บทที่ 9
สายลมยามบ่ายพัดผ่านไร่สวนนับร้อยไร่ของผมกลิ่นดินและใบไม้ช่วยชาร์จพลังงานบวกให้ร่างกายได้ดีอย่างที่คิดหลังจากที่ผมตัดสินใจปิดหน้าจอโฮโลแกรมเพื่อตัดการรับรู้เื่ดราม่าในเทอร่าทิ้งไปผมก็ไม่ได้สนใจจะเปิดมันขึ้นมาอีกเลย เพราะในเมื่อความจริงถูกพิสูจน์แล้วพลังงานลบที่เหลือก็ไม่มีค่าพอให้ผมต้องเอามาใส่ใจ
ผมมองนาฬิกาบนข้อมือ ตอนนี้เป็เวลา 14.30 น. แสงแดดเริ่มอ่อนตัวลงเล็กน้อย อีกไม่นานหุ่นยนต์ทำสวนที่สั้งไว้น่าจะใกล้มาส่งแล้ว
ผมเอนหลังพิงพนักม้านั่งไม้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่หลับตาลงช้าๆ เพื่อซึมซับความสงบที่หาได้ยากยิ่งในยุคดาวหลักที่วุ่นวาย
“กริสครับ!ไม่อยากรู้จริงเหรอว่าตอนนี้ในเทอร่าเขายกย่องกริสกันยังไงบ้าง!”กัสส่งเสียงถามผ่านกำไลข้อมือด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ไม่ล่ะครับกัสมันวุ่นวายจะตาย ปล่อยไว้แบบนี้แหละดีแล้ว”ผมตอบเสียงเรียบพลางยิ้มมุมปาก “จริงสิกัสเคยเห็นพืชที่มีลักษณะคล้ายต้นไผ่แต่ลำต้นเล็กกว่า มีสีแดง น้ำตาลและมีรสชาติหวานไหมครับ?”
“อืม... พืชที่กริสว่ามา กัสขอเรียกดูฐานข้อมูลพืชท้องถิ่นของดาว AT956แป๊บหนึ่งนะครับ...” กัสเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะตอบกลับมา“มีพืชที่มีลักษณะใกล้เคียงอยู่ในกลุ่ม 'หญ้าหวานป่า'ครับกริส แต่มันเป็พืชตกสำรวจที่คนแถวนี้มองว่าเป็แค่วัชพืชเพราะมันแข็งเกินกว่าจะกิน และถ้าวัวหรือควายป่ากินเข้าไปเยอะๆจะทำให้ฟันของพวกมันพังเร็วครับ เลยไม่มีใครสนใจมันเลย”
ผมตาเป็ประกายทันที “แล้วมีพืชที่มีผลสีแดงเม็ดเล็กๆคล้ายหยดน้ำ มีฤทธิ์ทำให้เจ็บร้อนในปากบ้างไหมครับ?”
กัสเงียบไปนานกว่าเดิมเล็กน้อยคราวนี้มีเสียงประมวลผลดัง ติ๊ดๆ เบาๆ ออกมาจากกำไล “กริสครับ...พืชที่ว่ามา น่าจะเป็ ‘เบอร์รี่เพลิง’ ครับ แต่มันถูกจัดอยู่ในประเภท วัชพืชอันตรายระดับต่ำนะครับ สัตว์ส่วนใหญ่ไม่กล้ากินมัน เพราะมันมีสารที่ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนไหม้พองสถาบันวิจัยเคยระบุไว้ว่าถ้าััโดนเยื่อบุในปากจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออกในบางรายเลยนะครับ!”
“กริสถามทำไมหรอครับ?”
“ก็แค่... สงสัยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอกกัสเอาเป็ว่าเดี๋ยวพอรับของที่จะมาส่งตอนบ่ายสามเสร็จแล้วเราค่อยไปเดินเล่นในสวนกันนะครับ หุ่นยนต์รุ่นเก่าที่เรามีอยู่ถอนหญ้ายังไม่หมดใช่ไหมครับ?”ผมตอบแบ่งรับแบ่งสู้พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ จะให้บอกกัสได้ยังไงว่าเ้า‘เบอร์รี่เพลิง’ ที่ว่านั่นน่ะคือขุมทรัพย์รสชาติที่จะเปลี่ยนโลกจืดชืดของเทอร่าไปตลอดกาล และถามกัสเพื่อความแน่ใจว่าเ้าพวกรุ่นเก๋าทั้งหลายยังถอนหญ้าไม่หมดเผื่อจะมี ‘หญ้าหวานป่า’ หรือ ‘เบอร์รี่เพลิง’ หลงเหลือในสวนบ้าง
“ใช่ครับกริส! พวกรุ่นเก่า 5 ตัวนั้นน่ะนอกจากจะถอนหญ้าไม่เกลี้ยงแล้วบางทีมันยังเผลอไปถอนต้นกล้าผักที่กริสเพิ่งสั่งลงแปลงใหม่ทิ้งด้วยนะครับกัสล่ะปวดหัวจะะเิ!”กัสบ่นอุบอิบพลางฉายไอคอนหน้านิ่วคิ้วขมวดออกมาจากหน้าปัดกำไล
ผมหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางยันตัวลุกขึ้นจากม้านั่งไม้เพื่อเตรียมเดินกลับไปที่ลานหน้าบ้านแต่จู่ๆ โลกตรงหน้ากลับหมุนคว้างไปชั่วขณะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยความรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้ามันวูบหายไปดื้อๆจนผมต้องรีบคว้าพนักม้านั่งข้างกายไว้เพื่อพยุงตัวด้วยสัญชาตญาณ
‘อะไรกัน... อยู่ดีๆ ก็หน้ามืดเหรอ?’ ผมนึกสงสัยในใจพลางสะบัดหัวไล่ความมึนงงที่จู่ๆก็จู่โจมเข้ามา
แต่ด้วยแรงเหวี่ยงจากการเสียหลักที่ผมไม่ทันตั้งตัวหางเสือสีขาวฟ้าที่เคยสะบัดอย่างสง่างามจึงพุ่งไปฟาดเข้ากับ ขอบม้านั่งไม้ อย่างจังเสียงดังปึก!
“มะ...ไม่เป็ไรครับกัส” ผมพยายามคุมสีหน้าให้สุขุมเข้าไว้แม้ในใจจะแอบซี้ดปากเพราะความเจ็บที่แล่นริ้วจากปลายหางขึ้นมาถึงสมองหลายคนอาจจะคิดว่าหางเสือหนานุ่มนี่มีไว้แค่โชว์แต่อันที่จริงมันคือส่วนต่อขยายของกระดูกสันหลังที่เต็มไปด้วยเส้นประสาทมหาศาลยิ่งแรงฟาดเมื่อครู่รุนแรงจนผมรู้สึกเหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กระดูกไม่มีผิดน้ำตาผมแทบจะร่วงอยู่ตรงนั้น
“ไม่เป็ไรครับกัส หางกริสฟาดไม่ได้แรงมาก”
“แต่ว่าาา...” กัสที่กำลังจะประท้วง แสดงสีหน้าใ
“อ่ะ! ใกล้ 3 โมงแล้วเราไปหน้าบ้านกันดีกว่าครับ”ผมรีบตัดบทพลางสาวเท้าเดินนำออกไปทางลานหน้าบ้านเพื่อเลี่ยงการซักไซ้ของกัสแม้ลึกๆ จะยังรู้สึกหนึบๆ ที่ปลายหางจนต้องพยายามเดินให้ดูปกติที่สุดก็ตาม
ไม่นานนัก เสียงหึ่งๆของเครื่องยนต์โดรนก็ดังขึ้นเหนือน่านฟ้าสีครามพาสเทลของดาว AT956 โดรนขนส่งทั้งหมด 6 ลำร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวลที่ลานหน้าบ้าน5 ลำแรกบรรทุกกล่องโลหะขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ของรุ่นAgriSuite R-9 แปะไว้อย่างชัดเจน ส่วนลำที่ 6 ลำสุดท้ายนั้นบรรทุกกล่องพัสดุขนาดกะทัดรัดกว่าลำอื่น
โดรนลำหน้าที่เป็หัวหน้าขบวนส่งเสียงสัญญาณ ติ๊ดพร้อมฉายหน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กขึ้นมาตรงหน้าผม
“กรุณายืนยันการรับพัสดุรหัสสั่งซื้อสถาบันวิจัยที่ 09-AT956 จำนวน 6 รายการ และกรุณาส่งคืนร่างต้นแบบ AI ผู้ช่วยรุ่นเก่าเพื่อดำเนินการตามระเบียบของสถาบันด้วยค่ะ คุณไทกริสโลเปซ” เสียงสังเคราะห์จากโดรนลำหน้ากล่าวด้วยโทนเสียงสุภาพ
ผมรีบเดินกลับเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง ก่อนจะอุ้มร่างหุ่นยนต์รูปก้อนเมฆสีขาวหม่นซึ่งตอนนี้ไร้ร่องรอยของแสงไฟและดวงตาโฮโลแกรมออกมาร่างเดิมของกัสดูหนักและเทอะทะกว่าที่ผมจำได้ อาจเพราะตอนนี้ไม่มีพลังงานของ AI คอยขับเคลื่อนอยู่ข้างในแล้วผมวางมันลงบนแท่นรับของที่ยื่นออกมาจากตัวโดรนอย่างเบามือ
“ลาก่อนนะร่างเก่า ขอบคุณที่ดูแลกันมา” ผมพึมพำเบาๆ
“ลาก่อนน้าาา~~~”
จากนั้นผมจึงยกข้อมือขึ้นแนบกับจุดสแกนบนตัวโดรนแถบแสงสีเขียวเข้มวิ่งผ่านกำไลข้อมือของผมอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจวัดลายนิ้วมือและยืนยันรหัสพันธุกรรมสตรีมเมอร์ในคราวเดียว
ติ๊ด!—ยืนยันตัวตนและการส่งคืนอุปกรณ์สำเร็จ ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ
เมื่อสิ้นเสียง โดรนทั้ง 6 ลำก็ถอนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที ทิ้งพัสดุทั้งหมดไว้ให้ผมจัดการต่อผมเดินตรงไปที่กล่องพัสดุใบเล็กที่สุดด้วยความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่
“กัสครับ... พร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ในร่างที่อยากเป็หรือยัง?”
“เย้~~~ กัสจะได้เป็เสือขาวมีปีกแล้วววว >W<” เสียงใสแจ๋วร้องตอบมาพร้อมกับไอคอนรูปตัวการ์ตูนชูไม้ชูมือดีใจบนหน้าปัดกำไล
ผมเอื้อมมือไปเปิดกล่องพัสดุใบเล็กที่สุดอย่างเบามือภายในคือร่างหุ่นยนต์ AIรูปแบบที่ 2 ที่สถาบันวิจัยแถมมาให้จากการอัปเดตซอฟต์แวร์ระดับสูงราคาหลักสิบล้านของผมผมเริ่มกระบวนการถ่ายโอนระบบปฏิบัติการของกัสเข้าสู่ร่างใหม่ทันทีแสงสีฟ้าอ่อนสว่างวาบออกมาจากกำไลข้อมือ ก่อนจะไหลวนเข้าสู่ร่างหุ่นยนต์ตรงหน้ามวลสารโฮโลแกรมควบแน่นเข้ากับเส้นใยสังเคราะห์จนขนปุยหนานุ่มสีขาวสะอาดตาเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
เพียงชั่วอึดใจ สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคือ ลูกเสือโคร่งขาวตัวน้อยรูปร่างกลมป้อมน่ารัก มีลายพาดกลอนสีเทาอ่อนจางๆ และที่พิเศษที่สุดคือ ปีกนกสีขาวนวลคู่เล็กที่ขยับพึ่บพับอยู่กลางหลังรูปลักษณ์ของมันดูมีชีวิตชีวาจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือจักรกลที่ผมเพิ่งอัปเกรดมา
“กริส!! ดูสิครับ กัสเท่มากเลย!”
เ้าลูกเสือขาวมีปีกบินถลาขึ้นมาจากกล่องด้วยความตื่นเต้นแต่น่าจะเป็เพราะมันยังคุมสมดุลปีกใหม่ไม่เป็บวกกับแรงเหวี่ยงที่พุ่งทะยานตามอารมณ์ดีใจสุดขีดร่างกลมปุยนั่นเลยพุ่งชนเข้าจมูกผมเต็มรักจนผมที่ยังมึนหัวจากอาการหน้ามืดเมื่อครู่ตั้งตัวไม่ทันหงายหลังลงไปกองกับพื้นลานหน้าบ้านท่ามกลางกล่องพัสดุหุ่นยนต์ทั้ง 5 ตัวที่เพิ่งวางลง
“โอ๊ย... กัสครับ เบาๆ หน่อย” ผมบ่นอุบพลางลูบจมูกตัวเองที่เริ่มแดงหูเสือพับลู่ลงเล็กน้อยก่อนจะกระดิกถี่ๆ เพื่อขับไล่ความมึนงง พลางคิดในใจว่า...วันนี้กริสคนนี้คงรักษามาดไว้ไม่ได้เกินสิบนาทีจริงๆ สินะเรา
ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลโดยมีเ้ากัสร่างใหม่บินวนรอบตัวเป็พัลวันด้วยความสำนึกผิด ก่อนที่ผมจะหันไปสนใจ กล่องโลหะใบใหญ่ทั้ง5กล่อง ที่วางเรียงรายอยู่รอบตัว
“กัสครับ เชื่อมต่อระบบกับ AgriSuite R-9 ทั้งหมดเลยเราต้องรีบให้พวกมันเริ่มงานแทนรุ่นเก่าได้แล้ว”
“รับทราบครับกริส! เริ่มกระบวนการ Sync ระบบทีมใน 3...2... 1!”
สิ้นเสียงกัสฝากล่องโลหะทั้งห้าก็เปิดออกพร้อมกันอย่างนุ่มนวลหุ่นยนต์ทำสวนรุ่นใหม่ล่าสุดค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน รูปร่างของพวกมันดูแข็งแรงทันสมัย และมีแขนกลที่ดูคล่องตัวกว่ารุ่นเก่าหลายเท่าไฟสถานะสีฟ้าบนตัวเครื่องกะพริบเป็จังหวะรับส่งข้อมูลกับกัสอย่างรวดเร็ว
“พวกมันสแตนด์บายแล้วครับกริส! กัสแบ่งโซนการทำงานให้เรียบร้อยแล้วคราวนี้ไม่มีทางถอนต้นกล้าของกริสทิ้งแน่นอน!”
“อ้อ…เพิ่มคำสั่งพิเศษอีกนิดครับกัส” ผมนึกขึ้นได้จึงรีบเสริมความ้าส่วนตัวลงไป“ถ้าในระหว่างทำงาน พวกหุ่นยนต์ตรวจพบพืชที่มีลักษณะตรงกับ ‘หญ้าหวานป่า’ หรือ ‘เบอร์รี่เพลิง’ ห้ามถอนทิ้งหรือทำลายเด็ดขาดนะครับให้พวกมันบันทึกพิกัดตำแหน่งที่ชัดเจนไว้ แล้วส่งรายงานรายงานตรงมาที่กริสทันที”
“รับทราบครับกริส! กัสบันทึกพิกัดพรรณไม้สองชนิดนี้ลงในฐานข้อมูล‘พืชห้ามถอน’ ของทีม AgriSuite เรียบร้อยแล้วครับถ้าเจอแม้แต่ต้นเดียว กริสจะได้พิกัดบนแผนที่ทันทีแน่นอน!” กัสตอบรับอย่างแข็งขันร่างลูกเสือขาวสะบัดปีกบินว่อนไปมาด้วยความคึกคักที่ได้เริ่มงานใหม่
ผมมองดูหุ่นยนต์รุ่นใหม่ทั้งห้าที่เริ่มเคลื่อนตัวออกไปสู่สวนอย่างเป็ระเบียบด้วยความพึงพอใจแต่พอมองไปเห็นหุ่นยนต์รุ่นเก่า 5 ตัวที่ยังยืนเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่ไม่ไกลผมก็อดจะนึกถึงวันแรกที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้ไม่ได้วันที่ผมต้องปวดหัวกับการตั้งค่าพวกมันใหม่ทุกครั้งที่เปิดเครื่องแถมยังต้องทนฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่นปานเครื่องตัดหญ้าผุๆ
ถึงตอนนี้พวกมันจะเก่าจนแทบจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่แต่โครงสร้างโลหะก็ยังแข็งแรงพอจะช่วยงานได้
“กัสครับ หุ่นรุ่นเก่าพวกนั้นอย่าเพิ่งปิดระบบนะผมว่าเราปรับให้พวกมันทำหน้าที่เป็ ‘หน่วยสนับสนุน’ แทนดีกว่า ให้คอยแบกปุ๋ย ขนน้ำ หรือคอยหามตะกร้าผลผลิตเดินตามหลังพวก R-9ก็พอ งานที่ต้องใช้ความละเอียดไม่ต้องให้พวกมันแตะแล้วครับให้ใช้ขนของอย่างเดียวพอ...แต่อาจจะต้องรบกวนกัสช่วยควบคุมระบบสั่งงานพวกมันเพิ่มหน่อยนะครับขอโทษทีที่ต้องให้เหนื่อยเพิ่มนะ”
“โหยยย สบายมากครับกริส! กัสจัดการได้!” เ้าลูกเสือขาวสะบัดปีกรัวๆจนขนปุยกระจาย “แค่โปรแกรมให้พวกมันเป็ ‘หุ่นบรรทุก’ เดินตามค่าพิกัดของรุ่น R-9เป็ขบวนเนี่ย ง่ายกว่าสอนให้พวกมันหลบเสาเยอะเลยครับกริสไม่ต้องขอโทษกัสหรอก!”
ภาพขบวนหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่ดูทันสมัยเดินนำหน้าหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่บรรทุกตะกร้าและอุปกรณ์ทำสวนเต็มหลังทำให้ไร่ของผมดูเป็ระบบระเบียบขึ้นมาทันตาอย่างน้อยเงินก้อนโตที่จ่ายไปเมื่อเช้าก็เริ่มแสดงผลลัพธ์ให้ชื่นใจ
“เอาล่ะ... ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กริสจะไปเดินสำรวจแนวรั้วสักหน่อย...”
ผมเตรียมจะเดินนำขบวนหุ่นยนต์ออกไป แต่แล้วจู่ๆในคลองสายตาของผมก็มีหน้าต่างโฮโลแกรมแจ้งเตือนสีแดงกะพริบขึ้นถี่ๆพร้อมเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังสะท้อนมาจากระบบรักษาความปลอดภัยรอบบ้าน
[Warning: Unauthorized System Intrusion – High Level ]
“กริสครับ! มีสื่อสารเข้ามาในรหัสระดับสูงเข้ามาในพิกัดบ้านเรา!”กัสส่งเสียงรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกร่างลูกเสือขาวบินโฉบมาขวางหน้าผมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ
ผมชะงักฝีเท้าทันทีหัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความระแวงจนสีหน้าเริ่มซีดลงเล็กน้อยเพราะการจะเจาะระบบเขตคุ้มครองพิเศษของดาวเกษตรกรรมแบบนี้ได้ไม่ใช่เื่ที่คนทั่วไปจะทำได้แน่ๆ
“กริส... หน้ากริสซีดลงนิดหนึ่งนะ เป็อะไรหรือเปล่าครับ? ให้กัสสแกนร่างกายตรวจสอบให้ไหม?” กัสทักขึ้นด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของผม
ตามสามัญสำนึกของกาแล็กซีแอสตรอนที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลถึงขีดสุดAIจะไม่มีสิทธิ์สแกนร่างกายหรือเข้าถึงข้อมูลชีวภาพเชิงลึกของเ้าของโดยพลการหากไม่ได้รับอนุญาตยกเว้นในกรณีที่เ้าของหมดสติไปแล้วเท่านั้นระบบถึงจะเริ่มกระบวนการช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ
“ไม่ต้องกัส กริสไม่เป็ไร ตรวจสอบสิว่าใครเป็คนส่งสัญญาณมา!”ผมสั่งการเสียงเข้ม พยายามคุมลมหายใจให้คงที่
ยังไม่ทันที่กัสจะประมวลผลเสร็จยานตรวจการณ์ลำเล็กที่สภาพสะบักสะบอมก็พุ่งแหวกอากาศลงมาและร่อนลงจอดกระแทกพื้นลานหินจนฝุ่นคลุ้งทันทีที่เครื่องยนต์ดับลงเสียงสังเคราะห์จากระบบนำทางของยานลำนั้นก็ดังก้องออกมาผ่านลำโพงภายนอกเพื่อยืนยันพิกัดความปลอดภัย
[ยืนยันพิกัดบังคับลงจอดฉุกเฉินสำเร็จ... พื้นที่ส่วนบุคคล: ไทกริสโลเปซ ]
“คุณ! ช่วยด้วย! ขอใช้ช่องสัญญาณฉุกเฉินหน่อย!”เสียงะโแหบพร่าดังแหวกควันไฟออกมาจากตัวยาน พร้อมกับนายทหารคนหนึ่งที่พยายามแบกประคองร่างสูงใหญ่ของจอมพลออกมาอย่างทุลักทุเลท่าทางของเขาดูลนลานและเหนื่อยหอบ “ระบบสื่อสารในยานมันพังยับ!ผมติดต่อศูนย์บัญชาการไม่ได้เลย!”
ผมอึ้งไปชั่วอึดใจเมื่อเห็นสภาพของคนาเ็เครื่องแบบจอมพลอวกาศที่เคยเนี้ยบกริบตอนนี้ชุ่มไปด้วยเืสีเข้มจนดูน่าสยดสยองกลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วลานบ้านจนผมเผลอขมวดคิ้ว
ในจังหวะที่ร่างสูงใหญ่นั้นถูกพยุงลงมานอนราบกับพื้นดวงตาคมปลาบที่พร่าเลือนของจอมพลกลับพยายามปรือขึ้นมองมาที่ผม...ภาพตรงหน้าเขาคงมีเพียงเงาร่างของชายหนุ่มที่มีหูเสือสีขาวฟ้าสะท้อนกับแสงแดดยามบ่าย
‘ไทกริส... โลเปซ...’ เขาพึมพำชื่อเ้าของพิกัดที่เพิ่งได้ยินจากระบบยานไว้ในใจเพียงลำพังก่อนที่ความตึงเครียดทั้งหมดจะขาดผึงร่างสูงใหญ่ซวนเซและหมดสติไปทันทีในอ้อมแขนของนายทหารคนสนิท
“ท่านจอมพล! โธ่เว้ย! สติหลุดไปแล้ว!”พันเอกอาร์โนลด์สบถออกมาอย่างเสียขวัญ พลางเงยหน้ามองผมด้วยสายตาอ้อนวอน“คุณไทกริส! ผมขอร้องล่ะ! เปิดช่องสัญญาณสูงสุดของไร่คุณให้ผมหน่อยผมต้องเรียกหน่วยแพทย์เดี๋ยวนี้!”
“กัส! เชื่อมต่อสายด่วนฉุกเฉินผ่านเครือข่ายของไร่เราเดี๋ยวนี้!แจ้งศูนย์การแพทย์ส่วนกลางว่ามีผู้าเ็วิกฤตที่พิกัดเรา!”ผมสั่งการเสียงเฉียบขาดพลางถลาเข้าไปช่วยประคองร่างจอมพลไว้ไม่ให้ล้มกระแทกพื้น
“รับทราบครับกริส!กำลังส่งพิกัดและข้อมูลฉุกเฉินผ่านระบบเครือข่ายของไร่...ยืนยันการรับเื่จากศูนย์การแพทย์แล้วครับยานพยาบาลกำลังเตรียมออกตัวด่วนที่สุด!” ร่างลูกเสือขาวบินโฉบไปมาด้วยความรวดเร็ว“และเนื่องจากบุคคลเป้าหมายอยู่ในสภาวะวิกฤตและหมดสติ กัสขอใช้สิทธิ์สแกนร่างกายเพื่อประเมินอาการและส่งข้อมูลให้โรงพยาบาลเตรียมการรักษาทันทีนะครับ!”
“กัส! สแกนเลย!”ผมบอกพลางมองดูร่างที่ไม่ได้สติของจอมพลด้วยหัวใจที่เต้นรัว
“ขอบคุณมากครับคุณไทกริส ขอบคุณจริงๆ ที่ยอมให้เราใช้ช่องสัญญาณ”พันเอกอาร์โนลด์กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจขณะที่เขากับผมช่วยกันประคองร่างของจอมพลให้นอนราบลงกับพื้นลานหน้าบ้าน
แสงแดดยามบ่ายทาบลงบนใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่มในเครื่องแบบที่บัดนี้เต็มไปด้วยาแผมมองดูเืที่ยังคงซึมออกมาไม่หยุดพลางคิดในใจว่ายานพยาบาลจากตัวเมืองน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยสิบถึงสิบห้านาทีกว่าหน้าจะมาถึง...ซึ่งนั่นอาจจะนานเกินไปสำหรับคนที่เสียเืขนาดนี้
พันเอกอาร์โนลด์ปาดเหงื่อที่ขมับพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นแถบสถานะยืนยันว่าสัญญาณขอความช่วยเหลือถูกส่งผ่านเครือข่ายของไร่ผมออกไปสำเร็จเขาหันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณจริงๆ ครับคุณไทกริส ถ้าไม่ได้สัญญาณจากไร่ของคุณ...ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าสถานการณ์ของท่านจะเลวร้ายไปถึงไหน"
"ไม่เป็ไรครับ ใครเห็นก็ต้องช่วยทั้งนั้น"ผมตอบพลางมองร่างที่ไม่ได้สติของชายตรงหน้าที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นแม้จะาเ็สาหัสแต่รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมากลับดูน่าเกรงขามจนผมรู้สึกกดดัน"ว่าแต่... เขาเป็ใครหรือครับ? ดูเหมือนจะเป็นายทหารระดับสูงมาก"
พันเอกอาร์โนลด์ชะงักไปครู่หนึ่งเขายืดตัวตรงและเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพสูงสุด
"ท่านคือ... จอมพล เลโอเนล วินเซนต์ ครับผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองกำลังส่วนกลางกาแล็กซีแอสตรอน"
ผมยืนอึ้งไปชั่วขณะ...ชื่อที่หลุดออกมาทำเอาหูเสือของผมกระดิกวูบด้วยความใ นี่ผม...เพิ่งจะเก็บจอมพลระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเื่ความเฉียบขาดที่สุดได้ที่ลานหน้าบ้านตัวเองงั้นเหรอ?!
"กริสครับ! ยานพยาบาลจะถึงในอีก 8 นาทีครับ!" เสียงกัสดังขึ้นขัดจังหวะความช็อก
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามเรียกสติที่กำลังเตลิดให้กลับมา “8 นาที... กัส!สั่งให้หุ่นยนต์ R-9 เคลียร์พื้นที่ลานหน้าบ้านให้โล่งที่สุดเตรียมช่องทางให้ยานพยาบาลลงจอดได้ทันทีแล้วรีบสั่งหุ่นยนต์ในบ้านให้เอาผ้าสะอาดกับชุดปฐมพยาบาลออกมาให้กริสด่วน!”
ผมหันไปมองพันเอกอาร์โนลด์ที่กำลังพยายามห้ามเือย่างเต็มกำลัง“คุณพันเอกครับ ใจเย็นๆ นะครับ ยานพยาบาลกำลังมาเดี๋ยวผมจะเอาผ้าสะอาดมาช่วยกดแผลไว้เพิ่มครับ”
สายตาของผมเลื่อนกลับไปมองใบหน้าซีดเซียวของชายที่ชื่อเลโอเนลอีกครั้ง...ใครจะไปคิดว่าชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ผมวาดฝันไว้ในบ่ายวันนี้จะจบลงด้วยการเป็คนช่วยกุมสถานการณ์ชีวิตของผู้ชายที่ทรงอำนาจที่สุดในกองทัพอวกาศเอาไว้แบบนี้!