เทียนหลงฝึกพลังทั้งคืนชักนำพลังวัตรตามเคล็ดวิถีัขนดผ่านไปได้ สิบสองรอบ ฟ้าก็เริ่มสว่าง ฝึกไม่หยุดยามเช้ากลับไม่ง่วงเหงาหาวนอน ยังคึกคักสดใสเหมือนนอนมาเต็มอิ่ม หลังจากฝึกวิชาเทวราชข้ามลำธารแล้ว วันนี้เขาตั้งป้อมถาม ปู่จาง เื่การผนึกพลังวัตรและวิถีปราณัขนด
หลังจากฟังเทียนหลงเล่ารายละเอียดการฝึก จางเหว่ยขบคิดแล้วอธิบาย “ที่จริงตอนแรกข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเ้าถึงผนึกพลังวัตรไม่ได้ ตอนนี้ข้าพอจะเข้าใจแล้วจำได้ไหมว่าข้าเคยบอกว่าเ้ามี ลมปราณัชั้นจักรพรรดิ ั้แ่เ้าตกลงมาแม้าเ็ยังไม่ได้สติ ข้าพบว่าเ้ายังสะสมพลังวัตรอยู่ตลอดเวลาลมหายใจเ้ายามสูดเข้าดังัสูบน้ำ ยามระบายออกผ่อนยาวลึกล้ำดุจลำน้ำตกทั้งสูดเข้าระบายออกรวมกันแล้วกินเวลามากกว่าคนปรกติถึงสองเท่าลักษณะนี้เรียกว่าลมหายใจั ส่วนชั้นจักรพรรดิ มาจากคุณภาพของลมหายใจปรกติการควบคุมลมหายใจของคน มักจะแรงบ้างเบาบ้างไม่สม่ำเสมอ แต่สำหรับเ้าลมหายใจเข้าออกละเอียด ราบเรียบสม่ำเสมอไม่ขาดตอนแม้แต่น้อย
ข้าได้ตรวจระดับพลังวัตรของเ้าพบว่าระดับพลังวัตรของเ้ามหาศาล มันมากมายดังมหาสมุทร เกินขีดจำกัดที่ข้าจะประเมินได้ต่อมาข้าก็ตรวจพลังวัตรของเ้าต่อเนื่องเรื่อยมาจากัับอกได้แค่ว่ามันเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นเท่าใดข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ใจคือตัวเ้าสะสมพลังวัตรตลอดเวลา จากเหตุการณ์เมื่อวานแสดงว่าวิธีสะสมพลังวัตรดั้งเดิมของเ้า สามารถสะสมพลังวัตรได้ในขณะที่วิธีของวิถีัขนดไม่สามารถแปลงพลังแห่งฟ้าดินให้เกิดเป็พลังวัตรในตัวเ้าได้
แต่เ้าไม่ต้องกังวล จากกฎข้อห้ามเพียงห้ามผู้เคยเดินลมปราณในวิถีอื่นมาก่อนไม่ได้บังคับหรือห้ามวิธีการสะสมพลังวัตรโดยปรกติแล้วผู้ฝึกพลังปราณทุกคนไม่มีใครฝึกสร้างพลังวัตรเพียงอย่างเดียวทุกวิทยายุทธ์ล้วนแต่กำหนด การสะสมพลังวัตร และวิถีโคจรพลังจำเพาะทั้งนั้นพึ่งมีเ้านี่แหละประหลาดสุดๆ สะสมพลังวัตร แต่ไม่นำพลังวัตรไปโคจรใช้” เทียนหลงสงสัยถามว่า “ทำไมถึงไม่มี ตำรายุทธ์เล่มใดสอนการสะสมพลังวัตรเพียงอย่างเดียวเหมือนสภาพของข้าเล่า”
จางเหว่ย ทำหน้าเคร่งขรึม “วิทยายุทธ์ในโลกเปรียบการพนึกพลังวัตรดุจการสร้างเขื่อน การฝึกโคจรพลังคือการวางท่อส่งน้ำชลประทานเมื่อถึงเวลา้าน้ำ ก็สามารถนำใช้งานได้หากน้ำล้นก็สามารถระบายออกไปใช้ประโยชน์ แต่กรณีของเ้า สะสมพลังวัตรแล้วไม่กรุยทางที่จะนำมาใช้งานพลังก็จะไม่อยู่ในที่สมควรอยู่ แต่จะกระจายไปทั่วร่างวันดีคืนดีร่างกายเจ็บป่วยเสียสมดุล พลังอาจจะสะสมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปถึงกลับล้นทะลักตีกลับ มาทำร้ายตัวเองได้ลักษณะกั้นเขื่อนแต่ไม่มีท่อส่งน้ำไปใช้งาน เวลาน้ำล้นเขื่อนประดุจเขื่อนแตกไม่สามารถควบคุมทิศทางน้ำโดยสิ้นเชิง นั้นคือมีแต่อันตรายไม่มีประโยชน์
อันตรายขนาดไหนเ้าลองคิดดู ในเมื่อเป็เช่นนั้นจึงไม่มีวิชายุทธ์ใดในโลกที่มีแต่วิชาฝึกสะสมพลังวัตรเพียงอย่างเดียวนี่นับว่าเ้าโชคดี ที่ไม่กลายเป็ อุทกภัยถล่มวังั*”
เทียนหลง ทำปากเบ้ “@#% ..หวาดเสียวจริงๆละ ท่านปู่…แล้วยังไงต่อเส้นทางการฝึกยุทธ์ในโลกนี้มีกรอบหรือบัญญัติใดๆอีกที่ข้าควรรู้แล้วที่ว่าเก่งหรือสำเร็จแล้วเป็อย่างไร ?”
จางเหว่ย “ปรกติการฝึกปราณเริ่มต้นนั้นแบ่งออกเป็3 ขั้นตอนคือ
ขั้นที่ 1.สะสมพลังวัตรรวมพลังฟ้าดินผนึกเป็พลังวัตร
ขั้นที่ 2.โคจรตามเคล็ดวิชาชักนำพลังวัตรตามแนวทางของวิชายุทธ์
ขั้นที่ 3.ผสานใช้ออกนำพลังวัตรโคจรตามวิถียุทธ์ใช้ออกกับอาวุธหรือร่างกายในการต่อสู้
และในแต่ละขั้นหากแบ่งเป็ระดับความสำเร็จจะแบ่งออกเป็ 4 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1. นักรบ สำเร็จ 1ใน 4 ส่วน
ระดับที่ 2. นายทัพ สำเร็จ 2ใน 4 ส่วน
ระดับที่ 3. ขุนพล สำเร็จ 3ใน 4 ส่วน
ระดับที่ 4. จักรพรรดิคือระดับสูงสุด
ระดับความสำเร็จในแต่ละขั้น จะเป็รากฐานความสำเร็จในขั้นถัดไปยิ่งระดับความสำเร็จในแต่ละขั้นสูงมากเท่าไร การฝึกขั้นตอนต่อไปก็ง่ายและมีโอกาสที่จะมีระดับสำเร็จที่สูงตามไปด้วยเช่น ในขั้นสะสมพลังวัตรหากเ้ามีความสำเร็จระดับนักรบ ระดับชั้นสูงสุดในขั้นผสานใช้ออกจะมีระดับสูงสุดได้แค่ระดับนักรบเท่านั้น
แต่หากในขั้นสะสมพลังวัตรเ้ามีระดับจักรพรรดินั้นหมายถึง ท้ายที่สุดในระดับในขั้นผสานใช้ออก เ้าสามารถบรรลุถึงั้แ่ระดับนักรบ หรืออาจถึง ระดับจักรพรรดิ์ ดังนั้นระดับในแต่ละขั้นจะส่งผลไปถึงการฝึกฝนในขั้นต่อๆไปที่ต้องแบ่งระดับความสำเร็จออกอย่างละเอียดนี้เพราะผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่จะเริ่มฝึกยุทธ์ั้แ่เด็ก อาจารย์ผู้สอนยุทธ์จะเข้มงวดในเื่นี้มาก เพราะมันเป็พื้นฐานที่สำคัญละเลยไม่ได้ถ้าไม่ถึงขีดสุดในแต่ละขั้นผู้สอนส่วนใหญ่จะไม่ให้ลูกศิษย์ของตนเลื่อนขั้นการฝึก
แต่นี่เป็เพียงประตูสู่ทำเนียบยุทธ์เท่านั้นหลังจากที่เ้าฝึกเข้าขั้นผสานใช้ออก ในยุทธภพยังจ้ดแบ่งระดับการต่อสู้ใน “ชั้นมนุษย์” เรียกเป็ทำเนียบปราณยุทธ์แบ่งระดับชั้นไว้ถึง 9 ระดับปราณ ได้แก่
ระดับที่ 1.ปราณธรรมชาติ
ระดับที่ 2.ปราณผนึกยุทธ์
ระดับที่ 3.ปราณิญญา
ระดับที่ 4.ปราณมายา
ระดับที่ 5.ปราณไร้สภาพ
ระดับที่ 6.ปราณไพศาล
ระดับที่ 7.ปราณปฐี
ระดับที่ 8.ปราณนภา
ระดับที่ 9.ปราณราชัน
ในแต่ละระดับยังแบ่งเป็ สิบระดับย่อยนอกจากนี้ยังมีเขตแดนที่เหนือขึ้นไปเรียกว่า “แดนเทวะหรือเทพยุทธ์” ข้าไม่รู้รายละเอียดและในชีวิตนี้ข้าไม่เคยพบเจอคนในแดนเทวะเลย
ทำเนียบยุทธ์ถูกกำหนดมาแต่โบราณกาลเพื่อลดการฆ่าฟันล้มตายโดยไม่สมควร เช่นหากใช้ผู้ฝึกยุทธ์ปราณมายา หนึ่งหมื่นคนก็ทำอะไรผู้ฝึกยุทธ์ปราณนภาคนหนึ่งไม่ได้ในทางกลับกันผู้ฝึกยุทธ์ปราณนภาเพียงคนเดียว ก็สามารถเข่นฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ปราณมายา หนึ่งหมื่นคนได้โดยไม่เปลืองแรง
ท่านปรมาจารย์สำนัก โอสถวิถีฟ้า “เตียเม้งจื่อ” ตอนที่ยังมีชิวิตอยู่ ก็เป็ผู้อยู่ในกลุ่มหัวแถวของระดับ ปราณปฐีส่วนการวัดระดับของผู้ฝึกยุทธ์ว่า อยู่ในระดับใดนั้น มีสองวิธีวิธีแรกใช้หินวัดพลัง วิธีที่สองจะดูจากรัศมีพลังยุทธ์ที่แผ่ออกมาจากร่างแน่นอนผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณสูงกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถ จำแนกแยกระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณต่ำกว่าได้ตอนนี้เ้าพึ่งเปิดประตูขั้นพื้นฐาน ยังไม่จัดเข้าแม้แต่ ระดับปราณธรรมชาติข้าว่าเื่ตำนาน ยุทธจักรและความรู้อื่นๆ เ้าคงต้องค่อยๆเรียนรู้ไปแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ...เอาไว้เ้าเลื่อนระดับปราณ แล้วข้าจะค่อยๆสอนให้...เ้าอย่าลืมบ่ายนี้ ต้องทดสอบวิชาแพทย์สมุนไพรกับข้าอีก”
บ่ายวันนั้นเทียนหลงเกือบเอาตัวไม่รอดถึงจางเหว่ยจะใจดี แต่เื่เล่าเรียนสมุนไพรวิชาแพทย์ ดุดันเข้มงวดนัก กว่าเทียนหลงจะผ่านด่านการทดสอบ เหงื่อก็แตกเปียกไปทั้งตัว หลังการทดสอบเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะค่ำ จางเหว่ยปล่อยให้ เทียนหลงพักอย่างอิสระตัวเองเข้าห้องผนึกพลังวัตรเดินลมปราณ
ทียนหลง นึกถึงความคิดที่สรุปไว้เมื่อคืนยามบ่ายนี้โลกเป็สีเงินยวงมองไปทั้งไกล้ไกลปกคลุมไปด้วยหิมะหนาผิวน้ำในทะเลสาบเกาะตัวเป็น้ำแข็งเกือบหมด แต่น่าแปลกบริเวณชายน้ำรอบโขดหินที่สูงกว่าสิบเมตรข้างบ้าน ผิวน้ำโดยรอบไม่เป้นน้ำแข็ง เว้นเป็บริเวณกว้างแผ่มาถึงสะพานน้อยแต่ในยามเช้ากลับมีไอหมอกสีขาวพุ่งมาจากผิวน้ำหนาแน่นกว่าส่วนที่ผิวน้ำเป็น้ำแข็ง เขาเคยถามปู่จาง ได้คำตอบว่าใต้น้ำบริเวณโขดหินมีตาน้ำพุร้อนสายหนึ่ง จึงทำให้เกิดสภาพประหลาดนี้
ในโลกก่อน่วัยเด็กเขาเคยมี่ชีวิตเป็ชาวประมงเขาไม่กลัวน้ำยิ่งตอนนี้สามารถเดินลมปราณยิ่งไม่กังวล ปราศจากความลังเลถอดเสื้อแล้วดำลงไป ฝึกพลังวัตรใต้น้ำทันที บริเวณนี้น้ำไม่เย็นมากนักแดดยามบ่ายส่องผ่านลงมาเห็นน้ำใสแจ๋ว รอบบริเวณลึกเฉลี่ยไม่เกิน สี่เมตรพื้นทะเลสาบที่ห่างไกลออกเทลาดลึกลงไปมองไม่เห็นก้น เขาดำลงไปในโลกใต้น้ำนี้มองไปรอบๆ สัตว์น้ำรูปร่างแปลกตา สีสันสดใสสวยงาม ว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ก้นทะเลสาบ ที่มุมหนึ่งใกล้ชายฝั่งลึกลงไป สามเมตร มีโขดหินสีขาวสะอาดกว้างประมาณเมตรครึ่ง ที่มุมหนึ่งของโขดหิน มีปะการังแผงคอม้าสีแดงฉานต้นเล็กๆสูงสิบเิเ ขึ้นอยู่ต้นเดียวโดดๆ เป็จุดที่เหมาะสำหรับฝึกพลังเขาดำลงไปนั่งลงบนโขดหินสีขาวนี้ เห็นที่ไกลตา มีสาหร่ายขึ้นประปรายบางส่วนงอกรวมกันเป็ดงสาหร่าย บริเวณน้ำลึกไกลๆ สาหร่ายบางต้นสูงเป็สิบเมตรงอกมาจากก้นทะเลสาบ ใบสีเขียวปลิวไหวตามกระแสน้ำน้อยๆด้านข้างเห็นฝูงปลากระบอกเกล็ดเงินนับสิบตัว ว่ายวนเวียนในดงสาหร่ายผ่านไปอึดใจหนึ่ง ปลาเล็กปลาน้อยสีสรรแปลกตาต่างพากันมาว่ายวนเวียนล้อมรอบสัตว์ประหลาดอย่างเขา คงสงสัยอยากรู้ว่าเป็ตัวอะไรลงมาทำอะไรที่ก้นทะเลสาบนี่
ผ่านไปได้ ห้าชั่วอึดใจเขาเริ่มขาดอากาศรีบผนึกพลังวัตรเดินลมปราณวิถีัขนดในทันที ...อืม..ความรู้สึกนี้ช่างวิเศษนักพลังฟ้าดินที่มีสภาพ หลั่งไหลเข้ามาตามผิวกายให้ความรู้สึกจับต้องมวลสารได้ชัดเจนพลังวัตรสะสมในร่างผนึกเป็ก้อนพลังงานอย่างรวดเร็วเร็วยิ่งกว่าการฝึกเมื่อคืนหลายเท่าตัว ผ่านไปเพียง สิบห้านาที ก็โคจรพลังครบรอบหลังผ่านไปสี่รอบ ก็เริ่มผิดปรกติ พลังไหลผ่านเข้ามาช้าลง เขาเริ่มอึดอัดจนต้องปล่อยให้ร่างกายลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ สูดลมหายใจเข้าปอด แล้วคำนวณเวลาที่ฝึกพลังอยู่ใต้น้ำครั้งนี้
“น่าจะทนอยู่ได้ หนึ่งชั่วโมง” ถึงแม้ว่าเขามีพลังวัตรกระจายอยู่ทั่วร่างในปริมาณมหาศาลแต่ช่องทางการนำมาใช้ยังตีบตัน การโคจรวิถีปราณเป็การเพิ่มขยายจุดช่องโพรงและขยายขนาดเส้นลมปราณให้สามารถรองรับพลังได้มากขึ้น พูดง่ายๆคือหากพลังในร่างดุจดังน้ำในมหาสมุทร เส้นทางที่จะนำน้ำมาใช้คือเส้นลมปราณเปรียบเส้นลมปราณเป็ท่อน้ำ หากท่อกว้างเพียง หนึ่งนิ้วต่อให้มีน้ำมากขนาดมหาสมุทรก็นำมาใช้ได้เพียงปริมาณน้ำที่ไหลผ่านท่อ หนึ่งนิ้วในเวลาหนึ่งเท่านั้นส่วนช่องโพรงเปรียบเหมือน ทะเลสาบเล็กทะเลสาบน้อย ที่คอยกักน้ำเพื่อรักษาสมดุลเมื่อน้ำเกินก็ไหลไปเก็บสำรองไว้ เมื่อขาดน้ำก็นำกลับมาใช้เปรียบจุดช่องโพรงเป็ทะเลสาบ การฝึกผนึกพลังและโคจรคือการขยายแหล่งเก็บและขยายระบบขนส่งพลัง ในร่างกายให้ขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแรงขึ้นนั้นเอง
“อีกหลายชั่วโมงกว่าฟ้าจะมืดฝึกต่อดีกว่า...” เขาดำลงไปที่หินก้อนเดิม เริ่มผนึกกำลังเดินลมปราณขณะที่โคจรลมปราณไปได้ สามรอบจะขึ้นรอบที่สี่ รู้สึกร่างถูกเชือกคล้องรัดแน่นแรงบีบมหาศาลกระชากตัวเขาลอยกลิ้งตกลงจากก้อนหินที่นั่งอยู่ ทันทีที่ลืมตาขึ้น “เฮ้ย!!!....มาไงว่ะเนี่ย” ตัวเขาถูกงูสีเงินตัวพาดเส้นแดงขนาดเท่าถ้วยชารัดอยู่หลายรอบมันชูหัวขึ้น แล้วลากเขา ลงไปในน้ำลึก ……
อุทกภัยถล่มวังั*หมายถึงพลาดท่าเสียทีในสิ่งที่ตัวเองชำนาญ