยากลองเปิดกล่องของสัตว์อสูรกล่องปริศนาเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาถูกสัตว์อสูรในบริเวณนั้นรุมเข้าจัดการกับพวกเขาถึงสิบกว่าตัวทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บมาบ้าง แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ซึ่งก็คือพวกเขาได้รับ ดาบเล่มหนึ่ง จากกล่องที่ลูฟัสเป็นไปเปิดขึ้น
    ดาบเล่มนี้เป็น คาตานะ ยาวสองเมตร ใบดาบสีเงินแวววาวมีลวดลายเปลวเพลิงสีเทาหม่นอยู่ที่โคนด้ามจับจนถ้าไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็นลวดลายที่อยู่บนใบดาบเลย กั่นดาบเป็นรูปดาวหกแฉก ฝักดาบเป็นสีแดงประดับด้วยลวดลายของเปลวเพลิงสีฟ้า ลูฟัสคิดว่าน่าจะเป็นอาวุธระดับเงิน
    ลูฟัสที่ควงดาบอยู่สักพักก็โยนดาบให้อิกนัสเก็บไว้ อิกนัสที่นั่งพักอยู่กับรับดาบไว้จากนั้นจึงดึงดาบออกจากฝักเพื่อที่จะดู พริบตาที่ใบดาบปรากฏขึ้นมาให้เห็นลวดลายเปลวเพลิงที่อยู่บนใบดาบจากเดิมที่มีสีเทาหม่นกลับกลายเป็นสีฟ้าคราม ส่วนใบดาบที่เหลือจนถึงปลายดาบเปล่งแสงสีแดงออกมาให้ ลูฟัสที่เห็นอย่างนั้นก็รีบเข้ามาดูใกล้ๆ เพราะเมื่อตอนที่เขาจับดาบก็ไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไร แต่พอเป็นอิกนัสดาบกลับเปล่งแสงออกมาอย่างนี้ได้
    อิกนัสที่จดจ่ออยู่กับดาบเล่มนั้นไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเลยสักนิด เขาตัดสินใจอัดพลังเวทจากวงจรเวทมังกรเพลิงที่หัวใจของเขาเข้าไปที่ดาบที่อยู่ในมือ ใบดาบถูกล้อมรอบด้วยวงเวทสีแดงเพลิง
    “อ๋าว...” เสียงร้องของมังกรดังขึ้นมาจากตัวดาบ ส่งผลให้รอบข้างสั่นสะเทือนไปชั่วขณะหนึ่งแล้วถึงสงบลง
    จากนั้นใบดาบที่เป็นสีเงินเงางามก็ดูดเอาแสงสีแดงที่เปล่งออกมาเข้าไปพร้อมกับวงเวทมังกรเพลิงของอิกนัส ทำให้ใบดาบเกิดการเปลี่ยนแปลงจากสีเงินกลายเป็นสีแดงเพลิง โดยที่โคนดาบยังคงเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม
    “ริวจิน” อิกนัสพึมพำอย่างแผ่วเบาออกมา ก่อนที่จะให้ไปเห็นใบหน้าที่เต้มไปด้วยความสงสัยของเพื่อนของเขาลูฟัสที่เหมือนกำลังรอคอยคำอธิบายของเรื่องทั้งหมด
    อิกนัสขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดว่าจะอธิบายอย่างไรดีเพราะเข้าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ตอนที่ใบดาบกลายเป็นสีแดงเขาก็ได้รับข้อความจากดาบเล่มนั้นมา โดยดาบเล่มนี้มีชื่อว่า ริวจิน เป็นดาบที่สร้างจากเล็บของมังกรเพลิง และยังได้รับพรจากจักรพรรดินีมังกรเพลิง แต่ด้วยเวลาที่ผ่านมานับร้อยนับพันปี พลังในดาบจึงเสื่อมสภาพลงอย่างมากจนกลายเป็นดาบระดับเงินเล่มหนึ่ง แต่จิตวิญญาณของดาบนั้นยังคงอยู่ซึ่งเขาก็สัมผัสใบได้ในทันทีที่อัดพลังเวทเข้าไปในตัวดาบถึงจะเบาบางมากก็ตาม ซึ่งจะทำให้จิตวิญญาณดาบตื่นขึ้นมาก เขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ก็คงไม่มีอะไรยากมากนักเพราะเขาก็มีจักรพรรดินีมังกรเพลิงอยู่กับตัวอยู่แล้วนั่นเอง ซึ่งก็คงต้องรอให้เธอนั้นตื่นขึ้นมาเสียก่อนค่อยถาม
    แต่ตอนนี้เขาจะอธิบายกับลูฟัสว่าอย่างไรดีนั้น แถมดาบเล่มนี้ลูฟัสก็เป็นคนเปิดได้จากกล่องปริศนาอีกด้วยเขาจะทำอย่างไรดี
    “สงสัยมันคงจะเลือกนายแล้วสินะ ดาบที่มีจิตวิญญาณเล่มนี้ งั้นมันก็เป็นของนายละกันเพื่อนยาก” ลูฟัสที่มองดูอยู่ก็เอ่ยขึ้นมา
    “แต่นายเป็นคนเจอมัน แล้วอีกอย่างดาบที่มีจิตวิญญาณสามมารถพัฒนาตัวเองได้ทำให้ระดับของอาวุธสามารถเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งราคาไม่สามารถประเมินค่าไม่ได้เลย ผมถึงผมจะอยากรับไว้แต่มันก็...” อิกนัสที่จ้องมองชายผู้ที่เขาพึ่งจะพบหน้าเมื่อวานอีกครั้งด้วยความตกใจ ใบหน้าของชายคนนั้นเวลาที่จ้องมองมาที่ดาบในมือเขานั้นไม่มีความโลภเลยสักนิดเดียว แถมยังยกให้เขาอย่างง่ายดายราวกลับดาบเล่มนี้ไม่มีค่าอะไรในสายตาเขา
    “นายจะไม่เอาหรือ” ลูฟัสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่
    “เอาสิแต่ผมไม่อยากรับมันไว้ฟรีๆ...” อิกนัสตอบกลับในทันที
    “งั้นมันก็จะเป็นของนายเพื่อน แต่ถ้านายไม่อยากรับมันไว้ฟรีๆ งั้นก็แลกกับสร้อยเส้นนั้นละกัน แต่มีเงื่อนไขสองข้อ ข้อแรกไม่ต้องคิดอะไรมากนายกับชั้นเป็นเพื่อนกัน ข้อสองวันหนึ่งถ้าชั้นเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือนายจะมาช่วยชั้น ถ้านายคิดว่าชั้นเป็นเพื่อนนายจะไม่ปฏิเสธมัน” ลูฟัสพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ซึ่งปรกติเขาจะเป็นคนไม่ค่อยจริงจังกับอะไร แต่ครั้งนี้ในตอนพูดออกมาเขามองไปที่หน้าของอิกนัสอย่างจงใจ และบอกออกไปด้วยความจริงจังเป็นอย่างมาก
    “แต่สร้อยเส้นนั้นอาจจะไม่มีค่าราคาอะไรเลยก็ได้นะ และเงื่อนไขนั่นที่ไม่เหมือนกับเงื่อนไขนั่นมันอะไรกัน แต่ผมก็ขอสัญญาว่าถ้านายต้องการผมจะไปทันทีไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกัน และนายก็เป็นเพื่อนหนึ่งในไม่กี่คนของผม” อิกนัสที่ตอบรับเงื่อนไขแปลกๆของเพื่อนของเขา
    “งั้นชั้นก็ขอขอบคุณล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน นายไม่ต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับดาบให้ชั้นฟังหรอก และอีกอย่างเรื่องของนายด้วยชั้นจะไม่ถาม”
    “ขอบคุณหรอ ผมตังหากที่ต้องขอบคุณ เรื่องดาบทำไมผมจะเล่าให้ฟังไม่ได้หล่ะ เรื่องของผมหรอเรื่องอะไรหล่ะ”“อ๋อ! หรือว่าจะเป็นเรื่องของเจ้าพวกนี้” อิกนัสพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่เจ้าเบลซและเจ้าโบลว์
    “เอ๋! เล่าสิเล่าเลย ใช่ชั้นแปลกใจที่พวกมันเติบโตขึ้นตามระดับพลังของนาย” ลูฟัสอุทานพร้อมกับรอฟังเรื่องเล่าอย่าตื่นเต้น
    อิกนัสจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับดาบตามที่รู้ให้กับลูฟัสฟังโดยที่ปิดบังเรื่องของริโอเอาไว้ก่อน และเล่าเรื่องของเจ้าเบลซกับเจ้าโบลว์ ว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันในวันที่เขาได้พวกมันมาพวกมันแข็งแกร่งกว่านี้ ระดับมากกว่านี้แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ควบคุมคนอื่นเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า เพราะเขาไม่เคยเจอผู้ควบคุมคนอื่นมาก่อน
    ลูฟัสที่ตั้งอกตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ พร้อมกับแสดงสีหน้าแปลกประประหลาดออกมาให้เห็นจากเรื่องที่ฟัง บางทีก็ยิ้ม บางทีก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดอะไรบางอย่าง บางทีก็อ้าปากค้างอย่างตกใจ พอฟังจบเขาก็เงียบไป
    “เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ ผู้ควบคุมคนอื่นไม่เป็นเหมือนกับผมหรอ?” อิกนัสที่เล่าให้ฟังก็ถามออกมา
    “ อืม เท่าที่ชั้นเคยเจอก็ไม่เป็นแบบนายเลยนะ ผู้ควบคุมทุกคนจะจับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง หลังจากใช้พันธะเวทมนตร์ก็จะทำให้มันเชื่องและเชื่อฟัง แต่ระดับพลังก็จะเท่าเดิมไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามระดับของผู้ควบคุม แต่ก็สามารถเพิ่มระดับพลังขึ้นมาได้บ้างตามการเลี้ยงดูและการฝึกฝนแต่ก็ต้องให้เวลาด้วยกันทั้งนั้น” ลูฟัสตอบตามความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับผู้ควบคุมให้อิกนัสฟัง
    “อืมงั้นหรอ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ” อิกนัสตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไร แต่ในใจลอบตกใจอย่างมาก เขาควรจะระวังเรื่องการเลื่อนระดับที่ทำให้สัตว์อสูรของเขาเลื่อนระดับตาม
    “นั่นสินะ แต่ชั้นว่านายควรเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะ มันอาจจะเป็นพรสวรรค์พิเศษของนายที่ทำให้สัตว์อสูรสามารถเพิ่มระดับได้ นายต้องระวังตัวมากกว่านี้ ชั้นจะเก็บไว้เป้นความลับให้ก็แล้วกัน” ลูฟัสกล่าวเตือน
    “อืม ผมจะระวังมากกว่านี้ ขอบคุณนายมากที่บอกเรื่องผู้ควบคุมคนอื่นและเตือนผม” อินัสผงกหัวแล้วกล่าวกับเพื่อนของเขา
    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร นายเป็นเพื่อนคนคนสำคัญของชั้น” ลูฟัสตอบ
    “คนสำคัญหรอ นายหมายความว่าไง นายไม่ค่อยมีเพื่อนหรอ จากนิสัยนายน่าจะเข้ากับคนอื่นได้ดีจะตายไป” อิกนัสที่ยินจึงร้องบอก
    “เห้ย อย่าใส่ใจกับคำพูดชั้นเลยน่า” ลูฟัสตอบกลับอย่างร้อนรน ลอบคิดในใจว่าเกือบไปแล้ว พูดไม่ระวังจนเกือบถูกสงสัยแล้วไม่หล่ะ
    “งั้นเราก็ไปล่าเหยื่อเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตของชั้นกันต่อเลยเถอะ” ลูฟัสรีบเบี่ยงเบนความสนใจ
    “อืม”
    จากนั้นอิกนัสจึงสอดดาบไว้ที่ระหว่างกระเป๋าเป้ของเขาแล้วจึงเดินตามลูฟัสออกไป