ในตลาดหน้าเทือกเขาสรรพสัตว์
ซือถูอวี้รู้สึกสับสนเหลือเกินเธอไม่เคยคิดเลยว่าแค่ต่อราคา เ้าของร้านก็จะใจนหอบของเผ่นแนบไปแบบนี้!
"หวังเฉิน!"
"นี่นายเป็คนก่อเื่ใช่ไหม!?"
ซือถูอวี้เม้มปากดวงตาเปี่ยมด้วยความน้อยใจ จ้องมองหวังเฉิน
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเธอก็ไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมหวังเฉินถึงรู้ล่วงหน้าว่าการซื้อขายครั้งนี้จะไม่สำเร็จ
"ไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะ มันเป็เพราะเธอนั่นแหละ"
หวังเฉินรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิดก็แค่พ่อค้าแผงลอยคนนั้นกลัวว่าจะขายของปลอมให้ซือถูอวี้แล้วจะโดนตระกูลซือถูแก้แค้นต่างหากถึงได้เผ่นหนีไป
"งั้นนายก็อธิบายให้ฉันฟังซิ ว่าทำไมนายถึงรู้ล่วงหน้าได้?"
ซือถูอวี้ไม่พอใจกับคำตอบนี้เธอจ้องมองหวังเฉินด้วยความโกรธ หัวยื่นเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรด
"เธอ..."
การโจมตีกะทันหันนี้ทำให้หวังเฉินตั้งตัวไม่ทัน
เมื่อเห็นใบหน้าสวยใสกะพริบตาอยู่ใกล้เพียงไม่กี่นิ้วเขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความรังเกียจ
ให้ตายเถอะ!
ความบริสุทธิ์ของฉันเกือบจะหายไปแล้ว!
หวังเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจอธิบายให้ซือถูอวี้ที่ยังคงไม่ยอมแพ้ฟัง
มิเช่นนั้นเขารู้สึกว่าต่อไปเขาคงจะถูกยายนี่รบกวนจนแทบบ้า
"ก็เพราะว่าเขากลัวจะถูกแก้แค้นเื่ขายของปลอมน่ะสิ..."
หวังเฉินดึงซือถูอวี้ไปด้านข้างแล้วกระซิบข้างหูเธอ
"ไม่จริงน่า?"
"แต่คุณสมบัติของอุปกรณ์เ่าั้ดูเหมือนจะไม่มีปัญหานี่นา?"
เมื่อฟังคำอธิบายของหวังเฉินซือถูอวี้ก็มีสีหน้าสงสัยยิ่งขึ้นเมื่อครู่เธอก็ถืออุปกรณ์ขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลแล้วมันไม่น่าจะเป็ของปลอมเลยสักชิ้น
"เธอไม่เคยได้ยินเื่ม้วนคัมภีร์อำพรางมาก่อนหรือไง?"
หวังเฉินถามกลับ
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าผลการเรียนอันยอดเยี่ยมของเด็กสาวตรงหน้าในโรงเรียนนั้นคงมิได้มาจากการใช้เงินซื้อหาหรอกนะ!
เื่พื้นฐานแค่นี้เธอกล้าถามออกมาได้อย่างไร?
"ม้วนคัมภีร์อำพราง?"
พอได้ยินชื่อไอเท็มดังนั้นสีหน้าของซือถูอวี้ก็พลันเข้าใจกระจ่าง
นี่คือม้วนคัมภีร์เวทมนตร์ที่ผนึกคาถาอำพรางไว้ซึ่งสามารถปลอมแปลงข้อมูลของสิ่งของได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้วเด็กสาวก็เบะปาก ความน้อยใจบนใบหน้ากลายเป็ความโกรธ เธอพูดอย่างโมโหว่า"เ้าพวกสารเลว กล้าใช้วิธีสกปรกแบบนี้มาหลอกลวงกันได้!"
ขณะพูดดวงตาของซือถูอวี้ที่เป็ประกายราวอัญมณีก็ฉายแววเ้าเล่ห์ จากนั้น...
เธอก็ถอดป้ายประจำตัวที่ห้อยอยู่ตรงเอวเก็บเข้าอุปกรณ์เก็บของ
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเธอก็ขยิบตาให้หวังเฉินแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า
"คนพวกนี้น่ารังเกียจมาก ฉันจะต้องจับพวกมันให้ได้ ให้พวกมันติดคุกหัวโต!"
เมื่อเห็นฉากนี้หวังเฉินก็กลอกตาอย่างช่วยไม่ได้
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ายายนี่จะห้าวหาญและเปี่ยมด้วยคุณธรรมขนาดนี้
"ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ ที่นี่ไม่มีคนโกงเยอะแยะให้เธอจับหรอกซื้อของเสร็จเราก็ไปเทือกเขาสรรพสัตว์กันได้แล้ว"
หวังเฉินส่ายหัวแล้วเดินนำเข้าไปในตลาดนัด
ด้านหลังซือถูอวี้ติดตามมาติดๆ ด้วยท่าทางองอาจมาดมั่น ดวงตาเธอจ้องมองแผงลอยเ่าั้ราวกับว่าทุกคนล้วนเป็พวกสิบแปดมงกุฎ
ในขณะเดียวกัน
ในวินาทีที่ซือถูอวี้ถอดป้ายประจำตัวออกชายหนุ่มรูปงามวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แผงลอยก็ฉายแววความจนใจในดวงตา
"ยัยหนูอวี้คนนี้ ทำไมถึงเก็บป้ายประจำตัวไปซะแล้วล่ะ?"
"คราวนี้แย่แล้ว วันหยุดที่ฉันอุตส่าห์ได้มา คงจะไม่สงบสุขแล้วสิ"
"แล้วไอ้เด็กเวรนั่นอีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าป้ายประจำตัวนี้มีประโยชน์อะไรแต่กลับไม่ห้ามเลย?"
ชายวัยกลางคนรูปงามส่ายหัวแล้วโยนของในมือทิ้งลงบนแผงลอยอย่างไม่แยแส
เ้าของแผงลอยคนนั้นไม่กล้าขัดขวางเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้ามเขากลับยิ้มและก้มหัวด้วยความเคารพ
เพราะบนแขนเสื้อของชายวัยกลางคนรูปงามมีรอยจารึกรูปัสามตัวปักด้วยด้ายทองคำ
ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่งที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สามแล้วนั่นเอง
...
หลังจากซื้อของสำหรับเอาชีวิตรอดในป่าแล้ว
หวังเฉินและซือถูอวี้ก็เริ่มออกเดินทางอย่างเป็ทางการ
"บริเวณที่อสรพิษเกล็ดทองอาศัยอยู่คือบริเวณรอยต่อระหว่างป่าด้านนอกและป่าชั้นกลางของเทือกเขาสรรพสัตว์"
"ระหว่างที่เราอยู่ตอนนี้กับบริเวณนั้นมีสัตว์อสูรป่าที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ไม่น้อยทีเดียว"
ซือถูอวี้เดินอยู่ในป่าพร้อมถือแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ชี้ให้ดูอย่างตื่นเต้นราวกับกำลังชี้ชะตาบ้านเมือง
แผนที่อิเล็กทรอนิกส์นี้เป็สิ่งที่สมาคมนักผจญภัยแจกให้กับนักผจญภัยที่ลงทะเบียนทุกคนโดยจะให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของสัตว์อสูรป่าในเทือกเขาสรรพสัตว์
จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักผจญภัยที่อ่อนแอเผลอเข้าไปในพื้นที่ของสัตว์อสูรป่าที่แข็งแกร่งจนต้องสังเวยชีวิตให้กับสัตว์อสูรที่ดุร้าย
"ในบรรดาสัตว์อสูรป่าเหล่านี้สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับพวกเราสองคนคือเผ่าก็อบลิน ฝูงหมาป่าสายลมและมนุษย์หัววัว"
"เดี๋ยวเราจะอ้อมหลีกเลี่ยงจุดรวมพลของสัตว์อสูรป่าทั้งสามแห่งนี้หวังเฉินนายว่าไง?"
ซือถูอวี้ส่งแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้หวังเฉินเพื่อขอความเห็น
หวังเฉินเห็นเด็กสาวที่กำลังตื่นเต้นก็ลูบจมูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว
พี่สาวครับ!
เธอรู้ไหมว่าถ้าเดินตามแผนที่ของเธอเราจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่า?
"ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก!"
เขายื่นมือออกไปรับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์มาแล้วขีดเส้นตรงลงไปบนแผนที่
"ระหว่างสองจุด เส้นตรงคือระยะทางที่สั้นที่สุดการอ้อมไปอ้อมมามันเสียเวลาเปล่า!"
หวังเฉินพูดอย่างใจเย็นแล้วคืนแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้ซือถูอวี้
เมื่อได้ยินดังนั้นซือถูอวี้มีสีหน้าใเล็กน้อย แล้วถามอย่างลังเลว่า
"เดินทางแบบนี้ ความเสี่ยงมันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ?"
ความกังวลของเธอไม่ใช่เื่ไร้เหตุผลก็อบลินและหมาป่าสายลมแม้จะเป็สัตว์อสูรเลเวล 20 แต่พวกมันอาศัยอยู่รวมกันเป็ฝูงแต่ละครั้งที่ปรากฏตัวก็มีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยตัว ซึ่งเป็อันตรายอย่างมากแม้แต่ผู้เปลี่ยนอาชีพที่มีประสบการณ์บางคนด้วยซ้ำ
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเธอหวังเฉินก็ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ
"แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?"
"พวกเรามาที่เทือกเขาสรรพสัตว์ ไม่ใช่เพื่อทำภารกิจเท่านั้นแต่เพื่อยกระดับอัปเลเวลตนเองแล้วเตรียมต้อนรับการสอบใหญ่ที่รออยู่อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
"สัตว์อสูรป่าที่แข็งแกร่งก็จะให้ค่าประสบการณ์ที่มากขึ้นซึ่งเหมาะสมกับพวกเราที่สุด"
ระหว่างที่พูดหวังเฉินมองเด็กสาวอย่างลึกซึ้ง
"หรือว่า... เธอกลัวแล้วหรือ?"
เขาถาม
"ฉัน... ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย!"
"แต่นายน่ะ ไม่มีสัตว์อสูรเลยสักตัว ตอนนั้นอย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาฉันก็พอ"
ซือถูอวี้แกว่งกำปั้นเล็กๆอย่างไม่ยอมแพ้ จากนั้นเธอก็ปิดปากด้วยความใปนกระดากก่อนจะมองหวังเฉินด้วยสายตาขอโทษเล็กน้อย
"ขอโทษนะ ฉันไม่ได้..."
เธอยกมือขึ้นอธิบายอย่างลนลาน
หวังเฉินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
สถานการณ์ของฝู้ฝึกสัตว์อสูรั์เป็ที่รู้กันดีซือถูอวี้พูดแบบนั้นก็แค่เป็ตัวแทนของความรู้ทั่วไปของคนส่วนใหญ่
อีกอย่าง...
"ใครบอกเธอว่าฉันไม่มีสัตว์อสูรล่ะ?"
หวังเฉินมองซือถูอวี้แล้วถามพร้อมรอยยิ้ม
"ต้องให้พูดอีกเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเฉินซือถูอวี้ก็มีสีหน้ากระดากมากขึ้นกว่าเดิม เธอก้มหน้าลงแล้วพูดว่า
"สัตว์อสูรั์หายากขนาดนั้น ทั้งเมืองตงหลิงหรือแม้แต่ทั้งมณฑลหนานเจียงก็ยังหาไม่เจอเลยสักตัว"
"ฉันกลับไปถามพ่อ พ่อบอกว่าในหลงกั๋วตอนนี้สัตว์อสูรั์ที่ลงทะเบียนไว้มีไม่ถึงห้าตัวและพวกมันทั้งหมดก็อยู่ในมือของผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพครั้งที่เจ็ดแล้ว"